เสมา 1 “ประเสริฐ” ชูโรงเรียนเอกชน “หุ้นส่วนสำคัญด้านการศึกษา“ ร่วมผนึกกำลังภาครัฐ พัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

24 มิถุนายน 2569 / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและมอบนโยบายในการประชุมสัมมนา “ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน” พร้อมด้วยนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ. ณ ห้องประชุมภาณุรังษี โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ

โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) นายภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการ กช. นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) ตลอดจนคณะกรรมการ ปส.กช. ในระบบ-นอกระบบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในวันนี้ถือเป็นการพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการและบุคลากรทางการศึกษาเอกชนทั่วประเทศ เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของโรงเรียนเอกชน ในฐานะ “หุ้นส่วนสำคัญ” ที่สุดกลุ่มหนึ่งของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะเชื่อมั่นว่าทุนมนุษย์คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต

โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการจึงมีเป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตประเทศ โดยมุ่งสร้างผู้เรียนให้เป็นคนที่คิดวิเคราะห์ได้ สร้างสรรค์เป็น แก้ปัญหาได้ ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงผู้เรียนที่ท่องจำเนื้อหา

ซึ่งการศึกษาเอกชนถือเป็นหุ้นส่วนเป็นพลังสำคัญของระบบการศึกษาไทย ที่มีบทบาทในการสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้และตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่หลากหลาย จุดเด่นมีความคล่องตัวสูงในการปรับปรุงหลักสูตร เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญส่งผลโดยตรงต่ออันดับทางการศึกษาของประเทศที่สูงขึ้น จากการประเมินของสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD: International Institute for Management Development) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนและส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนสามารถพัฒนาคุณภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ ได้ประกาศนโยบายการศึกษา ซึ่งมีหลายประการที่ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเอกชน ใน 5 เรื่องสำคัญ

1.​ คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันพิจารณาภารกิจ งานเอกสาร และโครงการต่าง ๆ ที่สามารถปรับลดขั้นตอนหรือบูรณาการร่วมกันได้ เพื่อลดภาระงานที่ใช้เวลาของครู และเพิ่มเวลาในการดูแลนักเรียน และการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น สำหรับการเพิ่มสวัสดิการและขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน ได้มอบหมายให้ กองทุนสงเคราะห์ และ สช. พัฒนาระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในโครงการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเบิกจ่ายตรงผ่านระบบ (National Clearing House : NCH) โดยครูเอกชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีในโรงพยาบาลนำร่องทั่วประเทศ ไม่เกิน 150,000 บาท/ปี โดยไม่ต้องสำรองจ่าย อย่างไรก็ตาม ศธ. อยู่ระหว่างเตรียมหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขยายจำนวนโรงพยาบาลที่รองรับระบบนี้ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

2.​ รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยผลักดันโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นเด็กไทยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาเช่นเดียวกับนักเรียนในโรงเรียนของรัฐ หาก ครม. ให้ความเห็นชอบ จะมีนักเรียนโรงเรียนเอกชนได้รับการอุดหนุนอาหารกลางวันเพิ่มขึ้น กว่า 9 แสนคน ครอบคลุมชั้น อ.1 – ม.3 ภายในปี 2572

3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง ปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการใช้ชีวิตจริง (เรียนฟรีมีงานทำ) นำเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการศึกษา รวมถึงส่งเสริมระบบธนาคารหน่วยกิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนการเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพเพื่อการมีงานทำและโอกาสในการมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) โดยในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยต้องก้าวให้ทันความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพราะในปี 2572 คะแนน PISA จะนำเรื่อง AI มาเป็นเกณฑ์การประเมิน ศธ. จึงมีนโยบายสนับสนุนความรู้ด้าน AI ให้แก่ครูเอกชนและบรรจุในหลักสูตรให้ครอบคลุม เพื่อเป็นแม่พิมพ์ให้ผู้เรียน เรียนเพื่อวิเคราะห์ เปลี่ยนจากการอ่านเพื่อจำ เป็น “อ่านเพื่อคิดและวิเคราะห์” ตามคำแนะนำของ UNICEF

4.​ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมอบหมายให้ทุกส่วนราชการ รวมถึง สช. จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพประจำหน่วยงาน เพื่อเสริมการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และยกระดับการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

5.​ สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ผ่านการผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคมนี้ และแล้วเสร็จสามารถบังคับใช้ภายในปี 2570 เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเดิมสร้างระบบการศึกษาที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์อนาคตของประเทศ

“การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน โดยเฉพาะภาคการศึกษาเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ พร้อมรับมือความท้าทายด้านประชากร ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการเกิดที่มีจำนวนลดลง การเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน “กระทรวงศึกษาธิการ” พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนเอกชน ทั้งด้านคุณภาพผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา นวัตกรรมการเรียนรู้ และโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว-กราฟิก
ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

ภาพเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1HYQ9eZ4NR/