A
A
A
A

Home Theme 5 EN

อัพเดทข่าวสาร MOE

NEWS & UPDATE

ข่าวภารกิจผู้บริหารระดับสูง

รมว.ตรีนุช ห่วงน้ำท่วมภาคใต้บินด่วนลงนราธิวาส พบ 197 โรงเรียนรับผลกระทบ-สพฐ.จัดงบช่วยเหลือทันที

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รมว.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ครั้งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งดิฉันและกระทรวงศึกษาธิการ มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโรงเรียน นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ตนรับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้น สพฐ.ได้จัดสรรเงินช่วยเหลือ 260,000 บาท ให้แก่โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายรวม 197 โรงเรียน มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 47,402,787 บาท มีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ 14,645 คน และครู อีก 342 คน ทั้งนี้ ได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัว นายนพดล มะลิลา ซึ่งเป็นพนักงานราชการของโรงเรียนนิคมพัฒนา 10 ผู้ประสบอุทกภัยที่เสียชีวิตด้วย   ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่นักเรียน นักศึกษา ครู ทีม Fix it Center อาชีวะจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคบางนรา วิทยาลัยเทคนิคปัตตานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา ณ โรงเรียนบ้านตือระ มิตรภาพที่ 172 ต.ปาเสมัส และจุดให้บริการ ณ โรงเรียนบ้านมูโนะ ต.มูโนะ ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยการอาชีพสุไหงโก-ลก วิทยาลัยเทคนิคยะลา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี ที่ออกให้บริการจัดน้ำดื่ม การปรุงอาหาร มอบให้แก่ผู้ประสบภัยและประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนจากน้ำท่วมขังในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อีกทั้งซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในครัวเรือนและการดำรงชีพ “กระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยจากปัญหาไวรัสโคโรน่า หรือ covid-19 และสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ด้านความเป็นอยู่ของชุมชนและการศึกษา ของนักเรียนนักศึกษา และขอขอบคุณศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center จิตอาสา สังกัดของ สอศ. ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี ที่ได้ร่วมตั้งศูนย์ให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผลกระทบอุทกภัยแล้ว ยังส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษานำความรู้ความชำนาญด้านงานช่าง มาให้บริการพี่น้องในชุมชนด้วย แสดงให้เห็นถึงความเป็นจิตอาสา ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ นักศึกษาอาชีวะ ก็จะออกมาช่วยเหลือประชาชนเสมอ” รมว.ศธ. กล่าว นอกจากนี้ รมว.ศธ. เป็นประธานเปิดงาน “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย สัญจร” ณ โรงเรียนนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส โดยกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญ และมีความตื่นตัวต่อความปลอดภัยของเด็ก และเยาวชน ซึ่งเป็นลูกหลานของเรา เพราะภัยที่หลากหลายมาถึงลูกหลานของเราได้อย่างไม่รู้ตัว ทั้งภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ “โดยเฉพาะภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามเด็กและเยาวชนรุนที่แรงมากขึ้น มีความถี่ของเหตุการณ์บ่อยครั้งขึ้น ทั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือถูกรังแกจากผู้ไม่หวังดี ซึ่งสื่อออนไลน์เปรียบเสมือนเป็นดาบสองคม ที่มีด้านบวกเป็นคุณต่อระบบการศึกษา เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่สื่อออนไลน์เอื้อประโยชน์ต่อการปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก แต่ผลด้านลบก็มีไม่น้อยกว่ากัน ทั้งสื่อลามกอนาจาร การพนัน สารเสพติดค่านิยม พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการเสพติดเกมออนไลน์ ซึ่งเหล่านี้นับเป็นภัยระดับบุคคลที่ไม่อาจมองข้าม ดิฉันจึงขอเชิญชวนให้ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และเยาวชน รวมถึงผู้ปกครองทุกท่านร่วมกันดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ MOE Safety Center และร่วมเป็นสายตรวจเฝ้าระวังความเสี่ยง และภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา” รมว.ศธ. กล่าว ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน 4/3/2565

รมว.ตรีนุช เป็นประธานงาน “วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการครุสภา” ครบรอบ 77 ปี

เมื่อวันพุธที่ 2 มีนาคม 2565 เวลา 8.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีสักการะและบวงสรวง พิธีทำบุญ พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เนื่องในงาน “วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการครุสภา” ครบรอบ 77 ปี ณ ห้องประชุมบุณยเกต หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. ผู้บริหาร ศธ. คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา อดีตผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง เวลา 8.29 น. รมว.ศึกษาธิการ ร่วมพิธีบวงสรวงพระพฤหัสบดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระยาศรีสุนทรโวหาร และ ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา พร้อมร่วมบำเพ็ญกุศลระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อคุรุสภาและพนักงานเจ้าหน้าที่คุรุสภาที่ล่วงลับไปแล้ว จากนั้น รมว.ศธ.เป็นประธานพิธีมอบโล่ให้แก่ผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พร้อมถึงบทบาทของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ตอนหนึ่งว่า ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอชื่นชมที่องค์กรแห่งนี้ ในการทำหน้าที่ตลอดระยะเวลา 77 ปี ของการก่อตั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อเป็นหลักประกันในการควบคุมและรักษามาตรฐานวิชาชีพของเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในการพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพ เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านการผลิตครู เพื่อให้ได้ครูมืออาชีพในการสร้างสรรค์เยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศไทย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการยกระดับครู ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน รวมถึงการปรับระบบการประเมินผล ประกันคุณภาพ การทดสอบวัดความรู้และทักษะที่จำเป็น ประเด็นเหล่านี้ ล้วนมีความสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปี 2565 ที่ว่า “มุ่งสร้างคุรุสภาสู่องค์กรดิจิทัล เร่งรัดวางระบบ เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับวิชาชีพครูให้มีมาตรฐาน และจรรยาบรรณเป็นที่ยอมรับ” อันเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่จะพัฒนางานด้านการศึกษา ให้สามารถตอบสนองและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในสถานการณ์ปัจจุบัน ในปัจจุบันทั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และกระทรวงศึกษาธิการ เราต้องเป็นองค์กรที่มีความทันสมัย สามารถปรับตัวให้เท่าทันต่อโลกที่มีความผันผวน มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราต้องร่วมมือกันทำพันธกิจด้านการศึกษานี้ให้สัมฤทธิ์ผลได้อย่างเป็นรูปธรรม “นับว่าภารกิจของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ในการกำกับมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงมีความจำเป็นที่บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการดำเนินงานด้วยความมุ่งมั่น ยึดถือประโยชน์สมาชิกคุรุสภาที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาอยู่ทั่วประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ไว้วางใจ (TRUST) ในการสร้างมาตรฐานวิชาชีพ และการดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา อันจะเป็นการสร้างหลักประกันด้านคุณภาพการศึกษาแก่สังคม และจะนำมาสู่ความศรัทธาต่อองค์กรวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูงต่อไป นวรัตน์ รามสูต: เรียบเรียง ฤทธิ์เกียรติ ยศประสงค์, สถาพร ถาวรสุข: ถ่ายภาพ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน 2/2/2565

รมว.ตรีนุช ชูวิทยาลัยการอาชีพปากท่อ เป็น “ต้นแบบ” ดึงเด็กกลับมาเรียน พร้อมเดินสายปลุกสถานศึกษาปลอดภัย ที่ รร.ราชโบริกานุเคราะห์

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน โครงการอาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ที่วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ จังหวัดราชบุรี รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ เป็นโครงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญตามนโยบายเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทำให้เกิดปัญหาเด็กตกหล่น ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเรียนและการเดินทางมาเรียน รัฐบาลจึงมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษามาเรียนฟรี 3 ปี และมีที่พักอาศัย “จากการตรวจเยี่ยมพบว่า วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ สามารถเพิ่มจำนวนผู้เรียนจาก ปีการศึกษา 2562 ที่มีเพียง 60 คน เป็น 631 คน ในปีการศึกษา 2564 ซึ่งเน้นการแนะแนวในโรงเรียนชายขอบของ อ.สวนผึ้ง อ.บ้านคา อ.โป่งกระทิง และ อ.เบิกไพร ที่มีระยะทางห่างจากวิทยาลัยประมาณ 50-60 กิโลเมตร ทั้งนี้ วิทยาลัยจัดสวัสดิการให้แก่นักเรียน อาทิ รถรับ-ส่ง ฟรี หอพักแยกชายและหญิง ตามมาตรฐานของ สอศ. ฟรีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม นอกจากนี้ยังมีงบฯ เรียนฟรี 15 ปี นำมาจัดสรรเป็นชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน ฟรี และมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อช่วยเหลือให้นักเรียน ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงประสานงานเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งต่อเด็กด้วย ขอแสดงความชื่นชมผู้บริหาร ที่สามารถคิดนอกกรอบ และปรับงบประมาณที่มีอยู่มาใช้ดำเนินการได้ ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดี อย่างไรก็ตาม จะนำข้อดี รวมถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ไปปรับปรุงการดำเนินโครงการต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการของโครงการ ซึ่ง สอศ.จะจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอขอความเห็นชอบการใช้งบประมาณดำเนินโครงการต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ซึ่ง สอศ.ได้คัดเลือกสถานศึกษาที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 87 แห่งทุกภูมิภาค รับนักเรียนได้จำนวน 5,200 คน ส่วนระยะที่ 2 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เพิ่มสถานศึกษาที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการอีก 169 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน กว่า 116,000 คน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

รมว.ตรีนุช ชูสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานี ต้นแบบในการนำมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครูมาปฏิบัติได้ครบเครื่อง นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะ ประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและรักษาการเลขาธิการคุรุสภา นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและรักษาการเลขาธิการ สกสค. และคณะทีมงานของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี. ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด และฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ รมว.ศธ. เปิดเผยว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานีเป็นสหกรณ์ต้นแบบ 1 ใน 5 ที่ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู ตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน โดยได้นำแนวทางและมาตรการการแก้ไขหนี้สินครู ที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบมาดำเนินการ “ต้องขอชื่นชมคณะทำงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานีเป็นอย่างมาก ที่ได้ทำหน้าที่เป็นต้นแบบ ในการนำมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมาปฏิบัติได้เห็นผลเป็นอย่างดี ไม่ว่า การลดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานี เป็นสหกรณ์ที่ลดอัตราดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ครูที่มีหนี้เงินกู้อยู่ 2 ล้านห้าแสนบาท หลังจากลดดอกเบี้ยแล้ว จะทำให้ครูมีเงินเข้ากระเป๋าเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้เพิ่มขึ้นเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาททันที ถือได้ว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ และช่วยให้คุณครูมีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ขึ้นได้ดีในระดับหนึ่ง ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ได้จัดตั้งสถานีแก้หนี้ ซึ่งประสานงานกับสถานีแก้หนี้ระดับจังหวัดทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการแก้ไขปัญหาหนี้สินแล้วเกือบ 14,000 ราย เฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี มีกว่า 400 ราย โดยรูปธรรมของการแก้ไขนอกจากสามารถยืดชำระหนี้ ได้ยาวนานขึ้น ยังสามารถช่วยเหลือให้ครู มีเงินเหลือ ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้เพิ่มเติม สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานี ยังบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถใช้เงินของสหกรณ์มาบริหารจัดการแก้ไขหนี้ โดยจัดการรวมหนี้ ของสถาบันการเงินต่างๆ มาไว้อยู่ภายใต้สหกรณ์เพียงแห่งเดียว ซึ่งช่วยให้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู สามารถทำได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีคณะกรรมการ พิจารณาอนุมัติหนี้เงินกู้ใหม่ โดยสามารถตรวจสอบฐานข้อมูล เพื่อไม่ให้ครู มียอดหนี้รวมกัน สูงเกิน กว่า 70% และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างจัดให้มีการอบรมครู ทั้งครูที่เข้าใหม่ครูที่อยู่ในระยะการสร้าง ครอบครัวหรือครูที่รับราชการมาเป็นระยะเวลานานได้มีความรู้ในด้านการบริหารจัดการเงิน สร้างวินัยการใช้จ่ายเพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตและครอบครัวที่ดียิ่งขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว” รมว.ศธ. กล่าว นวรัตน์ รามสูต: สรุป/เรียบเรียงฤทธิเกียรติ์ ยศประสงค์: ถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน22/2/2565

รมว.ศธ.ตรีนุช มอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ประจำปี 2565 วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ประจำปี 2565 ในส่วนกลางจำนวน 195 คน โดยมี นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศธ.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.กนกวรรณ วิลาวัลย์”, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายธนู ขวัญเดช และนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. และนายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัด ศธ. ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เด็กและเยาวชน คือ ทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน สังคม และประเทศชาติที่พวกเขาเติบโตและอาศัยอยู่ เพื่อเป็นวันพรุ่งนี้สำหรับประชาชนทุกคน ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมและสนับสนุนน้อง ๆ ที่สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กและเยาวชนคนอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนช่วยเติมเต็มให้เด็ก ๆ สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมีการต่อยอดทักษะฝีมือของตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ หรือ “TRUST” ให้กับสังคม โดยมีผู้เรียนคือเด็กและเยาวชนเป็นเป้าหมายของการพัฒนา เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทำงานดังกล่าว อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการได้มุ่งเน้นทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นในมิติของกายภาพ หรือทางจิตใจ โดยมีกลไกในการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม ภัยคุกคาม ต่อตัวผู้เรียนในทุกรูปแบบ ซึ่งเชื่อมไปถึงโอกาสในการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนมีความมั่นใจ เชื่อมั่นในมาตรการการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาแล้ว การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นได้ต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง เปรียบได้ดั่งมีวัคซีน หรือภูมิคุ้มกัน ในการเรียนรู้ท่ามกลางภาวะวิกฤต เช่นเดียวกับเด็กและเยาวชนอีกหลายแสนคนที่มีโอกาสได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในห้วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหล่านี้ก็เป็นผลจากการขับเคลื่อน และการทำงานหนักของ ศธ.ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำให้แก่น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ และประเทศไทยของเรา ขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ตลอดจนทุกหน่วยงานที่ได้มีส่วนช่วยดูแล และให้โอกาสแก่น้อง ๆ เหล่านี้ ในการได้รับขวัญกำลังใจ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความรัก และภาคภูมิใจในความเป็นไทย เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตนเองในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับเด็กและเยาวชนดีเด่นที่ได้รับรางวัลอันน่าภาคภูมิใจในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจ หล่อหลอมให้เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลผู้เปี่ยมด้วยศักยภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต อันเป็นผลจากการที่ทุกคนมีความขยันหมั่นเพียร ใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพยายามฝึกฝนให้มีทักษะด้านต่าง ๆ จนเกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ขอเป็นกำลังใจและขอให้พัฒนาตนเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นเกียรติประวัติที่งดงามให้กับตนเอง วงศ์ตระกูล รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้กับเด็กและเยาวชนคนอื่นด้วย” รมว.ศึกษาธิการ โอกาสนี้ พิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่าง ๆ ตามความรู้ ความสามารถ จนเกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ซึ่งมีเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือก 2 ประเภท ได้แก่ 1. เด็กและเยาวชนดีเด่น คัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยผ่านการคัดเลือกจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และองค์กรเอกชน 2. เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ คัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ, ศิลปวัฒนธรรมและดนตรี, ทักษะฝีมือวิชาชีพ, กีฬาและนันทนาการ และด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม รวมเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศทั้ง 2 ประเภท จำนวนทั้งสิ้น 874 คน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) โดยความห่วงใยต่อเด็กและเยาวชนของคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ จึงได้กำหนดให้มีการมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชน ที่มีที่ตั้งสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ได้มอบให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชน…

เสมา 2 ตรวจเยี่ยมศูนย์ตรวจข้อสอบอัตนัย O-NET วิชาภาษาไทย ระดับชั้น ป.6 ที่ศูนย์ตรวจมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2565 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดศูนย์ตรวจข้อสอบอัตนัยวิชาภาษาไทยของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET (Ordinary National Educational Test) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมี นางศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), นายมานิตย์ จุมปากรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประธานศูนย์ตรวจมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์ตรวจทั้ง 5 แห่ง ใน San Microsoft Team, วิทยากร, ครูผู้ตรวจ ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ตรวจมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความชื่นชมสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ได้ดำเนินการทดสอบด้วยข้อสอบอัตนัย ป.6 วิชาภาษาไทย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เพราะการอ่าน การเขียน และใช้วิจารณญาณ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการแสดงถึงสมรรถนะและคุณภาพการศึกษาของไทยในเวทีโลกได้ ทั้งนี้ การอ่านนับเป็นต้นทางในการเรียนรู้ของทุกวิชา เพราะฉะนั้นการอ่านออกเขียนได้อย่างมีวิจารณญาณ จึงทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ทุ่มเทและพัฒนาระบบการตรวจโดยใช้ระบบอิเล็คทรอนิกส์เข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สถาบันเครือข่ายที่ให้ความร่วมมือมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์ตรวจข้อสอบอัตนัยทุกแห่ง วิทยากรแกนนำ ครูผู้ตรวจ และบุคลากรประจำศูนย์ตรวจทุกท่านที่ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ที่ร่วมมือร่วมแรงใจช่วยสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งนอกจากการอ่านแล้ว ยังมีวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นตัวสะท้อนว่าการศึกษาของเราอยู่ไหนระดับใด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งนี้ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ มีความสำคัญต่อผู้เรียน สถานศึกษา และระบบการศึกษาของประเทศไทยในการนำผลสอบไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียน ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวรายงานภาพรวมการสอบอัตนัยและตรวจข้อสอบอัตนัย ประจำปีการศึกษา 2564 โดยกล่าว่า สทศ. ได้ดําเนินการจัดการทดสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย ด้วยรูปแบบข้อสอบอัตนัย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านภาษาไทยในชั้นเรียนเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทําให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ การสรุปใจความสําคัญ การเชื่อมโยงความคิด และการสื่อสารในรูปแบบการเขียนด้วยภาษาของตนเองได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ในปีการศึกษา 2564 สทศ. ได้ดําเนินการจัดการทดสอบ O-NET ชั้น ป.6 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีกําหนดการจะประกาศผลสอบวันที่ 24 มีนาคม 2565 โดยมีการสอบอัตนัย วิชาภาษาไทย จํานวน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 21 เป็นการเขียนเรื่องจากภาพ และ ข้อที่ 22 การสรุปใจความสําคัญของบทอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ สาระที่ 2 การเขียน เขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน เขียนเรื่องตามจินตนาการและสร้างสรรค์ และเขียนสื่อสารโดยใช้คําได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม โดยรายละเอียดต่าง ๆ ได้เผยแพร่ทางเว็บไซต์ สทศ. ในการดําเนินการตรวจข้อสอบอัตนัยครั้งนี้ สทศ. ได้ดําเนินการร่วมกับสถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการจัดทําหลักสูตรการอบรมและเกณฑ์การตรวจ ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการสนับสนุนอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทยมาเป็นวิทยากรประจําศูนย์ตรวจข้อสอบอัตนัย ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา ทั่วประเทศในการส่งครูเข้าร่วมการอบรมพัฒน �เป็นผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย และได้รับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย 1. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2. มหาวิทยาลัยบูรพา 3. มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ 4. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 5. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการเป็นศูนย์ตรวจและส่งบุคคลากรมาช่วยดําเนินการต่าง ๆ ภายในศูนย์ตรวจในครั้งนี้ โดยมีกําหนดการตรวจกระดาษคําตอบอัตนัย ระหว่างวันที่ 3 มีนาคม – 12 มีนาคม 2565 รวมระยะเวลา 10 วัน ในการดําเนินการตรวจข้อสอบอัตนัยวิชาภาษาไทย ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สทศ. ได้ดําเนินการตามมาตรการป้องกันตามที่กระทรวงสาธารณสุขและสาธารณสุขแต่ละจังหวัดกําหนดอย่างเคร่งครัด และได้มีตัวแทนจากศูนย์อนามัยที่รับผิดชอบแต่ละจังหวัดที่มีการตรวจอัตนัย มาเป็นคณะทํางานป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ในแต่ละศูนย์ตรวจ นอกจากนี้ สทศ. ได้กําหนดมาตรการป้องกันฯ และมีการตรวจ ATK ก่อนเข้าที่พัก ระหว่างตรวจ และเมื่อสิ้นสุดการตรวจก่อนเดินทางกลับภูมิลําเนาให้กับทุกคน ประสานโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์ตรวจ และโรงพยาบาลของรัฐเพื่อรองรับกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ผู้ปฏิบัติงานประจําศูนย์ตรวจต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันฯ อย่างเคร่งครัด ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน 4/3/2565

ครูกัลยา มอบทุน “โครงการพี่ใหญ่ให้ยืม” พร้อมขยายผลนวัตกรรมแก้ไขปัญหาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก เริ่มต้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2565 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบทุนสนับสนุนอุปกรณ์ Smart Devices โครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” แก่โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” และมอบหนังสือเรียนเสริมทักษะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แก่โรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ต้องมีการปรับรูปแบบการเรียนการสอน และใช้การเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองบางกลุ่ม ที่ไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อใช้ในการเรียนของลูกหลานตนเองได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เปิดโครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” หนุนทุกภาคส่วนช่วยแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียน Learn From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยแก้ปัญหาผู้ปกครอง โดยวันนี้ได้มอบทุนสนับสนุนอุปกรณ์ Smart Devices มูลค่า 200,000 บาท ในโครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” ให้กับโรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการจัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน การศึกษาสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนตลอดเวลา ครูและผู้บริหารสามารถปรับบทบาทเป็นพี่เลี้ยงให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ชอบอย่างมีความสุขและสนุกสนาน สิ่งสำคัญคือนักเรียนทุกคนต้องมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะได้มาจากการเรียน Coding ที่เหมาะสมตามวัยตั้งแต่ระดับอนุบาล ควบคู่ไปกับการเรียน STI วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อเตรียมนักเรียนสู่ศตวรรษที่ 21 ตลอดจนหวังให้เด็กไทยเมื่อเรียน Coding ในระดับสูงแล้ว จะสามารถสร้างแพลตฟอร์มขายต่างประเทศได้ในอนาคต นอกจากนี้ ในการจัดการศึกษารูปแบบ STEM ปัจจุบันถือว่ายังไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มเป็น STEAM โดยการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ อารมณ์สุนทรีย์ และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือที่เรียกว่า Culture and Value ซึ่งของประเทศไทยนั้นลึกซึ้งและมีความหมายมากที่สุด จะทำให้เราสามารถชนะเครื่องและเทคโนโลยีบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเดินทางไปยังโรงเรียนไทยวัฒนาประชารัฐ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมอบนโยบายการพัฒนาสมรรถนะการอ่านภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ ได้มีโอกาสไปดูงานของโรงเรียนบ้านหนองแก อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ที่ใช้นวัตกรรมการนำสีมากำหนดขั้นตอนในการอ่านภาษาไทย รวมถึงเทคนิคการออกเสียงแบบ “Phonic” และอาศัยการสะกดคำภาษาอังกฤษที่มีความคล้ายภาษาไทย โดยใช้สีและสัญลักษณ์ตัวเลขมาช่วยแยกประเภทตัวอักษร พร้อมทั้งใช้ภาพสื่อความหมาย ทำให้นักเรียนสามารถอ่าน-เขียน แปลศัพท์ภาษาอังกฤษที่เป็นคำบัญชีพื้นฐานได้กว่า 1,200 คำ วันนี้จึงนำหนังสือเรียนเสริมทักษะภาษาไทยและภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้นวัตกรรมดังกล่าวมามอบให้กับผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 (อ.สีคิ้ว) จำนวน 1,700 ชุด โดยหวังว่าหนังสือชุดนี้จะทำให้เด็กสามารถอ่านหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษออกได้ภายใน 1 ปี จนพัฒนาไปถึงการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการอ่านเป็นต้นทางของการเรียนรู้ ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน 4/3/2565

รมช.คุณหญิงกัลยา เปิดงาน “เข็มทิศการศึกษา พัฒนาประเทศไทย” ประกาศเจตนารมณ์ยกระดับสภาการศึกษาเป็นศูนย์กลางงานวิจัยด้านการศึกษาระดับนานาชาติ

เมื่อวันพุธที่ 2 มีนาคม 2565 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน “เข็มทิศการศึกษา พัฒนาประเทศไทย” EdCompass : Empowered Education พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “สภาการศึกษา OEC Knowledge (OECK)” ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ วังพญาไท รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้วางนโยบายการศึกษาโดยเน้นการปฏิรูปที่ตัวผู้เรียนศตวรรษที่ 21 ภายใต้นโยบายหลัก 4 เรื่อง คือ 1. โค้ดดิ้ง (Coding) ซึ่งบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลข้อที่ 7 และเป็นทักษะที่มีความจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ 2. การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการการเรียนการสอนแบบสติ : STI (Science/Technology/ Innovation) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต 3. การสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างพลเมืองวิทยาศาสตร์ (Citizen Science) เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน 4. พัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ให้จัดการเรียนการสอนแบบ Digital Farming โดยปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งอาจารย์ไปอบรมหลักสูตรการเป็น Digital Farming เพื่อยกระดับการศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง รวมถึงการเปิดตัวโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ที่จะใช้กลไกของอาชีวะเกษตรในการขับเคลื่อนให้ชุมชน ลดความยากจน สร้างชลกรดูแลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาที่สำคัญประสบความสำเร็จ จะใช้กลไกของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นองค์กรนำในการพัฒนาและขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เชื่อมต่อกับทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้บรรลุตามเป้าหมาย เนื่องจาก สกศ.เป็นองค์กรหลักที่มีบทบาทในการจัดทำแผนและนโยบายการศึกษาที่จะใช้เป็นกรอบหรือทิศทางในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ โดยมีฐานข้อมูลองค์ความรู้ และผลงานวิจัยด้านการศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายการจัดการศึกษา เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศ การจัดงาน “เข็มทิศการศึกษา พัฒนาประเทศไทย” ในวันนี้ จึงเป็นเวทีที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาและการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับสภาการศึกษาสู่การเป็นศูนย์กลางงานวิจัยด้านการศึกษาระดับนานาชาติ และเพื่อเป็นการยืนยันว่าในวันนี้งานวิจัย แผนการศึกษา ยุทธศาสตร์ กฎหมาย รวมทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ภายใต้การขับเคลื่อนของสภาการศึกษา จะถูกหยิบยกและนำมาใช้ในการกำหนดเข็มทิศการศึกษาและพัฒนาประเทศไทย ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ต่อการเข้าถึงของหน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียนนักศึกษา และผู้ที่สนใจ ได้ง่ายขึ้นผ่านแอพพลิเคชัน OEC Knowledge (OECK) ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจของสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ภายในงานมีกิจกรรมการเสวนาเรื่อง “เปิดข้อเท็จจริงการศึกษาไทย ผ่านข้อมูลและผลงานวิจัยเพื่อกำหนดเข็มทิศการศึกษา” โดย ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา, นางสาวกาญจนา วานิชกร รอง ผอ.สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา และ รศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ ผู้ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยี Google Workspace for Education นอกจากนี้ ในภาคบ่ายมีกิจกรรมการเสวนาเรื่อง “กว่าทศวรรษกับ Big Data ด้านการศึกษาของประเทศไทย” โดย นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายวรา วราวิทย์ คณบดีคณะเทคโนโลยีดิจิทัล สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, นายดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และการเสวนาเรื่อง “Cyber Security รู้เท่าทันสื่อและภัยคุกคามจากสื่อโซเชียล” โดยนายกสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ (CIPAT), ผู้แทนบริษัท ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด และผู้แทนบริษัท แอปเปิ้ล (ประเทศไทย) จำกัด ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน 3/3/2565

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.38 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาสารภี อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ข้าราชการ ประชาชนและนักเรียน นักศึกษา เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาสารภี อำเภออรัญประเทศ ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2513 จากพื้นที่ห่างไกลติดแนวชายแดน ปัจจุบันเส้นทางสัญจรสะดวก หน่วยงานต่าง ๆ จึงเข้าช่วยเหลือได้ง่าย มีครูผู้สอนที่จบเฉพาะทาง ทำให้ผลการเรียนมีพัฒนาการดีขึ้นทุกชั้นปี โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย โรงเรียนฯ จัดกิจกรรมส่งเสริมการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยสม่ำเสมอ ให้ทำแบบฝึกหัดซ้ำ ๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการคิด เกิดทักษะที่ดีขึ้น ปัจจุบัน มีนักเรียน 68 คน เป็นเด็กชาวกัมพูชา 28 คน สามารถเรียนร่วมและสื่อสารภาษาไทยได้เข้าใจ สำหรับโครงการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ของโรงเรียน ตชด. ในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 มี 11 แห่ง อยู่ที่จังหวัดสระแก้ว 8 แห่ง และฉะเชิงเทรา 3 แห่ง นักเรียนสามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนไทย ได้ตามเกณฑ์ ร้อยละ 80.78 ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จะส่งเสริมให้ฝึกการพูด วาดภาพประกอบคำ และทักษะการจำแนกคำ เพื่อให้เข้าใจการผสมคำ, เน้นการอ่านร้อยกรอง บทความ และหนังสือ พร้อมทั้งโครงการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร มีผลผลิตเพียงพอ 10 โรงเรียน แต่โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูก 3 งาน ปลูกกล้วยน้ำว้า และมะละกอ อย่างละ 300 ต้น ทั้งนี้ มีการสาธิตวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สอนการสร้างชิ้นงานด้วย Microsoft Power Point สามารถต่อยอดไปใช้นำเสนอผลงานของตนเองได้, ชั้นอนุบาล สอนเรื่องสัตว์ตัวน้อยน่ารัก เพื่อให้รู้จักสัตว์แต่ละชนิด ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สอนเรื่องผลไม้ ให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าพูดภาษาอังกฤษ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ช่วยจัดกิจกรรมทำสมุดฉีกจากกระดาษเหลือใช้ ช่วยฝึกสมาธิ และนำไปจดบันทึกได้, มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพอนามัย และการป้องกันตนเองในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ บ้านเขาสารภียังไม่พบผู้ติดเชื้อ มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด คัดกรองนักเรียน และตรวจ ATK ครูอย่างสม่ำเสมอ สามารถเปิดสอนได้ตามปกติ ให้เรียนนอกห้องเรียน สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่าง ที่โรงอาหาร ได้ติดตั้งเครื่องกรองน้ำแบบ RO ดูแลทำความสะอาด และเปลี่ยนไส้กรองสม่ำเสมอ ส่วนพื้นที่รับประทานอาหาร ติดมุ้งลวดตามที่พระราชทานพระราชดำริ เพื่อป้องกันแมลง และสุขอนามัยที่ดี โดย วิทยาลัยชุมชนสระแก้ว สอนแปรรูปอาหาร ได้แก่ ไส้อั่วกล้วย และขนมเปี๊ยะถั่วมะแฮะ มีปราชญ์ชาวบ้านสอนทำไม้กวาดทางมะพร้าว กิจกรรมฝึกอาชีพ สอนการต่อปลั๊กไฟเบื้องต้น ตัดผม และซ่อมจักรยาน ใช้หลักการสอนแบบลงมือทำ เพื่อเป็นความรู้ ความชำนาญติดตัว ตลอดจนโครงการเกษตร แบ่งพื้นที่ทำโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ แปลงปลูกผักกินใบ มีแปลงอัจฉริยะพลังงานแสงอาทิตย์ปลูกผักสลัด จำหน่ายผ่านระบบสหกรณ์โรงเรียน ส่วนผักเถาเครือ ที่ให้ผลขนาดใหญ่ จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อขยายสู่ชุมชน โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนนำอธิบดีกรมพลศึกษาเฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานการสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียน โดยปรับปรุงสภาพสนามกีฬาพระราชนิเวศน์กรีฑาสถาน กองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐาน เป็นสนามกีฬาหลักสำหรับจัดการแข่งขันกีฬาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ และให้บริการประชาชน ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน26/2/2565

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานงานประชุมวิชาการระดับชาติ องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) ครั้งที่ 42 “เกษตรชายแดนแฟร์ 42” ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที 23-27 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ข้าราชการ ประชาชนและนักเรียน นักศึกษา เฝ้ารับเสด็จฯ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กราบบังคมทูลรายงานว่า องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ หรือ อกท.ได้ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ทศวรรษ จนอาจกล่าวได้ว่า อกท.เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนานักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาเกษตร ภายใต้คติพจน์ขององค์การฯ ที่สมาชิกทุกคนต้องยึดมั่น ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดและเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ แต่ยังคงสนองต่อนโยบายการพัฒนากำลังคนของประเทศ และนโยบายการจัดการอาชีวศึกษา ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพนำปริมาณ เป็นการพัฒนาทักษะอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ที่มีความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ และมีความพร้อมเข้าสู่โลกอาชีพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ องค์การฯได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่พระราชทานให้ไว้กับสมาชิกไปดำเนินการสนองแนวพระราชดำริหลายโครงการ อาทิเช่น โครงการพี่ช่วยน้อง โครงการอาหารกลางวัน โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น การประชุมวิชาการฯ ครั้งนี้ ได้นำผลสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาเกษตร ให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพ และมีความเป็นผู้นำ ทั้งสมาชิกปัจจุบันและศิษย์เก่า มายกย่องเชิดชูเกียรติ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิก รวมทั้งองค์กรได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในชุมชน ท้องถิ่น บริษัท ห้างร้านทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมจัดกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา เกษตรกร และประชาชน ได้รับองค์ความรู้ทางวิชาการ และนวัตกรรมทางการเกษตรสมัยใหม่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประกอบอาชีพด้านการเกษตรในศตวรรษที่ 21 จากนั้น นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ได้กล่าวรายนามและขอพระราชทานพระราชวโรกาส เบิกผู้แทนบุคคลและหน่วยงานผู้ทำคุณประโยชน์แก่องค์การฯ ผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ผู้บริจาคเงินสมทบองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ผู้สนับสนุนการประชุมวิชาการระดับชาติ เพื่อเข้ารับพระราชทานโล่และเข็มที่ระลึก จำนวน 104 ราย ทั้งนี้ การจัดงานประชุมวิชาการองค์การ เกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทยระดับชาติ จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง เริ่มจากระดับหน่วยแต่ละวิทยาลัย คัดเลือกตัวแทนมาแข่งขันและเข้าร่วมในระดับภาค และเฟ้นหาผู้ชนะเลิศระดับภาคมาร่วมแข่งขันในระดับชาติ โดยสถานที่การจัดงานจะหมุนเวียนไปแต่ละภูมิภาค ซึ่งครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 42 จัดที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว ภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การสัมมนาทางวิชาการ การแข่งขันทักษะวิชาชีพ ทางการเกษตรและอาชีพที่เกี่ยวข้อง จำนวน 28 ทักษะ การประกวดสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ จำนวน 6 สาขา ที่พัฒนาต่อยอดการเกษตรกับการพัฒนาค้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน การจัดแสดงนิทรรศการทางการเกษตร 4 ภาคเป็นสุดยอดของนวัตกรรมของ อกท. แต่ละภาค เป็นต้น ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน25/2/2565

ครูโอ๊ะ เปิด โครงการตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ครั้งที่ 2 “การสร้างวินัยสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาของเยาวชนไทย” ดึง “โค้ชเช-น้องเทนนิส” ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม 2565 เวลา 9.00 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านกระบวนการ Active Learning ผ่านระบบออนไลน์ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ครั้งที่ 2 หลักสูตรที่ 2 “การสร้างวินัยสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาของเยาวชนไทย” ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายนิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยเอกหญิง ปวีณา ทองสุก ผู้อำนวยการกลุ่มกีฬามวลชน อดีตนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย ข้าราชการและผู้เข้ารับการอบรม เข้าร่วม และมี นายชเว ยอง ซอก หรือ “โค้ชเช” หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย และเรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ หรือ น้องเทนนิส นักเทควันโดหญิงทีมชาติไทย ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอขอบคุณปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ฉายภาพสถานการณ์ความก้าวหน้าการจัดการศึกษา การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งครูโอ๊ะขอให้กำลังใจทุกท่าน และในวันนี้รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในการเปิด หลักสูตรที่ 2 “การสร้างวินัยสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาของเยาวชนไทย” ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ครั้งที่ 2 ซึ่งได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมกว่า 5 หมื่นคน พร้อมขอต้อนรับและขอบคุณอธิบดีกรมพลศึกษา โค้ชเช และวิทยากรทุกท่าน รวมทั้งได้รับเกียรติจาก ร้อยเอกหญิง ปวีณา ทองสุก ผู้อำนวยการกลุ่มกีฬามวลชน อดีตนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย ซึ่งเป็นเสมือนแรงบันดาลใจที่สำคัญด้านการกีฬาต่อเด็กไทย และแม้จะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่เมื่อย้อนไปในปี 2545 ปีที่โค้ชเชเริ่มเป็นโค้ชให้กับทีมชาติไทย ซึ่งขณะนั้นลูกของดิฉันกำลังศึกษาอยู่ที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทางโรงเรียนที่จังหวัดปราจีนบุรีได้จัดการแข่งขันกีฬาเทควันโด ทำให้เด็ก ๆ ได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะในเรื่องของการมีวินัยตามเป้าประสงค์ที่โค้ชเช ได้ตั้งไว้   สำหรับเสียงสะท้อนจากโค้ชเช ต้องการให้นำกีฬาเทควันโดบรรจุไว้ในหลักสูตรนั้น ดิฉันน้อมรับเรื่องนี้ นำไปศึกษาหาแนวทางดำเนินการตามความพร้อมของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งเป็นการดีที่จะนำกีฬามาช่วยส่งเสริมให้กับผู้เรียน ได้มีทางเลือกด้านกีฬาที่หลากหลาย นอกจากจะทำให้เด็กได้ออกกำลังกาย เพื่อความแข็งแรงแล้ว ยังใช้กีฬาเป็นสื่อในการสร้างวินัย และฝึกให้มีความวิริยะอุตสาหะด้วย ส่วนน้องเทนนิส ก็ได้สร้างปรากฏการณ์คว้าเหรียญทอง จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก สร้างความสุขให้กับคนสุราษฎร์ธานีและคนไทยทั้งประเทศ ภายใต้การส่งเสริมของอธิบดีกรมพลศึกษาและการฝึกฝนจากโค้ช ดังนั้น น้องเทนนิสจึงถือเป็นแบบอย่างของผู้มีวินัย มีความวิริยะอุตสาหะ รับผิดชอบในการแบ่งเวลา และการบริหารจัดการชีวิตได้ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศ พร้อมขอชื่นชมยกย่องโค้ชเชที่ทุ่มเทด้วยหัวใจให้กับประเทศไทย และขอแสดงความยินดีที่ได้รับสัญชาติไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ครูโอ๊ะขอมอบเงิน ในการจัดหาชุดเทควันโด ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ มีลายเซ็นของครูโอ๊ะ โค๊ชเช และน้องเทนนิส พร้อมสนับสนุนเงินสำหรับจัดซื้อดัมเบล เพื่อเป็นการเริ่มต้นของผู้ที่จะเป็นนักกีฬายกน้ำหนัก ซึ่งมีลายเซ็นของครูโอ๊ะและคุณปวีณา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ที่มีความเหมาะสมตามเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มน้อง ๆ ผู้ด้อยโอกาส ครูโอ๊ะขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ และหวังว่าผู้เข้าร่วมการอบรมทุกท่าน จะนำข้อคิด ประสบการณ์อันทรงคุณค่า ไปประยุกต์ใช้และเผยแพร่ตามความชำนาญของแต่ละท่าน ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชนของไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาร่วมกัน ขอส่งกำลังใจถึงทุกคน รักกันตลอดไปค่ะ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว 10/3/2565

“รมช.กนกวรรณ” เป็นประธานประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ครั้งที่ 14 เผย พิจารณาถึงมาตราที่ 19 มีความคืบหน้าในหลายส่วน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2565 เวลา 13.30 น.นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ครั้งที่ 14 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 401 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในวันนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นร่วมกันด้วยบรรยากาศที่ดี โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งถือว่ามีความคืบหน้าในหลายส่วน และพิจารณาถึงมาตราที่ 19 แล้ว

ครูโอ๊ะ เปิดโครงการอบรมขยายผล “Boot camp” กศน.ปราจีนบุรี ย้ำพัฒนาทักษะภาษาครู-ผู้บริหาร ตามพันธกิจทุกมิติ พร้อมดึงเครือข่าย-ผู้เชี่ยวชาญร่วมพัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำไปปรับใช้สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่

เมื่อวันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 เวลา 9.00 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมขยายผลหลักสูตรการพัฒนาทักษะและสมรรถนะครู กศน. ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของสำนักงาน กศน.จังหวัดปราจีนบุรี ณ ห้องประชุมสำนักงาน กศน.จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการ กศน. นายปิยวิทย์ เชิดกลิ่น ผอ.กศน.จังหวัดปราจีนบุรี นางสาวธัญญลักษณ์ ขจรสกุลวงศ์ รอง ผอ.สถาบัน กศน.ภาคตะวันออก ผู้บริหาร กศน.อำเภอ ตลอดจน ผศ.ดร.ปิยพงษ์ สุเมตติกุล ที่ปรึกษาโครงการฯ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ผอ.กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ และผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นครู กศน.ตำบล จาก 5 อำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 50 คน รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการอบรมขยายผลหลักสูตรการพัฒนาทักษะและสมรรถนะครู กศน. ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของสำนักงาน กศน.จังหวัดปราจีนบุรี จัดขึ้นเพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร นำความรู้ไปใช้จัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และมีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ นโยบาย และจุดเน้นการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.ประจำปี 2565 ในการส่งเสริมพัฒนาทักษะดิจิทัลและภาษา ตลอดจนการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน. “สิ่งสำคัญของการพัฒนาทักษะและสมรรถนะ ครู กศน.ในทุกมิติ จะต้องมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับพันธกิจของ กศน. ซึ่งในเรื่องของภาษา ถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นในยุคปัจจุบัน ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ สำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรต่าง ๆ ควบคู่กับการใช้ภาษาเพื่อพัฒนาตนเองของครู กศน.โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษาสื่อสารสากล ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้โลกออนไลน์และโลกยุคใหม่อย่างกว้างขวาง ตลอดจนการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเป็นผู้สูงวัย ในโอกาสนี้ ขอแสดงความขอบคุณผู้บริหาร กศน. ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการ กระบวนการจัดกิจกรรม การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และที่น่าชื่นชมคือ การนิเทศ ติดตาม การนำความรู้ไปปฏิบัติในสถานศึกษาหลังการอบรม เพื่อคัดเลือก ครู กศน.ต้นแบบการสอนภาษาอังกฤษฯ ซึ่งในจังหวัดปราจีนมีครู กศน.ผ่านการคัดเลือก จำนวน 2 คน ก็ต้องขอแสดงความยินดีและชื่นชม โดยขอให้เป็นตัวอย่างในการพัฒนาตนเอง การแข่งขันกับตัวเองให้สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ สร้างการเรียนรู้ภายใต้บริบทของคน กศน. ซึ่งเป็นคนพันธุ์พิเศษสำหรับครูโอ๊ะเสมอมา ขอแสดงความขอบคุณเครือข่ายการทำงานของ กศน.จากหลายพื้นที่ สถานศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนผู้บริหาร กศน.ในจังหวัดปราจีนบุรี ที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาทักษะและสมรรถนะครู กศน.ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ขอฝากให้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นำจุดดี จุดเด่นของแต่ละพื้นที่ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับงาน กศน.ตามแต่ละบริบท เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่กลุ่มเป้าหมายและประชาชน ขอย้ำว่า ครูโอ๊ะจะทำทุกวิถีทางเพื่อพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดอันเป็นที่รัก ร่วมกันกับทุกคนและชาว กศน.ทั้งประเทศ พร้อมคงเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาว กศน. ที่จะมีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว โครงการขยายผลหลักสูตรการพัฒนาทักษะและสมรรถนะครู กศน. ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของสำนักงาน กศน.จังหวัดปราจีนบุรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2565 (18 ชั่วโมง) เพื่อขยายผลครูให้กับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นครู กศน.ตำบล จำนวน 50 คน ใน 5 อำเภอ (เมืองปราจีนบุรี กบินทร์บุรี บ้านสร้าง ประจันตคาม และศรีมโหสถ) ให้ได้รับการพัฒนาความสามารถด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ผ่านกิจกรรมละลายพฤติกรรม การออกแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 บูรณาการรายวิชาพัฒนาอาชีพ และหลักคิดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้กระบวนการ PLC ที่สอดคล้องกับพันธกิจของ กศน. ตลอดจนการทดสอบหลังเรียน 9/3/2565

วานนี้ (วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2565) เวลาประมาณ 08.15 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมนิเทศและให้กำลังใจนักศึกษา กศน. ที่เข้ารับการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 กศน.อำเภอเมืองพิจิตร ณ สนามสอบโรงเรียนราษฏร์บำรุง จังหวัดพิจิตร พร้อมให้กำลังใจกรรมการกลางคุมสอบ ผู้คุมสอบ และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมี ว่าที่พันตรีดำริห์ ติยะวัฒน์ รักษาการ ผอ.กศน.จังหวัดพิจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและบุคลากร กศน. เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมสอบ ร่วมให้การต้อนรับ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า ครูโอ๊ะมีความตั้งใจมาเยี่ยมให้กำลังใจนักศึกษา กศน.ทุกคน ซึ่งการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนฯ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของสำนักงาน กศน. กำหนดจัดสอบในระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม 2565 พร้อมกันทั่วประเทศ โดยในวันนี้ ณ สนามสอบแห่งนี้ มีผู้เข้าสอบรวมจำนวน 30 คน แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 60.59 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 69.61 และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 64.70 “ครูโอ๊ะจึงขอส่งกำลังใจให้นักศึกษา กศน.ทุกคน ขอให้ทุกคนใช้สติและมีสมาธิกับการทำข้อสอบ เมื่อนั้นปัญญาก็จะตามมา ที่สำคัญขอให้ทุกคนรอบคอบกับการอ่านและการตอบคำถาม โชคดีกับการสอบ และปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง พร้อมขอขอบคุณโรงเรียนราษฏร์บำรุง โรงเรียนเอกชนที่เป็นเครือข่ายการทำงานที่ดี (Good Partnership) ของ กศน.เสมอมา ในนามของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทุกคน รมว.ศธ. และครูโอ๊ะ ขอให้กำลังใจ ขอชื่นชม ยกย่องครูและบุคลากร กศน.ทั่วประเทศ ที่จัดการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และเหน็ดเหนื่อย ขอให้ทุกคนเข้มแข็ง เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวข้ามเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน และสำหรับครูโอ๊ะ ชาว กศน.ทุกคนถือว่ามีหัวใจของความตั้งใจ ที่จะทำให้ผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนประชาชน ได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกช่วงวัยตามนโยบายรัฐบาล” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว 6/3/2565

เมื่อวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2565 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ร่วมพิธีมอบชุดตรวจ ATK หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ พร้อมด้วยอุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา เพื่อสร้างความปลอดภัยในการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษา แก่ผู้เรียนในโรงเรียนชุมชนวังหลุมวิทยาคาร ตลอดจนโรงเรียนและสถานศึกษาสังกัด สพฐ. และ กศน. จำนวน 40 แห่ง โดยมีพระครูพิสิทธิ์ธรรโมภาส ดร. เจ้าอาวาสวัดต้นชุมแสง ซึ่งเป็นศิษย์เก่า กศน. และพระอธิการธงชัย ฉันทธัมโม เจ้าอาวาสวัดราฎร์เจริญ ตลอดจนนายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ว่าที่ร้อยตรีฉัตรชัย บัวกุล รักษาราชการแทนนายอำเภอทับคล้อ นายธนู อักษร ศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร นายจันทบูรณ์ เขตการ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พิจิตร เขต 2 ว่าที่พันตรีดำริห์ ติยะวัฒน์ รักษาการ ผอ.กศน.จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย ผอ.กศน.อำเภอในจังหวัดพิจิตร นางเกศรา ศรีบุญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังหลุม นางนัยนา จันทร์เกิด รองนายก อบต.วังหลุม นางพรนิภา จำนงค์การ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ รพ.สต.วังหลุม และนายวิรัตน์ เกตุเรือง ผอ.โรงเรียนชุมชนวังหลุมวิทยาคาร ครู นักเรียน และประชาชน ร่วมพิธีด้วย ณ โรงเรียนชุมชนวังหลุมวิทยาคาร อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความชื่นชม ผอ.สพป.พิจิตร เขต 2 ที่ปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ให้เข้ากับสภาวะการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 6 อำเภอ เป็นอย่างดี ในรูปแบบการเรียนการสอนรูปแบบผสมผสาน แบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองของนักเรียนและประชาชนในพื้นที่ โดยในวันนี้ ครูโอ๊ะและที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาในโรงเรียนและสถานศึกษา จึงได้นำชุดตรวจ ATK พร้อมหน้ากากอนามัย มามอบให้กับสถานศึกษาทั้ง 40 แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียนประถมศึกษา สังกัด สพป.พิจิตร เขต 2 รวม 27 แห่ง และสถานศึกษาสังกัด กศน. รวม 13 แห่ง ที่จะเป็นด่านแรกในการสร้างความปลอดภัยและมั่นใจในการส่งบุตรหลานมาโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วย ชุดตรวจ ATK จำนวน 800 ชิ้น หน้ากากอนามัย จำนวน 50,000 ชิ้น เจลแอลกอฮอล์ จำนวน 4,609 หลอด พร้อมทุนการศึกษาอีกกว่า 20 ทุน รวมจำนวน 20,000 บาท ตลอดจนอุปกรณ์กีฬาฟุตบอลและฟุตบอลอนุบาล วอลเลย์บอล และตะกร้อ ตลอดจนชุดกีฬา แก่โรงเรียนชุมชนวังหลุมวิทยาคาร และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังหลุม ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการทำงานตามสไตล์ครูโอ๊ะ เพื่อทลายทุกข้อจำกัดด้านการจัดการศึกษา แม้มิใช่หน่วยงานในกำกับดูแล แต่ก็พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันกับภาคการศึกษา เครือข่ายภาคเอกชน การเมืองการปกครอง และชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้กับคนไทยทุกช่วงวัย ในโอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “บ้านต้นไม้เพื่อน้อง” โดยมี ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวังหลุมวิทยาคาร ครู และนักเรียน เข้าร่วม โดยบ้านต้นไม้เพื่อน้อง เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของโรงเรียน ภาคเอกชน และชุมชน โดยการนำของที่ปรึกษา รมช.ศธ. ซึ่งช่วยสอนให้นักเรียนได้รู้จักการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ ให้เป็นทรัพยากรอยู่คู่ชุมชน และไม่เพียงแต่ให้ร่มเงาหรือเป็นที่ปีนป่ายของเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่เหมาะกับออกกำลังกายด้วย 5/3/2565

ข่าวประกาศ

NEWS & UPDATE

ศธ.อบรมหลักสูตรผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด รุ่นที่ 25 สร้างบุคลากรขยายเครือข่ายยุวกาชาดให้เข้มแข็ง

11 มีนาคม 2565 -​ นายสุภัทร จําปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด รุ่นที่ 25 โดยมีนายอำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน, นายวิรัตน์ ปองเปี่ยม ผู้อำนวยการฝึกอบรมฯ, นายคงศักดิ์ เจริญรักษ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ พร้อมวิทยากรเครือข่ายยุวกาชาดและกิจการนักเรียน ร่วมเป็นเกียรติ จัดระหว่างวันที่ 10 – 14 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน” เขตบางแค กรุงเทพฯ  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด เป็นการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของการเป็นผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด ให้รู้จักวางแผนและบริหารการฝึกอบรมยุวกาชาด ตลอดจนการให้คำปรึกษาและแนะนำการฝึกอบรมยุวกาชาด โดยตลอดระยะเวลาการฝึกปฏิบัติแบบอยู่ค่ายพักแรม 5 วัน 4 คืน มุ่งหวังว่าทุกคนจะเป็นพลัง เป็นเครือข่ายที่สำคัญในการสนับสนุนกิจการยุวกาชาด นำความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ไปถ่ายทอดให้กับสถานศึกษา สร้างบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดให้เข้มแข็ง ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมยุวกาชาดของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญสามารถไปปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาดได้ต่อไป  การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ประกอบด้วย รองศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดจากทั่ว รวมทั้งสิน 39 คน เป็น ชาย 15 คน หญิง 24 คน ทั้งนี้ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค Covid–19  โอกาส​นี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ตรวจเยี่ยมติดตาม ความพร้อมของอาคาร สถานที่พัก ในศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน” รับฟังปัญหา พร้อมให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรของศูนย์ในการปฏิบัติงานต่อไปอีกด้วย สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน/ข้อมูล

รายละเอียด

“ตรีนุช” ลงพื้นที่สระบุรี ตามงานปักหมุดเด็กพิการ

เสมา 1 นำทีมผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี ติดตามการปักหมุดเด็กพิการเข้ารับการศึกษา – เดินสาย Kick-off สถานศึกษาปลอดภัย-พาน้องกลับมาเรียน  10 มีนาคม 2565 ที่จังหวัดสระบุรี – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการบันทึกข้อมูลนักเรียนพิการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ปักหมุดเด็กพิการ โดยดูการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ของห้องเรียนภายในศูนย์ฯ ที่มีทั้งฝ่ายแรกรับและเตรียมความพร้อม ฝ่ายบกพร่องทางสติปัญญา ฝ่ายบุคคลออทิสติก ฝ่ายบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ฝ่ายพัฒนาศักยภาพเพื่อส่งต่อ และดูห้องเสริมพัฒนาการ อาทิ กิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด และนันทนาการ เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กหญิงพิชญาภัค บุญช่วย ซึ่งพิการซ้อน และเด็กชายวิจิตรชัย เดชเพิ่ม ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งทั้ง 2 คน เป็นนักเรียนรับบริการที่บ้านตามโครงการปักหมุด  รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการติดตามพบว่านักเรียนของศูนย์ฯ ได้รับการปักหมุด หรือบันทึกข้อมูลนักเรียนพิการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทุกคน ครูมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานของระบบ มีการวางแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ทั้งนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระบุรี มีหน้าที่จัดการศึกษาในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มและเตรียมความพร้อมของคนพิการ เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเรียนร่วม และโรงเรียนเฉพาะความพิการ ซึ่งขณะนี้มีนักเรียนพิการจำนวน 313 คน  โดยทางศูนย์ฯ ให้บริการใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การให้บริการในศูนย์ฯ ซึ่งเป็นการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม แก่ผู้มารับบริการแบบไป-กลับในชั้นเรียน จัดการเรียนการสอน ส่งเสริม ฟื้นฟูสมรรถภาพนักเรียนภายในศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี ในส่วนนี้มีนักเรียนรับบริการ จำนวน 60 คน และ 2) การให้บริการนอกศูนย์ฯ มีหน่วยบริการประจำอำเภอ 6 หน่วยบริการ ให้บริการนักเรียนใน 13 อำเภอ มีนักเรียนรับบริการรวม 88 คน ได้แก่ หน่วยบริการวิหารแดง มีนักเรียน 11 คน หน่วยบริการแก่งคอย มีนักเรียน 22 คน หน่วยบริการบ้านหมอ มีนักเรียน 9 คนหน่วยบริการหนองแค มีนักเรียน 19 คน หน่วยบริการพระพุทธบาท มีนักเรียน 19 คน หน่วยบริการวังม่วง มีนักเรียน 8 คน นอกจากนี้มีการให้บริการนักเรียนพิการที่บ้าน ตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียนเปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู จำนวน 99 คน และการให้บริการนักเรียนพิการในห้องเรียนเจ็บป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลสระบุรี จำนวน 66 คน  นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาจังหวัดสระบุรี ครั้งนี้ได้เปิดงาน Kick-off สถานศึกษาปลอดภัย เพื่อสร้างการรับรู้การเข้าถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษา หรือ SAFE สถานศึกษาปลอดภัย สัญจร ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค พร้อมทั้งประชุมหัวหน้าส่วนราชการการศึกษาในจังหวัดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการพาน้องกลับมาเรียน โครงการโรงเรียนเครือข่ายคุณภาพ และติดตามการดำเนินโครงการ “อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  

รายละเอียด

ศธ.จัดอบรม “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” เฟส 2 หลักสูตร “การสร้างวินัยสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาของเยาวชนไทย”

ศธ.จัดอบรม “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” เฟส 2 หลักสูตร “การสร้างวินัยสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาของเยาวชนไทย” 10 มีนาคม 2565 – ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” เฟส 2 หลักสูตรที่ 2 “การสร้างวินัยสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาของเยาวชนไทย”   ได้รับเกียรติวิทยากร 4 ท่าน คือ ดร.ชัชชัย ชเว (ยอง ซอก ชเว : โค้ชเช), เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ (น้องเทนนิส แชมป์เหรียญทองกีฬาเทควันโดโอลิมปิกเกมส์ 2020), ร้อยเอกหญิง ปวีณา ทองสุก ผู้อำนวยการกลุ่มกีฬามวลชน กรมพลศึกษา (อดีตนักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2004) และ ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา   โดย ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เป็นผู้กล่าวรายงาน, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. และ น.ส.จงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ เป็นพิธีกรการอบรมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams จากห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ   ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. กล่าวขอบคุณ “โค้ชเช” ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เด็ก ๆ ได้รับการพัฒนาด้านการออกกำลังกาย ความมีวินัย ความเพียรพยายาม ขอบคุณ “อธิบดีกรมพลศึกษา” ที่ส่งเสริมศักยภาพนักกีฬามาโดยตลอด พร้อมชื่นชม “คุณไก่ ปวีณา” อดีตนักยกน้ำหนักทีมชาติไทยที่สร้างความสุขให้คนไทยมาอย่างยาวนาน ตลอดจนชื่นชม “น้องเทนนิส” ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญของประเทศไทย จากการคว้าแชมป์เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2020 ในวินาทีสุดท้าย ทำให้คนไทยมีรอยยิ้มทั้งประเทศ และเป็นแบบอย่างของความอดทน มีวินัย การแบ่งเวลาในการพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จ   วันนี้จึงอยากฝากให้เพื่อนครูนำประสบการณ์อันดีงามนี้ไปประยุกต์ใช้ตามความชำนาญ และเผยแพร่สู่ผู้เรียนตามบทบาทของครูในทุกมิติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่อย่างเหมาะสมและพัฒนาเยาวชนให้มีความรับผิดชอบ มีวินัยเป็นพลเมืองคุณภาพของชาติต่อไป ดร.ชัชชัย ชเว (โค้ชเช) กล่าวถึงจุดเด่นของเด็กไทย คือ การให้เวลากับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม ส่วนตัวโค้ชเชเองจะเข้มงวดกับการฝึกซ้อมมาก เนื่องจากนักกีฬาเทควันโดต้องแข็งแรง อดทน มีวินัย ซึ่งการฝึกให้เด็กมีวินัยนั้น หากที่บ้านหรือโรงเรียนไม่ได้ปูพื้นฐานมาก่อน ก็จะทำให้ฝึกค่อนข้างยาก เส้นทางการไปสู่ชัยชนะต้องอาศัยระเบียบวินัยเป็นหัวใจสำคัญ เชื่อมั่นว่าการเป็นคนมีวินัย จะทำให้สามารถกลายเป็นบุคคลระดับต้นของโลกได้   จึงขอฝากถึงครูไทยทุกคนว่า การเป็นผู้สอนไม่ใช่ใครก็ทำได้ จะต้องมีความรู้ความสามารถอย่างสูง ขณะเดียวกันเด็กในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ครูจึงควรเรียนรู้วัฒนธรรมของเด็กรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับการสอนด้วย ตลอดจนเน้นย้ำการสร้างระเบียบวินัย ซึ่งไม่ใช่แค่ในสนามกีฬา แต่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งชีวิต ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากแต่เชื่อมั่นว่าครูไทยสามารถทำได้ และขอเป็นกำลังใจให้ครูไทยทุกคน   เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ (น้องเทนนิส) แบ่งปันเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จ คือ เชื่อมั่นในตนเอง ไม่ยอมแพ้ต่อคำดูถูก เมื่อแพ้แล้วก็เก็บประสบการณ์กลับมาแก้ไข พัฒนา เพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในครั้งต่อไป ยึดมั่นว่าขณะที่ลงสนามก็ทำให้เต็มศักยภาพจนหมดเวลา ส่วนผลแพ้ชนะนั้นเป็นเสน่ห์ของกีฬา ซึ่งสามารถยอมรับได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รวมถึงขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่ส่งกำลังใจให้เสมอ สามารถรับรู้ถึงพลังใจของทุกคน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่สนับสนุนมาโดยตลอด และอยากฝากถึงครูว่า นักเรียนทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ การแสดง เป็นต้น จึงอยากให้ครูพยายามมองหาศักยภาพ และผลักดันเด็กให้ไปได้ไกลจนถึงที่สุด ร้อยเอกหญิง ปวีณา ทองสุก ผู้อำนวยการกลุ่มกีฬามวลชน กรมพลศึกษา กล่าวว่าการประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยการหมั่นฝึกซ้อมทุ่มเทมีวินัย เมื่อถึงเวลาแข่งขันก็ทำให้เต็มที่อย่างดีที่สุดโดยไม่ได้คาดหวังว่าผลจะต้องออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งเส้นทางความสำเร็จนั้นใช้เวลายาวนาน อาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายช่วยกันผลักดันจนถึงฝั่งฝัน ส่วนตัวเชื่อว่าครูคือบุคลากรที่สำคัญมากในการผลักดันนักเรียนไปสู่การเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในอนาคต   นายนิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การปลูกฝังวินัยที่ดีควรเริ่มจากที่บ้าน แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไป เน้นเรื่องการเรียนมากกว่า ทำให้การดูแลมอบหมายหน้าที่ในบ้านลดลง จึงอยากแนะนำให้ผู้ปกครองใส่ใจปลูกฝังวินัยในบ้านให้เป็นเรื่องสำคัญ อย่าคาดหวังจากครูหรือโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว ในส่วนครูที่โรงเรียนก็ต้องใส่ใจเรื่องระเบียบวินัยของโรงเรียนอย่างเข้มงวดด้วย   ส่วนด้านการพัฒนาเยาวชนของกรมพลศึกษา จะพยายามสร้างเครือข่ายเพื่อทำ MOU กับหน่วยงานมืออาชีพ ทำหลักสูตรผู้ฝึกสอน หลักสูตรผู้ตัดสินกีฬา หรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ แล้วร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำการอบรมบุคลากรทางพลศึกษาให้มีมาตรฐานและสามารถส่งเสริมเด็กให้ได้เล่นกีฬาตามความถนัดและความสนใจ   ภายหลังการอบรม ดร.วิสิทธิ์ ใจเถิง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ศธ. และนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เป็นตัวแทนผู้จัดอบรม มอบของที่ระลึกแก่คณะวิทยากรทั้ง 4 ท่าน ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

รายละเอียด

ศธ.ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับจังหวัด09 มีนาคม 2565

ศธ.ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับจังหวัด “ตรีนุช” เรียกประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา แจงภารกิจ 558 สถานีแก้หนี้ทั่วไทย กำชับอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด หลังหักหนี้ครูต้องมีใช้จ่าย 30% ของเงินเดือน 9 มีนาคม 2565 – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับจังหวัด ผ่านระบบ ZOOM MEETING ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., ผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับกระทรวงขึ้น โดยมีตนเป็นประธาน และมี นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. รวมถึงคณะกรรมการอีกหลายท่าน มาร่วมดูแลปัญหาหนี้สินครูเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้จำนวนกว่า 9 แสนคน มีหนี้สินรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท จนวันนี้ก็สามารถเสนอการแก้ไขปัญหาให้ประจักษ์เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ภายใต้นโยบายการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี  โดยประกาศให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” ศธ.จึงได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับกระทรวงขึ้น เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนั้น ต้องการลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง ให้ครูมีรายได้ต่อเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน โดยได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนในเฟสแรก เป็น 4 มาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 ลดดอกเบี้ย โดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วม ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง เข้าร่วมปรับอัตราดอกเบี้ยแล้ว โดยจะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตั้งแต่ 0.05-1.0% และพบว่ามีสหกรณ์ 11 แห่ง สามารถปรับลดดอกเบี้ยให้ลงเหลือต่ำกว่า 5% โดยมีครูที่ได้รับประโยชน์ทันทีกว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป ซึ่งครูมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000,000 บาท หากอัตราดอกเบี้ยลดลง 1% จะทำให้ครูมีเงินไว้ใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท ขณะเดียวกันนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน จะเป็นคนกลางในการประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายกับกลุ่มครู ซึ่งคาดว่ามีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน มาตรการที่ 2 พิจารณาและควบคุมการอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด โดยยอดหนี้รวมทั้งหมดของผู้กู้ต้องไม่ให้มากเกินกว่า 70% ของรายได้ เพื่อให้ครูสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน เนื่องจากครูมีหนี้หลายด้าน ระบบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ยังไม่เป็นระบบที่เชื่อมโยง ศธ.จึงร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ในการสร้างระบบและเชื่อมโยงหนี้รายบุคคล เพื่อให้ทราบข้อมูลหนี้ครูรายคนสำหรับการบริหารจัดการและไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน โดยทางเครดิตบูโรสนับสนุนให้ ศธ. ใช้ระบบได้ฟรี ไม่คิดใช้จ่าย หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติม มีหนี้รวมมากกว่า 70% จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่ม มาตรการที่ 3 จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษา 481 แห่ง และระดับจังหวัด 77 จังหวัด รวม 558 สถานีทั่วประเทศ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการ – สถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือหัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษา เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางแก้หนี้ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ส่วนราชการ และสถาบันการเงิน, จัดทำระบบข้อมูล, ปรับปรุง กำหนดมาตรการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้, รับลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครูและผู้ค้ำประกัน – สถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กำกับดูแลในภาพรวมของจังหวัด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นภายในจังหวัด ช่วยเหลือสถานีแก้หนี้ตามที่ได้รับการร้องขอ มาตรการที่ 4 ให้ความรู้ด้านการเงินให้ครูฯ โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน และมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ ศธ.ได้เปิดให้ครูมาลงทะเบียนแก้ปัญหาหนี้สิน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีครูมาลงทะเบียนแล้ว 27,427 ราย โดย ศธ.จะส่งต่อให้เขตพื้นที่ฯ เร่งดำเนินการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ศธ.จะเดินหน้าหาแนวทางแก้ไขที่หลากหลาย รวมถึงดำเนินการเกี่ยวกฎ…

รายละเอียด

เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

กระทรวงศึกษาธิการพาไปพูดคุยกับเบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563 “การที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องอาศัยการศึกษา พระพุทธทาสกล่าวไว้ว่า คนเราเกิดมาเหมือนกัน จะแตกต่างกันที่การศึกษา และสุภาษิตจีนกล่าวว่า การเรียนรู้นั้นเปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ การเอาใบเรือราน้ำ จะทำให้เราถอยหลังทันที สรุปการเรียนรู้หยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาเท่านั้น ทุนพระราชทานเป็นสิ่งที่ได้เปลี่ยนชีวิตเด็กแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นักเรียนหลาย ๆ คน ได้เป็นวิศวกร มีหน้าที่การงานดี ๆ ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ และได้ดูแลครอบครัว” ความคิดดี ๆ ส่วนหนึ่งของครูมนูญ ทิตย์วัลลี จากโรงเรียนแหลมราษฎร์บำรุง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

รายละเอียด

“ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

“ครูเกม” โยษิตา แสงอาจ นักเรียนทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี ระยะที่ 1 รุ่นที่ 8      

รายละเอียด

กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

“Will i am” EP6 พบกับน้องจีน่า นักเรียนจากปราจีนบุรี ซึ่งกำลังเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามความฝัน ด้วยทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9 กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9 ที่ได้มีโอกาสเรียนหมอตามความฝัน ด้วยทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ของในหลวงรัชกาลที่ 10

รายละเอียด

นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 12 จาก รร.เตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ

กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับน.ส.ศรสวรรค์ วัฒนวงษ์ “น้องน้ำขิง” นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 12 จาก รร.เตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เกี่ยวกับแนวคิด วิธีการปรับตัว การเรียนการสอน การใช้ชีวิต ในช่วงสถานการณ์โควิด เป้าหมายการใช้ชีวิต และการประพฤติปฏิบัติตัว ให้สมกับการเป็นนักเรียนทุนพระราชทาน       โครงการทุนการศึกษาภายใต้มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ดำเนินการขึ้นเมื่อปี 2552 เมื่อครั้งยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ด้วยพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างความรู้ สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยที่มีฐานะยากจน ยากลำบาก แต่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคง ต่อเนื่องในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ตามความสามารถของแต่ละคน อันเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และศักยภาพแก่เยาวชนไทย ต่อมาในปี 2553 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้จัดตั้งมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ขึ้น ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการและทรงให้นำโครงการทุนการศึกษาฯ มาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (มพพ.) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป โดยที่การดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาฯ มีกลไกคณะกรรมการมูลนิธิฯ กำกับดูแลอำนวยการระดับนโยบายและคณะกรรมการบริหารจัดการทุนพระราชทานกำกับการบริหารดำเนินงานโครงการมีคณะอนุกรรมการช่วยขับเคลื่อนประสานความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัดทุกจังหวัด

รายละเอียด

โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

กยศ. ออกนโยบายรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ 3 โครงสร้างพื้นฐาน กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ป้อนกำลังคนในสายที่เป็นความต้องการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และวิชาชีพสาขาขาดแคลนให้ตลาดแรงงาน โดยเมื่อเรียนจบแล้วจะได้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษไม่เกิน 0.5% ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้น 30-50% นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า “กองทุน ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เพื่อจัดทำ “โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” โดยจะดำเนินการระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2566 (5 ปีการศึกษา) สำหรับนักศึกษาผู้กู้ยืมเงินในระดับปริญญาตรี เมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 30 สำหรับนักเรียน/นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินในระดับอาชีวศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษา ในสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 50 แต่หากผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถสำเร็จการศึกษาหรือไม่ได้สำเร็จการศึกษา   ตามสาขาวิชาที่กำหนดไว้หรือผิดนัดชำระหนี้ จะไม่ได้รับการคิดดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดและไม่ได้รับส่วนลดเงินต้น โดยจะต้องชำระหนี้ตามระเบียบของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มกำลังแรงงานในอนาคตที่สามารถตอบสนองความต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจให้ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศตามแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ประกอบด้วย 1) อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  4) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5) อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 6) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 7) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 8) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9) อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 10) อุตสาหกรรมแพทย์ครบวงจร  และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมระบบราง 2) อุตสาหกรรมพาณิชย์นาวี และ 3) อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับอาชีวศึกษาเห็นความสำคัญของสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสนใจอยากเข้าศึกษาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการต่อยอดให้กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และ 3 โครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นความต้องการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่กำลังศึกษาหรือกำลังจะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี และระดับอาชีวศึกษาที่อยู่ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป็นการป้อนกำลังคนในสายอาชีวะ/สายวิชาชีพ ที่ยังขาดแคลนให้ตลาดแรงงานอื่นๆ อีกด้วย” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด หมายเหตุ ท่านสามารถดูรายชื่อประเภทสาขาวิชา หลักสูตร สถานศึกษา ได้ตาม ประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง ประเภทวิชา สถานศึกษาหรือระดับชั้นการศึกษาและหลักสูตรที่จะให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ประจำปีการศึกษา 2562…คลิก ที่มา : กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา Download เอกสารที่ไฟล์แนบด้านล่าง

รายละเอียด

โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

ที่มา : กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา Download เอกสารที่ไฟล์แนบด้านล่าง

รายละเอียด

กยศ.แจ้งข่าวดี มีเงินให้กู้เรียนเพียบ แต่ต้องมีวินัยชำระหนี้ คิดเบี้ยวฟ้องยึดทรัพย์

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2539-61 กยศ.ให้นักเรียน นักศึกษาได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 5,605,192 คน ให้กู้ยืมกว่า 6 แสนล้านบาท มีผู้กู้อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,569,236 คน ชำระปกติ 40 % ผิดชำระหนี้ ร้อยละ 60 อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 976,715 ราย ชำระหนี้เสร็จสิ้น 1,003,223 ราย ถูกดำเนินคดีแล้วราวๆ 1 ล้านคนและเสียชีวิต ทุพพลภาพกว่า 56,019 ราย

รายละเอียด

กยศ.เร่งตาม “นักเรียนเบี้ยวหนี้” 2.2 ล้านราย มูลค่า 7.4 หมื่นล้านบาท

กยศ. เผยตัวเลขนักเรียนนักศึกษาที่เบี้ยวหนี้           กลุ่มผิดนัดชำระแต่ยังไม่ถูกดำเนินคดี 1.1 ล้านราย เงินค้างชำระ 2 หมื่นล้านบาท กลุ่มถูกดำเนินคดีแล้ว 1.1 ล้านราย เงินค้างชำระ 5.4 หมื่นล้านบาท           นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่าสาเหตุที่นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนจบแล้วแต่ผิดนัดชำระหนี้ หรือ ไม่ยอมจ่ายหนี้คืน กยศ.แบ่งได้ 3 ประเภท คือ กลุ่มที่ 1.นักเรียนนักศึกษาที่ยากจนจริงๆ เมื่อจบการศึกษาไปแล้วยังไม่มีงานทำ หรือ ไปทำงานอยู่ในภาคเกษตรแต่อาจประสบปัญหาสภาพคล่องด้านเงินทุนและเป็นหนี้ภาคเกษตรจึงไม่อาจชำระหนี้ได้ นักเรียนนักศึกษาประเภทนี้จำนวนน้อยมากๆ กลุ่มที่ 2 “ขาดจิตสำนึก” แม้มีงานทำและมีรายได้แต่ไม่ยอมจ่ายหนี้คืน กยศ. และ กลุ่มที่ 3 “ขาดวินัยการเงิน” หลังจากเรียนจบและมีงานทำแล้ว แต่ไม่ยอมใช้หนี้คืน กยศ. เพราะขาดวินัยทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อทำงานมีรายได้ จะไปก่อหนี้ก่อน เช่น ซื้อรถยนต์ จ่ายบัตรเครดิต จากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เหลือจึงนำเงินมาใช้จ่ายทั่วไปที่จำเป็น หรือ เก็บออม จนในที่สุดไม่มีเงินเหลือพอชำระหนี้ กยศ. ซึ่งวินัยการเงินที่แท้จริง คือ เมื่อมีรายได้จะต้องชำระหนี้ก่อนเป็นอันดับแรก และเก็บเป็นเงินออมไว้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือจึงนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่จำเป็น ดังนั้นจึงเป็นที่มาทาง กยศ.จึงจัดกิจกรรมให้ความรู้วินัยการเงินแก่นักเรียนนักศึกษาของ กยศ.          “นักเรียนนักศึกษาที่ผิดนัดชำระหนี้ หรือ ไม่จ่ายหนี้ ทั้งในกลุ่มที่ขาดวินัยการเงิน หรือ กลุ่มที่ขาดจิตสำนึก ปัจจุบันสังคมเริ่มเข้าใจ กยศ. เช่น กยศ.ทวงหนี้ บางคนไม่ยอมจ่ายหนี้คืน กยศ. แต่กลับโพสต์เฟสบุ๊กโชว์ ซื้อรถยนต์คันใหม่ เอาเงินไปเปลี่ยนล้อแม็คใหม่ หรือไปซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ แต่กลับไม่ยอมชำระหนี้ กยศ. นี่คือเหตุผลที่กระแสสังคมตีกลับ เข้าใจการทำงานติดตามทวงหนี้ของ กยศ. ว่าไม่ได้กลั่นแกล้งเด็ก แต่ต้องการให้เด็กคืนเงินเพื่อส่งต่อเงินดังกล่าวเป็นโอกาสไปยังเด็กรุ่นต่อๆไป” นายชัยณรงค์ กล่าว          ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายสนับสนุนการสร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้กู้ยืม โดยได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษาที่เป็น ผู้กู้ยืมเงินได้เรียนรู้หลักสูตรเงินทองต้องวางแผนผ่านระบบ e-learning เพื่อเป็นการส่งเสริมวินัย ทางการเงินรู้จักวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสม และมีเทคนิคการจัดการเงินอย่างถูกวิธี ตลอดจนสามารถวางแผนชำระคืนเงินกู้ยืมได้ตามกำหนด ซึ่งการเรียนผ่าน e-learning นับเป็นทางเลือกในการนับเป็นชั่วโมงจิตอาสาของผู้กู้ยืมเงิน เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยเข้าเรียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Studentloan เมื่อเรียนจบหลักสูตรผู้กู้ยืมสามารถพิมพ์ประกาศนียบัตร (e-Certificate) ไปยื่นให้กับสถานศึกษา และจะได้นับเป็นชั่วโมงจิตอาสาจำนวน 3 ชั่วโมง นำไปสะสมจำนวนชั่วโมงจิตอาสาให้ครบตามที่กองทุนกำหนด ซึ่งจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมากองทุนได้กำหนดให้ผู้กู้ยืมใช้เกณฑ์การนับชั่วโมงจิตอาสา 36 ชั่วโมงเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคัดเลือกผู้กู้ยืมเงิน หากผู้กู้ยืมเงินมีวินัยทางการเงินก็จะสามารถวางแผนชำระหนี้กยศ. ได้ตามกำหนด เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้อง และคาดว่าจะช่วยลดการเกิดเบี้ยปรับและลดปริมาณการฟ้องร้องคดีได้ต่อไป          “ขณะนี้คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ออกระเบียบเพื่อให้สิทธิสำหรับกลุ่มผู้กู้ยืมปกติที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กู้ยืมชั้นดีหรือผู้กู้ยืมที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้และมีความตั้งใจในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับรุ่นน้องก่อนกำหนด หากมาชำระหนี้ปิดบัญชีจะได้รับการลดหย่อนเงินต้น 3% ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย หรือ เคาน์เตอร์ธนาคารอิสลาม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” นายชัยณรงค์ กล่าว          นายชัยณรงค์ กล่าวว่าสำหรับการให้การสนับสนุนให้นักเรียนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในสาขาอาชีพที่ขาดแคลนโดยเฉพาะสายวิชาชีพทาง กยศ. ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เพื่อจัดทำ “โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” โดยจะดำเนินการระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2566 (5 ปีการศึกษา) สำหรับนักศึกษาผู้กู้ยืมเงินในระดับปริญญาตรี เมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชา ที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 30 สำหรับนักเรียน/นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินในระดับอาชีวศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษา ในสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 50 ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มกำลังแรงงานในอนาคตที่สามารถตอบสนองความต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจให้ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศตามแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ประกอบด้วย 1) อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5) อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 6) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 7) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 8) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9) อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 10) อุตสาหกรรมแพทย์ครบวงจร และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมระบบราง 2) อุตสาหกรรมพาณิชย์นาวี และ 3) อุตสาหกรรมโลจิสติกส์          โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับอาชีวศึกษาเห็นความสำคัญของสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสนใจอยากเข้าศึกษาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการต่อยอดให้กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และ 3 โครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นความต้องการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และเป็นการ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่กำลังศึกษาหรือกำลังจะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี…

รายละเอียด

ประกาศรับสมัครคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเกทบริหาร ระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ด้วยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค จำนวน ๒ ตำแหน่ง และตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.ค.ศ. จำนวน ๒ ตำแหน่ง

รายละเอียด

ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง

NEWS & UPDATE

ปฏิทินกิจกรรม

NEWS & UPDATE

May 2022

MO
TU
WE
TH
FR
SA
SU
25
26
27
28
29
30
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
1
2
3
4
5

โพลสำรวจ

NEWS & UPDATE

การส่งเสริมสถานศึกษาให้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

มุ่งมั่นและพัฒนา

ทุกภาคส่วน

ทั้งบุคลากรการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

ปฏิทินกิจกรรม

NEWS & UPDATE

ประกาศรับสมัครงาน

News & Update

ic_file_PDF3

รายงานการประชุม

News & Update

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • All
  • ลิงค์กิจกรรม
  • ลิงค์โครงการ
  • หน่วยงานภายใต้ MOE
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
  • ลิงค์อื่นๆ
Top