กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จับมือ 12 องค์กรเอกชนชั้นนำ เดินหน้าสานพลังประชารัฐ CONNEXT ED เผย 711 ผู้นำรุ่นใหม่ฉายแววโดดเด่น ร่วมเป็น School Partners ในการขับเคลื่อนโรงเรียนประชารัฐในปีแรกทั้ง 3,351 โรงเรียนจนสัมฤทธิ์ผล ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์หลักโครงสร้างการขับเคลื่อนประเทศ
Photo Credit: CONNEXT ED
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) (Basic Education and Human Capital Development) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 4 (CONNEXT ED Open House 2017 Show & Share) เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน, ม.ล.ปริยดา ดิศกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ผู้แทนจากภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้นำรุ่นใหม่จากภาคเอกชน (School Partners) 711 คน เข้าร่วมงาน
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน 12 องค์กร และภาคประชาสังคม โดยการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะสิ่งที่เราร่วมกันทำในตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผลในทันที แต่ในอนาคตข้างหน้าการปฏิรูปการศึกษาด้วยความร่วมมือของประชารัฐในครั้งนี้จะคงอยู่อย่างยั่งยืน
สำหรับการปฏิรูปการศึกษานั้น หากทำการศึกษาจริง ๆ จะพบว่าการปฏิรูปมี 3 ระดับ คือ “เร็ว-กลาง-ช้า” กล่าวคือ การปฏิรูปที่จะเห็นผลอย่างเร็วที่สุดจะใช้เวลาประมาณ 10 ปี ถ้าเห็นผลในระดับกลางจะใช้เวลาประมาณ 20 ปี และหากเห็นผลอย่างช้าจะใช้เวลาประมาณ 30 ปี เช่นเดียวกับประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ดังนั้น เราต้องย้อนกลับไปดูว่าเมื่อประมาณ 10-15 ปีที่แล้ว ประเทศเหล่านี้ได้ทำอะไรที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาจนกระทั่งประสบผลสำเร็จในทุกวันนี้
นพ.ธีระเกียรติ ได้ยกประเด็นตัวอย่างที่การปฏิรูปการศึกษาของไทยควรนำมาศึกษาวิเคราะห์และปรับใช้ เช่น
-
McKinsey Global Institute: MGI ซึ่งได้ทำการศึกษาระบบของโรงเรียนใน 20 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า ประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ จะมีปัจจัยที่สำคัญ 3 สิ่ง คือ 1) การกระตุ้นจากภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง (Political Crisis) หรือมีผลการประเมินที่ชี้ให้เห็นชัดเจน เช่น ผลคะแนน PISA อยู่ในระดับต่ำ เป็นต้น 2) มีทิศทางและมีการนำที่ชัดเจน 3) มีเป้าหมายที่บรรลุได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่จะทำคืออะไร
-
คำกล่าวของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่เคยกล่าวไว้ว่า หากต้องการให้ประเทศเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควรมี 3 สิ่งที่จำเป็น คือ 1) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 2) การมีกลไกการตลาดที่ดี 3) การมีระบบเงินทุนที่เข้มแข็ง
-
ปัญหาการศึกษาที่มีคุณภาพต่ำ ปัจจุบัน มีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องให้คนที่มีคุณภาพเข้ามาสอน โดยให้ครูและผู้บริหารที่เก่ง ๆ เข้าไปสอนและบริหารงานในโรงเรียนอ่อน จะทำให้ผลการศึกษาดีขึ้น เพื่อลดช่องว่างของการเหลื่อมล้ำดังกล่าว
สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิรูปการศึกษาได้ทั้งสิ้น ย้ำด้วยว่าการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยนั้น ประชาชนไม่ได้สนใจว่าเมื่อปฏิรูปแล้วจะมีโครงสร้างการบริหารงานเป็นอย่างไร แต่สนใจว่าลูกหลานจะได้รับการศึกษาที่ดีหรือไม่ หรือเด็กจะมีหนังสือเรียนดี ๆ หรือมีครูที่ดีมีคุณภาพ รวมทั้งจะเรียนต่อหรือมีงานทำได้อย่างไร
โครงการ CONNEXT ED
จึงเป็นการดำเนินงานที่เชื่อมโยงไปถึงตัวเด็กและครูจริง ๆ โดยทุกคนเป็นเจ้าของโครงการ จึงขอให้การดำเนินงานในขั้นต่อไปมีระบบผู้นำอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ตลอดจนขอให้ช่วยกันพัฒนาการศึกษาให้เด็กไทยมีทัศนคติที่ถูกต้อง, มีอุปนิสัยที่มั่นคง มีวินัย, มีงานทำ และเป็นพลเมืองดี ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้วย
-
ก
ารทำงานแบบ “เอาจริง” ของทุกฝ่าย ที่ตั้งใจกันทำงาน ไม่ให้เป็นเพียงโครงการที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนไฟไหม้ฟาง โดยช่วงแรกภาครัฐเองยังไม่แน่ใจว่าภาคเอกชนจะเอาจริงแค่ไหน แต่ภาคเอกชนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ตั้งใจทำมากกว่าเป็นการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) เรื่องนี้จึงขอยกเครดิตให้ภาคเอกชนอย่างเต็มที่ -
ทุกคนจากทุกภาคส่วน “มีส่วนร่วม” ด้วยกันอย่างแท้จริง การปฏิรูปครั้งนี้ถือได้ว่าทำกันมาอย่างถูกทิศทาง เลือกทำในเรื่องสำคัญที่สุดที่มีองค์ความรู้ -
ทำงานด้วยความเป็น “มืออาชีพ” สังเกตได้จากการเตรียมงาน มีการเก็บข้อมูล การวัดพื้นฐาน การวัดผลความสำเร็จ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย เป็นเป้าหมายระยะยาวใช้เวลาหลายสิบปี แม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์ในตอนนี้แต่ทุกคนยังร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็ง คงความเป็นมืออาชีพได้อย่างน่ายกย่อง
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวด้วยว่า
สำหรับการพัฒนาโรงเรียนประชารัฐ โครงการได้กำหนด 10 ยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับและพัฒนาการจัดการศึกษาไทยตามมาตรฐานสากล (10 Strategic Transformation) คือ
1) Transparency ความโปร่งใสของข้อมูลสถานศึกษา
2) Market Mechanism กลไกการตลาดและการมีส่วนร่วมของชุมชน
3) Leadership Development การพัฒนาและส่งเสริมผู้นำรุ่นใหม่
4) Child Centric & Curriculum หลักสูตรการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
5) Digital Infrastructure การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา
6) High Quality Principals & Teachers หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน
7) English Language Capability การยกระดับทักษะความรู้ ความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ รวมทั้งภาษาจีนด้วย
8) Health & Heart การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการมีจิตสาธารณะให้นักเรียน
9) Tax Incentive for Local & International Professor การสร้างมาตรฐานการจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ
10) Technology Hub R&D ศูนย์กลางการศึกษาเทคโนโลยีแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค
-
ขับเคลื่อนเป้าหมายและ KPIs ร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนจัดทำ School Grading โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ Poor-Fair-Good-Great-Excellent พร้อมทำตัวชี้วัดมาตรฐานโรงเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และยกระดับมาตรฐานโรงเรียนนั้นๆ ได้ อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดกลไกการแข่งขันในการยกระดับและพัฒนาตนเองโดยอัตโนมัติ -
กลไกตลาด โดยเรื่องของประชารัฐเป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมโยงกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งจากส่วนกลางและในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ (Engagement) ผ่านการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (Learning Center) เพื่อเชื่อมโยงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม วัดในท้องที่ ผู้ปกครอง ชุมชน เข้าด้วยกัน นับเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนทุกภาคฝ่ายในระดับพื้นที่เพื่อให้โรงเรียนมีศักยภาพเพิ่มขึ้น -
การพัฒนาและส่งเสริมผู้นำ เมื่อมีตัววัดผล มีระดับของโรงเรียน มีกลไกตลาดที่ต้องขับเคลื่อนแล้ว บุคคลสำคัญที่สุดคือกลุ่มผู้นำโรงเรียน โดยเฉพาะผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งจะมีการลงพื้นที่ทำงานร่วมกันและได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง -
กระบวนการเรียนการสอน โดยเฉพาะเรื่อง PISA O–NET STEM เป็นต้น และที่สำคัญคือ Child Centric โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีตัววัด Child Centric ที่ชัดเจน -
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Digital Technology ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้วางพื้นฐานไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้ต่อเนื่องและทั่วถึง และจะมีการมอบหมายโรงเรียนประชารัฐเพิ่มเติมอีกประมาณ 1,400 โรงเรียน รวมทั้งหมดประมาณ 4,700 โรงเรียน
นอกจากนี้ จะมีการวัดและประเมินผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน เพื่อประเมินว่าโรงเรียนได้สร้างความเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากน้อยเพียงใดตั้งแต่เริ่มเข้าโครงการ เพราะหากวัดความเปลี่ยนแปลงได้จะทำให้เห็น Best Practice ได้เช่นกัน อีกทั้งโรงเรียนประชารัฐถือเป็นกลไกการทดลองที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่งด้วย
โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5)
(Basic Education and Human Capital Development)
จุดเริ่มต้นโครงการสานพลังประชารัฐ เป็นหนึ่งใน นโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือ 3 ภาคส่วนหลัก คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อตอบโจทย์ประเทศใน 3 ด้าน คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แนวทางการทำงานสานพลังประชารัฐ แบ่งออกเป็น 12 คณะในการขับเคลื่อน ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ มีปัจจัยที่สนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐ จำนวน 2 คณะ คือ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (E2) และด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5)
กลไกการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนของ CONNEXT ED ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการทำงาน ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) นั้น แบ่งออกเป็น 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
แนวทางดำเนินงาน
CONNEXT ED ภาครัฐ โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานไปยัง 225 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทความร่วมมือในระดับพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้ร่วมมือกับภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ซึ่งมี 12 บริษัทเอกชนชั้นนำของไทยที่ได้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ CONNEXT ED (12 Founding Members) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทมิตรผล-บ้านปู บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนา “ผู้นำรุ่นใหม่” (School Partner) จำนวน 711 คน ที่จะนำศักยภาพของบุคลากรแต่ละองค์กร และพร้อมลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงใน” โรงเรียนประชารัฐ” ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และผลักดัน 10 ยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับการจัดการศึกษาไทยแต่ละพื้นที่ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยในระยะแรก มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน
3,351 โรงเรียน จากทุกตำบลทั่วประเทศ มีครูที่เกี่ยวข้องจำนวน 36,397 คน ครอบคลุมห้องเรียนประชารัฐ 39,829 ห้องเรียน ที่มีอุปกรณ์และสื่อ ICT ที่พร้อมเชื่อมโยงทุกองค์ความรู้สู่การเรียนการสอนแบบ Child Centric และที่สำคัญที่สุดคือจะเกิดความเชื่อมโยงไปยังนักเรียนในโครงการกว่า 749,349 คน ที่จะได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุกด้านสู่การเป็นเด็กดีและเด็กเก่ง
ปารัชญ์ ไชยเวช, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น: สรุป บัลลังก์ โรหิตเสถียร: เรียบเรียง
ปกรณ์ เรืองยิ่ง, อิทธิพล รุ่งก่อน,กิตติกร แซ่หมู่ : ถ่ายภาพ
13/11/2560
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร. และ กลุ่มสารนิเทศ สอ.สป. : รายงาน





