“5ดี” ของขวัญวันเด็กปี 2553 จากใจ “นายกฯอภิสิทธิ์” ถึงเด็กไทยทั่วประเทศ
วันเด็กแห่งชาติประจำปี 2553 นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 9 มกราคม มีผู้ใหญ่ใจดีหลายคนมอบของขวัญให้แก่เด็ก ๆ มากมาย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีของขวัญมาให้เด็กไทยทุกคน
หนึ่งในของขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้นั้น คือ สิ่งดี ๆ ที่รัฐบาลจะทำให้เด็ก ๆ5 เรื่อง หรือเรียกสั้น ๆ ว่า 5 ดี เพื่อเป็นการต่อยอดเรื่องที่รัฐบาลเคยสนับสนุนให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนตลอดปี 2553
นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ 5 ดี ในงานวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล มีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วยช่วยกันสรรค์สร้างงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย
1. แหล่งเรียนรู้ที่ดี เช่น พิพิธภัณฑ์สวนสาธารณะ และแหล่งท่องเที่ยว ทั้งของรัฐและเอกชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตให้แก่เด็กและครอบครัว โดยรัฐบาลจะจัดสรรให้เด็กและครอบครัวมีพื้นที่ทางปัญญาเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น
2. สื่อสร้างสรรค์ที่ดีสำหรับเด็กโดยจะเร่งรัดให้มีการจัดตั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนให้มีสื่อดีกระจายไปถึงเด็กทั่วประเทศ และส่งเสริมให้มีการเพิ่มสัดส่วนเวลาสำหรับเด็กในสื่อของรัฐและสื่อชุมชนมากขึ้น
3. เกิดกลไกการทำงานที่ดีสำหรับเด็กทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยรัฐบาลจะพิจารณาและกำหนดเป็นแนวนโยบายให้กระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ในปี 2553 นี้
4. ส่งเสริมสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวโดยเฉพาะบทบาทของพ่อหรือผู้นำครอบครัว ซึ่งสำคัญยิ่งในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งให้แก่เด็ก รัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมที่เพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มากขึ้น
5. การคุ้มครองเด็กที่ดีให้พ้นจากปัจจัยเสี่ยงรัฐบาลจะสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ ที่ช่วยปกป้องคุ้มครองเด็กจากปัจจัยเสี่ยงทั้งหลาย ทั้งเรื่องอบายมุขความไม่ปลอดภัย ค่านิยมความหลงผิดต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การกระทำที่เป็นอันตรายต่อเด็ก
นอกจากการประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยเกี่ยวกับ5 ดี กับตัวแทนเด็ก ๆ จาก4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และยะลา ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย
สัตยา มุดทุงหรือ น้องเคนประธานกลุ่มเยาวชนศูนย์สืบฮีตสานฮอยเมืองเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถามนายกรัฐมนตรีถึงเรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งในภาคเหนือมีวัฒนธรรมล้านนา สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย รัฐบาลจะสนับสนุนอย่างไร เพื่อส่งเสริมให้เกิดแหล่งเรียนรู้ที่ดี
นายกรัฐมนตรีได้ตอบว่า “เรื่องนี้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา ที่เน้นเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้ได้ในสถานที่หลากหลาย สิ่งที่รัฐบาลจะสนับสนุน คือ หลักสูตรที่หลากหลาย ให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม การเรียนจะไม่เกิดเฉพาะในห้องเรียน อาจจะมีปราชญ์ชาวบ้านเข้ามาให้ความรู้ รัฐบาลจะส่งเสริมพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น ดึงวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่สนใจในเรื่องภูมิปัญญา ไม่ว่าโลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร”
น้องแน็ก-อรรถชัย แดงตู้นักเรียนในโครงการเครือข่ายสื่อสร้างสุขภาวะเด็กเยาวชน และครอบครัว จาก จ.ขอนแก่นถามถึงนโยบายของรัฐบาลในเรื่องสื่อสร้างสรรค์ที่ดีสำหรับเด็กว่า “ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว รัฐบาลทำให้เกิดคลื่นวิทยุสำหรับเด็ก1 สถานี ปีนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีโทรทัศน์สำหรับเด็ก และมีสถานีวิทยุสำหรับเด็กในภูมิภาคด้วย”
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่ถามถึงเรื่องนี้ และว่า “รัฐบาลต้องการขยายเรื่องสื่อสีขาว กำลังดูอยู่ว่าจะมีโทรทัศน์เป็นการเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนสักช่องหนึ่งเรื่องนี้ทำได้ จะขอรับไป และอีกเรื่องคือพยายามทำในสถานีหลักที่มีอยู่ คือ ควรจะมีลักษณะเสนอรายการสนับสนุนในทางสร้างสรรค์ ในเวลาที่เหมาะสมมากขึ้น”
จาก จ.ยะลา น้องดีน-นาดีนเด็งเจ้าของรางวัลสุดยอดนักเขียนน้อยชายแดนใต้ ในโครงการพัฒนาผู้นำเยาวชนเพื่อสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ถามถึงเรื่องการคุ้มครองเด็กที่ดี ให้พ้นจากปัจจัยเสี่ยง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีเหตุการณ์ไม่ปกติ
นายกฯ อภิสิทธิ์ตอบว่า “รัฐบาลกำลังทำแผนการศึกษาเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ และกำลังเร่งทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขความไม่สงบ รวมทั้งเร่งกระบวนการพัฒนาในภาพรวม ยกตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับการทำงานของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกหลานที่เป็นชาวมุสลิม”
คำถามที่เรียกเสียงหัวเราะและปรบมือได้ไม่น้อยจากผู้ฟังในตึกสันติไมตรีคงหนีไม่พ้นคำถามชวนอมยิ้มจาก น้องเอิง-พิชญาศัลยประดิษฐนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 โรงเรียนมานิตานุเคราะห์ ที่ถามนายกรัฐมนตรีว่า “นายกรัฐมนตรีต้องทำงานหนักใช้เวลาในฐานะพ่อกับลูกอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจะสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิดกันอย่างไรบ้าง”
นายกรัฐมนตรียิ้มก่อนจะตอบว่า”เดี๋ยวนี้ ลูกผมก็โตพอสมควร ทางเทคนิคถือว่าไม่ใช่เด็กแล้ว และเดี๋ยวนี้ เขาก็เรียกผมว่าลุงหมดแล้ว
แต่ผมก็ยังให้ความสำคัญในการทำหน้าที่พ่อและหัวหน้าครอบครัว พยายามใช้ช่วงเย็นหรือค่ำ ๆ เท่าที่จะทำได้ พยายามบริหารเวลา ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เวลาน้อยลงมาก แต่ก็ติดตามและสนใจลูกตลอดเวลา”
ส่วนวิธีการจูงใจในเรื่องสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวนั้น นายกรัฐมนตรีบอกว่าน่าเห็นใจพ่อแม่ยุคปัจจุบัน เพราะมีแรงกดดันทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจค่อนข้างมากเป็นเรื่องยากที่จะมีสูตรสำเร็จ แต่รัฐบาลก็พยายามทำหลายด้าน ที่เป็นห่วงคือ ในชนบท พ่อแม่ที่เข้ามาหางานในเมือง แล้วไม่ได้อยู่กับลูก รัฐบาลก็จะแก้โดยกระจายความเจริญ เพื่อพ่อแม่ไม่ต้องทิ้งลูกเข้ามาแต่ถ้าตรงไหนยังทำไม่ได้ ก็จะเร่งเดินหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
และห่วงเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรที่เพิ่มขึ้นสูง ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องนี้มากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ รัฐบาลได้ทำงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทำแผนแก้ปัญหานี้
ได้ยินได้ฟังนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ประกาศมอบของขวัญให้เด็ก ๆเป็นสิ่งดี ๆ ถึง 5 ดี และยังตอกย้ำเรื่องนี้ในการตอบคำถามกับน้อง ๆ ตัวแทนจาก 4 จังหวัดแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ในปี 2553 นี้ เด็กและเยาวชนไทยจะได้รับสิ่งดีมีประโยชน์จากรัฐบาลต่อยอดจากปีที่แล้ว ที่รัฐบาลได้มอบพื้นที่สร้างสรรค์แก่เด็กและเยาวชนไปแล้ว
นั่นคือ จะได้แหล่งเรียนรู้ที่ดี สื่อสร้างสรรค์ที่ดี กลไกการทำงานที่ดี สายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และการคุ้มครองเด็กที่ดีให้พ้นจากปัจจัยเสี่ยง
เมื่อเด็กในวันนี้ได้รับแต่สิ่งดี ๆ ที่ผู้ใหญ่มอบให้เป็นของขวัญ ก็เชื่อได้ว่าเด็ก ๆ เหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า เพื่อจะได้เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศไทยให้ดีได้ต่อไป.
แหล่งที่มาของข่าว หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
