4 ต้อง 2 ไม่ ที่ควรทำเมื่อเด็กชัก






      เมื่อเช้าวันพฤหัสที่ผ่านมา ผมตื่นมาพร้อมๆ เจ้าน้องพุทธ รู้สึกว่าเค้าจะตัวรุมๆ ก็เลยไม่พาไปโรงเรียน ซักพักให้กินยาลดไข้ วันนั้นผมก็ตัดสินใจว่าไม่ไปทำงานอยู่ดูแลน้องพุทธ และพาไปหาหมอตอน 10.00 น.อาการน้องพุทธร่าเริงดีครับ คุณหมอให้ยากลับบ้านมา ผมก็เห็นน้องพุทธเค้าอยากนอน ก็ปล่อยเค้านอนไป โดยคุณยายก็เช็ดตัวให้ ผมก็เฝ้าอยู่ คิดไปคิดมาเลยเดินไปยืมปรอทวัดไข้แบบเสียบหูจากบ้านพี่ชายมา
       
       แต่พอผมกลับเข้ามาบ้าน สิ่งที่ผมเห็น คือ น้องพุทธตัวเกร็งตรง มือหงิก มีฟองน้ำลายไหล ตาเหลือก วินาทีนั้นพูดจริงๆ เลยนะครับ สติผมไม่มีแล้ว เรียกคุณยายมาช่วยอุ้ม ผมรีบวิ่งไปเอารถ โชคดีมากๆ ที่เจอพี่ชายพอดีก็เลยให้พี่ชายไปส่งโรงพยาบาล ระหว่างทางน้องพุทธชักอีกรอบ พอถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็ช่วยกันเช็ดตัวกันแบบสุดๆ เรียกว่า 3-4 คน ช่วยกันเช็ดตัว
       
       น้องพุทธ หนาวมากเลยครับ สงสารกันมาก ก็เลยต้องนอนดูอาการกัน 1-2 วันแรก ต้องให้กินยาแก้ไข้ถึง 2 ตัว คือ ยาลดไข้ธรรมดา กับยาลดไข้สูง ซึ่งอาการไข้มีขึ้นลงตลอด ผมกับภรรยาไม่ได้นอนกันเลย เฝ้าดูอาการกันตลอด จนวันที่ 2 ดีขึ้น กว่าจะออกจากโรงพยาบาลก็วันอาทิตย์ หมอบอกว่า ชักเพราะอาการไข้ ต่อไปจะมีโอกาสชักมากขึ้น ผมก็ถามวิธีการในการปฐมพยาบาลจากคุณหมอ คือ นอนราบและตะแคงซัก 1-2 นาที จะได้สติ ต้องเช็ดตัวมากๆ
       
       วินาทีนั้นผมกลัวมากเลยพี่ กลัวจะเสียน้องพุทธไป ภาพยังติดตาอยู่เลย ภาพลูกตาเหลือกน้ำลายฟูมปาก วันนั้นผมก็เช็ดตัว แต่ไม่ได้เช็ดแบบใช้แรงอะไร เพราะน้องพุทธบอกเจ็บ จังหวะแค่ 5 นาทีเองที่ผมไปเอาปรอทวัดไข้ ต่อไปผมจะเฝ้าระวังยังไงดี
       
       ควรมีอุปกรณ์ความพร้อมอะไรบ้าง – คงต้องมียาลดไข้สูงไว้ติดบ้านครับ ยากันชักผมต้องมีรึเปล่าครับ เพราะหมอไม่ได้ให้มา
       
       อาการชักจะหายเองหรือว่าเด็กโตยังมีโอกาสเป็นอีกรึเปล่าครับ
หลังจากอ่านอีเมลฉบับนี้เสร็จ ดิฉันออกอาการอินไปด้วย เพราะส่วนตัวก็รู้จักกับครอบครัวนี้ เป็นครอบครัวที่น่ารักมาก และเคยพบน้องพุทธ ซึ่งเป็นเด็กน่ารักอายุประมาณ 3 ขวบเศษ ที่สำคัญ เข้าใจความรู้สึกดีว่า อารมณ์ ณ ห้วงเวลานั้นเป็นอย่างไร หัวอกคนเป็นพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อารามที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี อย่าว่าแต่สติเลยที่หาไม่เจอแล้ว อาการช็อคที่ทำอะไรไม่ถูกก็ตามมาติดๆ
       
       แต่…ที่อึ้งไปกว่านั้น ไม่น่าเชื่อว่า วันเดียวกันมีเพื่อนคุณแม่อีกคนหนึ่งโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังเช่นกันว่า ลูกของเธอมีอาการชัก และเธอก็ตกใจมากทำอะไรไม่ถูกเหมือนสิ้นสติไปชั่วครู่ ดีที่สามีของเธอตั้งสติได้ และรีบพาเจ้าตัวเล็กไปโรงพยาบาลทันที
       
       เรื่องอาการชักของเด็กเล็กเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น มารู้จักอาการชักของเด็กกันหน่อยค่ะ
       ปัญหาใหญ่ของเด็กที่เกิดอาการชักเกิดจากเมื่อเด็กมีไข้สูง จึงนำไปสู่อาการชัก เรียกว่าเกิดการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion) มักจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสูงเกิน 39 องศาเซลเซียส
       
       อาการชักมักพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือน จนถึง 5 ปี แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุด คือ ช่วง 6 เดือน ถึง 3 ปี เพราะสมองของเด็กยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีความไวต่อการกระตุ้นจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น มักจะเกิดขึ้นในวันแรก หรือวันที่ 2 ของการมีไข้ เริ่มจากเด็กจะมีอาการเกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟันและลิ้น อาจเกิดการกระตุกของแขนและขาทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 1–3 นาที ช่วงนั้นอาจมีอาการน้ำลายฟูมปาก ริมฝีปากและปลายมือปลายเท้ามีสีคล้ำเขียวได้
       
       ส่วนลักษณะของอาการชักอาจจะเป็นชักเกร็งทั้งตัวหรือชักเกร็งกระตุกทั้งตัวก็ได้ แต่จะไม่ชักเฉพาะซีกของร่างกาย หรือชักผวากระตุก
       
       ในรายที่เด็กชักเป็นเวลานาน หลังจากหยุดชักแล้วเด็กมักจะหลับ หรือมีอาการสะลึมสะลือไปชั่วครู่ แต่กรณีเด็กที่ชักนานกว่า 15 นาที อาจพบอาการผิดปกติทางระบบประสาท
       
       เมื่อเด็กมีอาการชัก ควรทำอย่างไร
       
  • หนึ่ง ต้องมีสติ เป็นสิ่งแรก และสิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านขาดสติก็จะทำให้สถานการณ์ไปกันใหญ่ อย่างน้อยผู้ใหญ่ในบ้านต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นหลักในการดึงสติกลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรีบพาไปพบแพทย์ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด
           
  • สอง ต้องจับเด็กตะแคงศีรษะไปด้านข้าง ให้ศีรษะอยู่ในระดับต่ำเล็กน้อย เพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่ง ให้น้ำลาย เสมหะ หรือเศษอาหารไหลออกมาได้สะดวก และป้องกันไม่ให้สำลักเข้าไปอุดตันในหลอดลม ที่สำคัญควรระวังเรื่องสภาพแวดล้อมขณะนั้น ควรอยู่บนพื้นราบ ป้องกันไม่ให้ลูกได้รับอันตรายอื่น ๆ จากการตกหรือล้มในขณะชักด้วย
           
  • สาม ต้องเช็ดตัวตลอดเวลา โดยใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเช็ดเน้นบริเวณตามข้อพับต่างๆ ของร่างกายทั้งแขนขา และค่อย ๆ เช็ดตัวลูก โดยเช็ดในทิศทางที่ย้อนเข้าหาหัวใจ เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ให้ความร้อนสามารถระบายออกได้ และควรถอดเสื้อหรือคลายให้หลวม ไม่ควรใช้น้ำเย็น หรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว
           
  • สี่ ต้องระวังอย่าให้ลูกกัดลิ้นตัวเอง พ่อแม่ควรใช้ด้ามช้อนที่หุ้มด้วยผ้านุ่มๆ สะอาดสอดเข้าไปในช่องปากของลูก เพื่อป้องกันการกัดลิ้นตัวเอง แต่ถ้าเด็กกำลังเกร็งและกัดฟันแรงมาก อย่าพยายามงัดปากเด็ก หรือใช้ช้อนกดลิ้น หรือใช้เศษผ้ายัดเข้าไปในปาก เพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่น ฟันหลุดหรือหักและหล่นลงไปอุดหลอดลม ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน
           
           สำหรับสิ่งที่ไม่ควรทำ
           
  • หนึ่ง ไม่ควรเขย่าตัวเด็กขณะที่เด็กกำลังชักเกร็ง เพื่อให้เด็กตื่นหรือรู้สึกตัว เพราะจะยิ่งทำให้เด็กชักมากขึ้น
           
  • สอง ไม่ควรป้อนสิ่งใดๆ ในขณะที่เด็กกำลังชักเกร็งเข้าทางปากเด็กโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งยาลดไข้ เพราะอาจทำให้สำลักได้
           
           จากนั้นเมื่ออาการชักสงบแล้ว รีบพาเด็กไปพบแพทย์ที่ใกล้บ้านที่สุด เพื่อให้คุณหมอทำการตรวจร่างกายของเด็กอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท และอาจต้องทำการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือเอ็กซเรย์ เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างถูกวิธี
           
           แต่ประเด็นที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องระมัดระวังมากขึ้นเมื่อลูกเคยผ่านการชักมาแล้ว ต้องสังเกตว่าอาการชักนานกว่า 15 นาที หรือมีอาการชักซ้ำ ๆ กันหลายครั้งภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีอาการไข้ หรือเมื่อมีอาการไข้ชักเฉพาะส่วนของร่างกาย ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที
           
           สำหรับเด็กที่เคยมีประวัติไข้ชัก มีโอกาสเกิดอาการชักซ้ำได้อีกประมาณร้อยละ 30 มักจะเกิดขึ้นภายในปีแรกหลังจากที่มีอาการไข้ชักครั้งแรก หากเด็กที่มีประวัติไข้ชักซ้ำเกินกว่า 2 ปีขึ้นไป โอกาสเสี่ยงของอาการไข้ชักซ้ำนั้นมีน้อยมาก
           
           ทั้งนี้ เด็กที่ชักจากไข้สูง ส่วนใหญ่มักไม่มีผลกระทบในอนาคตต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงสติปัญญาด้วย และมักไม่จำเป็นต้องกินยากันชักต่อเนื่อง เว้นแต่จะมีการชักซ้ำ หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง
           
           สอดคล้องกับงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรป ซึ่งติดตามเด็กที่เคยมีประวัติไข้ชักจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่พบว่าเด็กที่เคยมีประวัติไข้ชัก จะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติที่ไม่เคยมีประวัติไข้ชัก แต่…สิ่งสำคัญควรป้องกันไม่ให้ลูกไข้สูง วิธีเช็ดตัวเมื่อลูกมีไข้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้ลูกชักเพราะไข้ อาจกินยาลดไข้ร่วมด้วยทุก 4 ชั่วโมงก็จะช่วยได้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กต้องมีความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลเด็กค่ะ

  • ที่มา : http://www.manager.co.th