"โต้วาที"สากลระดับประเทศ พิสูจน์เด็กไทยไม่แพ้ต่างชาติ

ปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับการแข่งขันโต้วาทีสากล  ประจำประเทศไทย  ครั้งที่  4  หรือ  EU-Thailand   national intervarsity debate championship 2008 ที่จัดโดย British and American  studies  (BAS)  Programme และคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โดยในปีนี้จัดการแข่งขันกันที่หอประชุมเล็ก  ม.ธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์  และประกาศผลเมื่อวันที่  1 เม.ย. 2551 ความพิเศษสุดในการแข่งขันครั้งนี้  คงจะเป็นกรณีที่ BAS เปิดทางให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้ามาร่วมแข่งขันด้วยเป็นปีแรกนั่นเอง
          การแข่งขันจึงได้แบ่งออกเป็น  3  ประเภท  ได้แก่  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ระดับมือใหม่ (มหาวิทยาลัยปริญญาตรี) และระดับมหาวิทยาลัยปริญญาตรี  ลักษณะการแข่งขันแต่ละทีมจะมีนักโต้วาที   3 คน และดีเบตกัน 4 ครั้งต่อรอบ และใช้การโต้วาทีแบบ Asian Style Debating มีทีมที่เข้าแข่งขันทั้งสิ้น  64  ทีม แบ่งเป็นระดับ ม.ปลาย 19 ทีม และมหาวิทยาลัย 45 ทีม จาก 23 สถาบัน บรรยากาศการแข่งดีเบตรอบสุดท้ายระดับมหาวิทยาลัย  ซึ่งถือเป็นรุ่นใหญ่สุดเสร็จสิ้นเมื่อเวลา  15.00 น. ในวันประกาศผล เก้าอี้ภายในหอประชุมเล็กจึงคลาคล่ำไปด้วยนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่สนใจการโต้วาทีภาคภาษาอังกฤษนับ 100 คน
          และทีมผู้ชนะเลิศระดับมหาวิทยาลัย ได้แก่   นายโมฮัมเหม็ด  มาบรอก  อาซีซ (Mr.Mohamed Mabrouq  Azeez) และนาย ไมเคิล เมอกี ครอซ์ (Mr.Michael Mergy Krause) และ หลวงพี่ชัยณรงค์  สังสระน้อย นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ภาคอินเตอร์ ซึ่งพระชัยณรงค์ตัวแทนกลุ่มเปิดเผยว่า ชัยชนะที่ได้มาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือฟลุกแล้วได้รางวัลมา   เนื่องจากพวกเราและตัวแทนแข่งขันของ ม.มหิดล  ทุกคน  ล้วนทุ่มเทกับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ใน 1 อาทิตย์จะฝึกโต้ 3 ครั้ง ครั้งละ 4 ชั่วโมง ก่อนแข่งก็ฝึกทุกวัน  โดยคิดว่าการโต้วาทีก็เสมือนกีฬาด้านเหตุผล  ต้องใช้ทั้งสมอง  ฝึกพละกำลัง และอ่านให้มาก เรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ สิ่งที่ทำให้เราชนะก็คือการฝึกฝนอย่างเต็มที่
          ด้าน  โมฮาเหม็ด  กล่าวถึงชัยชนะที่ได้ว่า  เหนื่อยกันมากเพราะการแข่งขันอยู่ในช่วงสอบปลายภาคของมหาวิทยาลัยพอดี  แต่ด้วยความมุ่งมั่นก็ทำให้ประสบความสำเร็จ  รู้สึกดีใจ อีกอย่างสำหรับการแข่งโต้วาทีส่วนตัวคิดว่ากิจกรรมนี้ให้อะไรมากกว่ารางวัลที่ได้  การแข่งขันทำให้เรารู้จักอ่านมากขึ้น คิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น  และการพูดอย่างมีชั้นเชิงส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานหลายประการ  อย่างตนเรียน MBA การพูดพรีเซนต์งานต่อลูกค้าย่อมมีความสำคัญมาก หรือเมื่อดูข่าวในโทรทัศน์ก็จะรู้ว่าสิ่งที่นักการเมืองพูดกันเป็นความจริงหรือหลอกลวงผลประโยชน์จากชาวบ้าน
          “ในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติ  การเปิดกิจกรรมเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาสนใจการดีเบตสากลมากขึ้น  การให้เด็กได้มารู้เห็นและสัมผัสจริงย่อมส่งผลดี  หากจะให้มีการแพร่หลายและเด็กไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ควรจะมีการประชาสัมพันธ์หรือจัดเป็นหลักสูตรวิชาในชั้นเรียนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งโรงเรียนนานาชาติในไทยหลายแห่งก็เริ่มมีการบรรจุหลักสูตรดังกล่าวให้เด็กได้เรียนแล้ว”
          อีกทีมที่น่าจับตามองไม่แพ้กันก็คือ  ทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ส่งมาแข่งขันประเภทหน้าใหม่  2  ทีม  และได้รับรางวัลชนะเลิศกับรองชนะเลิศไปครองสมใจ ทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศประกอบด้วย
  พรหมพงศ์  ภควันต์วงศ์, ประธาน ธนานาถ และ ธนาคาร ลิ้มแดงสงวน ทั้งหมดเป็นนักศึกษาชั้นปีที่  2  คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ และมี Ms.Eunice M. Aclan อาจารย์ชาวฟิลิปปินส์เป็นโค้ชฝึกสอนให้  โดยพรหมพงศ์หรือเอี่ยม เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกที่ทางสถาบันได้เข้าร่วมประกวดโต้วาทีสากล  และถึงแม้จะเป็นครั้งแรกแต่ทุกคนก็เตรียมพร้อมมาอย่างดี  ใช้เวลา  1 เดือนก่อนแข่งขันฟิตซ้อมกันเต็มที่ และคาดหวังว่าจะได้ชัยชนะมาซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆ
          “ความกดดันย่อมมีเป็นธรรมดาเพราะเราเป็นทีมที่หน้าใหม่มาก  ทุกคนไม่เคยผ่านการโต้วาทีมาก่อนในชีวิต  จะบอกว่ารางวัลที่ได้มาเป็นพรสวรรค์ก็ไม่ใช่  เพราะหากไม่มีพรแสวงก็คงไม่มีวันนี้ เคล็ดลับในการคว้ารางวัลคือ  ต้องฝึกคิดนอกระบบแต่ให้มีเหตุผล  และห้ามยึดติดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายสนับสนุน  ความรู้ต้องกว้างพอที่จะโต้ได้ทั้งสองฝั่ง  มองให้กว้าง  และทำให้ดีที่สุด ซึ่งตนคิดว่ากิจกรรมดีๆ อย่างนี้  อยากชวนน้องๆ ให้มาเข้าร่วมเยอะๆ เพราะการโต้วาทีแบบสากลให้อะไรกับชีวิตเยอะมาก อย่างน้อยๆ ก็ประสบการณ์ และหากใครภาษาอังกฤษไม่ดีก็ฝึกกันได้ เรื่องความเชี่ยวชาญของภาษาเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้การโต้ได้คะแนนเพิ่ม  แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่หลักความคิดและการโน้มน้าว  และความกล้าในตัวเอง  ซึ่งการโต้วาทีสากลแตกต่างกับการโต้วาทีของไทยที่เน้นความบันเทิงมากกว่าเหตุผล”
          ทีมสุดท้ายที่ต้องบอกกล่าว  เพราะความน่าทึ่งก็คือ  ทีมของเด็กนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปทุมวัน ที่มีสมาชิกเป็น  3  สาวหน้าแฉล้ม นามว่า พนารัตน์ อานามวัฒน์ ลิลลี่ กิตติศรีกังงาน นักเรียนชั้น ม.6 และน้องนุชสุดท้อง  ณัฎฐา  นรารุจนีธนันต์ ชั้น ม.5 ลิลลี่ในฐานะตัวแทนกลุ่มบอกว่า ที่กลุ่มเข้ามาสมัครแข่งขันก็เพราะความสนใจด้วยตัวเอง  และอยากลองหาประสบการณ์    ผลการแข่งครั้งนี้แม้ว่าจะแพ้  Wells International School ได้เพียงรางวัลรองชนะเลิศ แต่ก็ภาคภูมิใจอย่างที่สุด
          ลิลลี่กล่าวต่อว่า  เรื่องภาษาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป  แม้ว่าทางเวลจะได้เปรียบมากกว่าเพราะเรียนและพูดเป็นภาษาอังกฤษตลอด  แต่สิ่งที่กรรมการแนะนำสำหรับกลุ่มของตนก็คือ การเตรียมข้อมูล วิธีการฝึกคิดและเรียบเรียงประเด็นที่น่าสนใจให้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างคล่องแคล่วและน่าเชื่อถือ ต้องยอมรับว่าครั้งนี้เตรียมตัวมาน้อยเกินไป  ในปีหน้าจะกลับไปฝึกรุ่นน้องที่สนใจให้หนักมากขึ้น  เพื่อจะคว้าแชมป์มาครองให้เป็นเกียรติแก่เด็กไทย ที่เรียนและพูดภาษาไทย
          เยาวชนของประเทศไทยทั้งหมดนี้  ล้วนเป็นความหวังและเป็นอนาคตอันสดใส ตามที่วัตถุประสงค์ของโครงการฯ  ตั้งใจจะผลิตนักโต้วาทีสากลของไทย สร้างองค์กรการดีเบตสากลให้ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา และไปสู้ในเวทีการโต้วาทีโลกกับเยาวชนจากนานาชาติได้อย่างไม่อายใคร.///////////////caption01 การเชือดเฉือนรอบสุดท้ายระดับมหาวิทยาลัย02 ทีม มจธ.น้องใหม่ไฟแรง ว่าอนาคตนักดีเบตสากลฝีปากกล้าของเมืองไทย03 3 สาวจากรั้วเตรียมอุดมฯ ลั่นครั้งหน้าไม่แพ้แน่!04 ด้วยความอุตสาหะ ทำให้ทีมจาก ม.มหิดล คว้าแชมป์ไปครอง////////

ที่มา : กรุงเทพฯ–5 เม.ย.–ไทยโพสต์