พ่อแม่หลายคนเริ่มปวดหัวกับลูกหลานที่สอนไม่เชื่อ พูดไม่ฟัง จนมองว่าการเลี้ยงลูกวัยรุ่นสมัยนี้เป็นเรื่องยาก ทว่าหากลองทำความเข้าใจกับธรรมชาติเด็กเสียใหม่จากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจพบหนทางที่เลี้ยงลูกวัยรุ่นได้อย่างมีความสุข ทำให้ลูกวัยรุ่นเติบโตไปมีคุณภาพและศักยภาพที่ควรจะมี
ในงานประชุมระดับชาติ เรื่องสุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 1 “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” จัดโดยภาคี 8 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯ ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี
พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวบรรยายเสวนา “การเลี้ยงลูกยุค Gen Z” ว่า เด็กยุคเจนแซด คือเด็กที่มีอายุระหว่างปี ค.ศ.1994-2010
“เด็กกลุ่มนี้เติบโตมากับการต้องมีโทรศัพท์มือถือ สื่อสารกับเพื่อนและสื่อสารตัวเองผ่านโซเชียล มีเดีย เป็นเด็กที่ไม่ค่อยออกนอกบ้าน สบายใจที่จะบอกเรื่องตนเอง เหล่านี้ทำให้เขามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำอะไรได้หลายอย่างพร้อมกัน ชอบตั้งคำถาม สมาธิสั้น ใจร้อน มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร มีปัญหาเรื่องวินัย และความอดทนต่ำ”
พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติอาจมองการกระทำเด็กแล้วรู้สึกขัดหูขัดตา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนี่คือ “ธรรมชาติ” ของเขา พญ.จิราภรณ์จึงแนะนำวิธีเลี้ยงลูกวัยรุ่นอย่างมีความสุข โดยยกผลงานวิจัยพ่อแม่อย่างไหนที่วัยรุ่นต้องการว่า พ่อแม่ต้องให้ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิต ซึ่งพ่อแม่มักคิดว่าการทำงานหนักเพื่อหาเงินให้ลูกคือการแสดงความรักและลูกต้องเข้าใจ แต่ในความเป็นจริงลูกมักมองว่าเรื่องการทำงานหาเงินเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้ว และสิ่งที่เขาต้องการมากกว่านั้นคือเวลากับความรัก
“ตรงนี้สามารถสร้างด้วยการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว รวมถึงการกอด ลูบหัว และจับไหล่ ดีกว่าการแสดงความรักด้วยการซื้อสิ่งของให้” พญ.จิราภรณ์ย้ำส่วนการเข้าใจวัยรุ่น พญ.จิราภรณ์แนะว่า พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าวัยรุ่นไม่ใช่ผู้ใหญ่ สมองเขา
ไม่ใช่ผู้ใหญ่ เขายังคิดวิเคราะห์ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ เพราะสมองส่วนหน้ายังพัฒนาได้ไม่ดี จนถึงอายุ 25 ปี
“วัยรุ่นจะมีพัฒนา การทางจิตสังคมเป็น ของตัวเอง เช่น ต้องการ ความเป็นอิสระ สนใจในรูปลักษณ์ตนเอง ต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อน และพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง ฉะนั้น หากวันหนึ่งลูกลุกขึ้นมาแต่งตัว โทรศัพท์คุยกับเพื่อน ติดเพื่อน เหล่านี้เป็นธรรมชาติด้านสังคมของเขาที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ ไม่ใช่มองว่าเป็นปัญหาและไปต่อว่าเด็ก
“สำหรับการรับฟังเด็ก พ่อแม่วัยรุ่นต้องรับฟังเด็กโดยอาจใช้วิธีพูดเชิงบวกเพื่อให้ลูกกล้าพูดออกมา แม้พ่อแม่บางคนจะบอกว่าลูกจะเล่าทุกเรื่องให้ฟังอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงหากพ่อแม่มีทัศนคติและคำพูดเชิงลบ ลูกก็ยังปิดบังเรื่องที่ไม่ได้ให้พ่อแม่ทราบอยู่ดี อาทิ เล่าว่าเพื่อนในห้องเรียนตั้งครรภ์วัยรุ่น แต่พ่อแม่ยังใช้คำพูดต่อว่าและบอกให้ลูกอย่าเอาอย่าง ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ด้วยการถามลูกว่า แล้วลูกคิดอย่างไร
“ทำให้ลูกรู้สึกดีกับตนเอง พ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกนับถือตนเอง ซึ่งตรงนี้สำคัญกว่าเรื่องไอคิว เพราะที่ผ่านมาพบว่า การไม่นับถือตนเองเป็นหลายๆ ปัญหาของวัยรุ่น เช่น ยาเสพติด ติดเกม ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย แต่หากเขารู้สึกนับถือตนเอง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะพยายามหาทางให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
“โดยพ่อแม่จะต้องทำให้เด็กรู้สึกมีคุณค่า มีความหมาย มีประสิทธิภาพ เช่น การเลี้ยงดูเชิงบวกที่ชื่นชม เอาใจใส่ รับฟังประสบการณ์จากความสำเร็จ ได้รับความรักจากพ่อแม่ พูดด้วยการให้เกียรติ
“เพราะเด็กที่อยู่กับคำพูดที่เป็นเชิงลบบ่อยๆ อาทิ ขี้เกียจ เด็กจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพราะเด็กจะซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก ขณะที่สังคมไทยจะพ่วงคำว่าเด็กดี เด็กเก่งไว้ด้วยกันโดยวัดที่ข้อสอบ ทำให้เมื่อเด็กทำข้อสอบไม่ได้จะถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ดี ไม่ฉลาด ทั้งที่ เขาอาจมีความฉลาดด้านอื่นก็ได้”
ส่วนเรื่องความคาดหวังต่อตัวลูก พญ.จิราภรณ์แนะว่า ควรเป็นความคาดหวังในระดับที่เหมาะสม
“พ่อแม่ต้องคิดว่าลูกไม่ใช่สมบัติของเรา เขามาเพื่อผ่าน เสมือนการปลูกต้นไม้ที่พ่อแม่ทำหน้าที่รดน้ำพรวนดินให้ปุ๋ยตัดแต่ง ซึ่งก็ไม่อาจบอกได้ทั้งหมดว่า ต้นไม้จะเติบโตไปเป็นอย่างไร เพราะอีกส่วนก็อยู่ที่ต้นไม้เองด้วย ฉะนั้นแม้จะเลี้ยงดูมาดีสักเพียงใด ก็ควรตั้งความหวังที่เหมาะสมด้วย พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกใช้ชีวิตด้วยตนเองบ้าง การทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก ไม่ให้ลูกเผชิญสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ลูกจะไม่เกิดการเรียนรู้”
พญ.จิราภรณ์ทิ้งท้ายว่า เทรนด์พ่อแม่ตอนนี้มักปฏิบัติกับลูกเหมือนเพื่อน ซึ่งความเป็นเพื่อนควรมีเพื่อให้ลูกอยากปรึกษาได้ แต่พ่อแม่ต้องไม่ใช่เพื่อน เพราะเพื่อนไม่มีอำนาจระหว่างกัน ไม่มีความเกรงใจเคารพต่อกัน ฉะนั้นต้องมีการคุยเรื่องกฎกติกาของบ้าน
อย่างไรก็ดี เมื่อมองปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ่อแม่ต้องช่วยลูกสร้างทักษะชีวิต เพราะบางคนไอคิวดี แต่เรื่องทักษะชีวิตไม่ดี ต้องฝึกให้เด็กรู้จักทักษะปฏิเสธ ขณะเดียวกันพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย
บรรยายใต้ภาพ
พญ.จิราภรณ์
–จบ–
–มติชน ฉบับวันที่ 16 ก.ย. 2557 (กรอบบ่าย)–
