เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กไฮเปอร์
เวลาที่เจอเพื่อนๆ เล่าถึงพฤติกรรมลูก คำหนึ่งที่ได้ยินอยู่เสมอๆ คือ ลูกเป็นเด็กไฮเปอร์ ตอนแรกก็ยังไม่ เข้าใจ คิดว่าเป็นเด็กที่ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว อยู่ไม่นิ่ง แต่เป็นความคิดไปในเชิงบวก ต่อมาก็ได้ยินคำว่า สมาธิสั้น ซึ่งก็นึกว่าเป็นเด็กไม่นิ่ง อยู่เฉยๆ ไม่เป็น และก็ไม่คิดว่าไฮเปอร์กับสมาธิสั้นจะเป็นเรื่องเดียวกัน จนกระทั่งมี คุณครูได้ถามความคิดเห็นทางเว็บไซต์เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กไฮเปอร์ ว่าเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือไม่ พอดีได้พบข้อมูลในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันพุทธที่ 13 กันยายน 2549 หน้า 25 คอลัมน์ คุยกับหมอ โดย พญ.อังคณา ว่องวงศ์ศรี จากสมาคมโรงพยาบาลเอกชน THE PRIVATE ASSOCIATION จึงขออนุญาตนำ
ข้อความดังกล่าวมาเผยแพร่ เพื่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถสังเกตเห็นและช่วยเหลือลูกได้ ทันท่วงที
โรคสมาธิสั้นหรือ (Hyperativity Disorder) ถ้าอ่านแล้วยังรู้สึกงงๆ อยู่ล่ะก็น่าจะเคยได้ยินที่ใครๆ เขา เรียกว่า “เด็กไฮเปอร์” กันมาบ้างนะคะ สำหรับโรคสมาธิสั้นจัดเป็นความผิดปกติทางพฤติกรรมประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยจะต้องมีอาการสำคัญร่วมกัน 3 อย่าง ดังนี้ อาการขาดความสนใจหรือขาดสมาธิ อยู่ไม่สุข ซุกซนผิดปกติ และหุนหันพลันแล่น โดยอาการมักเกิดก่อนอายุ 4 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี
พ่อแม่ผู้ปกครองบางท่านที่รู้สึกว่าบุตรหลานของตนซุกซนมาก อยู่ไม่สุข และกังวลใจว่าบุตรหลานจะ เป็นโรคนี้ ควรเข้าใจว่า ตามปกติเด็กจะมีความซุกซนอยู่ไม่สุขอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงไม่ควรเก็บมากังวล จนเกินไป สำหรับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะต้องมีความซนผิดปกติ ซึ่งแตกต่างจากความซุกซนตามปกติของเด็ก ทั่วไป นั่นคือ เด็กไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ ต้องขยับตัวไปมา มักจะวิ่งไปรอบๆ หรือปีนขึ้นไปในที่ที่ไม่ควรปีน ไม่ สามารถเล่นหรือทำงานอยู่เงียบๆ ได้ พูดมากและส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น นอกจากนั้น เด็กสมาธิสั้นจะเป็นเด็กที่ ขาดสมาธิทั้งในเวลาเล่นและทำงาน จึงไม่สามารถจำรายละเอียดหรือรวบรวมงานที่ทำให้เป็นระบบได้ มักลืม กิจวัตรประจำวัน สนใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ยาก ขณะพูดคุยเด็กจะเปลี่ยนเรื่องเร็วและใจไม่จดจ่ออยู่กับการสนทนา เด็กสมาธิสั้นยังขาดการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเด็กจะแสดงออกมา อดทนไม่เป็นหรือไม่สามารถรอคอยได้ หุนหัน มักจะแย่งพูดหรือแย่งทำ ดังนั้น ถ้าหากบุตรหลานของท่านมีอาการดังกล่าวมาข้างต้นอาจแสดงว่าเขากำลัง ถูกคุกคามด้วยโรคนี้อยู่ก็ได้ ส่วนสาเหตุของโรคสมาธิสั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับ พันธุกรรม ผลจากพัฒนาการ ทางสมองที่ไม่สมบูรณ์ ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง รวมทั้งการที่มารดาเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะคลอด และโรคบางอย่างที่เกิดกับเด็ก เช่น โรคสมองอักเสบ โรคของต่อมไทรอยด์ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของโรคได้ เช่นเดียวกัน
สำหรับการรักษาโรคสมาธิสั้นนั้น ต้องเริ่มจากความเข้าใจของญาติมิตร หรือบุคคลภายในครอบครัว ที่ต้องยอมรับว่าเด็กมีอาการเจ็บป่วย และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขพฤติกรรม โดยแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นผู้ แนะนำเกี่ยวกับการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เพราะเด็กต้องเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์และระเบียบ วินัย ควรให้รางวัล หรือคำชมเชยเมื่อเด็กประพฤติตัวดี นอกจากนั้น การรักษาด้วยยาก็มีความจำเป็นในการควบคุมพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในโรคสมาธิสั้นพบว่า ร้อยละ 80 ของเด็กมีอาการดีขึ้นมากภายหลังรับประทานยา โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตัวยาที่เหมาะสม อย่างไรก็ ตาม ยาแต่ละตัวมีผลข้างเคียงที่ต้องระมัดระวัง เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ มีพิษต่อตับ หรือมีอันตรายต่อหัวใจ เป็นต้น จึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ที่มา : http://www.thaigifted.org/general/pdf-gT/gT-500321.pdf
