บทเพลงหน้าที่เด็ก ซึ่งคุ้นหูเรา ๆ ท่าน ๆ กันเป็นอย่างดี เพราะเมื่อวัยเด็กพวกเราก็ได้รับการให้ท่องจำ และเป็นเพลงที่เด็กไทยสามารถร้องได้ทุกคน ดูจากเนื้อหาสาระแล้ว ถ้าเด็ก ๆ สามารถปฏิบัติได้ตามนี้ก็คงดีทีเดียว หลายต่อหลายเรื่องราวปัญหาสังคมคงไม่วุ่นวายมากมายเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่…ยุคสมัยปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับไม่เคยได้ยินเพลงนี้ ดิฉันเองก็ลองสอบถามเด็ก ๆ จากหลายโรงเรียน กลับได้รับคำตอบว่าไม่รู้จัก แม้กระทั่งลูกชายทั้ง 2 คนของดิฉันเอง เดือดร้อนสิคะ…ต้องร้องให้เขาฟังกันจ้าละหวั่น กว่าจะฟื้นความจำเรื่องเนื้อร้องที่ถูกต้องก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันค่ะ ทั้งที่เด็ก ๆ ยุคนี้มีความสามารถกันค่อนข้างเยอะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแสดงออกที่เรา ๆ ท่าน ๆ ก็คงเห็นกันเกลื่อนทีวีเมืองไทย และเกิดคำถามมากมายว่าเด็ก ๆ สมัยนี้เก่ง ๆ กล้า ๆ กันทั้งนั้นเลย นึกย้อนไปถึงวัยเด็กเมื่อมีอายุประมาณหนูน้อยทั้งหลายที่อนุมานเอาว่าประมาณชั้นประถมศึกษาตอนต้นเท่านั้น ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า โห..สมัยเราเมื่อตัวเท่านี้นั่งทำอะไรอยู่นะ !! ดิฉันออกไปทางซื่อบื้อด้วยซ้ำ ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว อาจจะเป็นเฉพาะตัวเองก็ได้ เพราะเอามาตรฐานตัวเองวัดว่า เมื่อสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กวัยประมาณลูกชายคนโตวัย 8 ขวบในปัจจุบัน เรารู้สึกว่า เรายังไม่ประสีประสาด้วยซ้ำ ยังวิ่งเล่น และเน้นเรื่องความสนุกสนานเป็นหลัก อะไรที่ชักจะออกนอกลู่นอกทาง หรือเริ่มสนใจเรื่องที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน ก็จะได้รับคำตอบประมาณว่า “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว” อย่างที่ดิฉันเขียนผ่านคอลัมน์นี้ล่ะค่ะ ว่าเหตุการณ์สถานการณ์บ้านเมืองที่อุณหภูมิร้อนแรงขึ้นทุกขณะ เราสามารถนำไปสอนลูกหลานได้มากมายหลายเรื่องทีเดียว และครอบครัวของเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ค่ะ ดิฉันนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ที่โรงเรียนประถมสาธิตละอออุทิศ ต้องการสื่อให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาได้เรียนรู้จริงผ่านการปฏิบัติ ซึ่งมีการจำลองให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสใช้สิทธิในการเลือกตั้งประธานนักเรียน โดยมีการกำหนดคุณสมบัติให้เด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิสมัคร พร้อมด้วยทีมงานในแต่ละฝ่าย ที่สำคัญต้องมีนโยบายในการทำงานที่ชัดเจนด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการหาเสียงหลากหลายรูปแบบ ทั้งปิดป้ายประกาศโฆษณา ทั้งเดินสายไปพบน้องประถม 1 – 3 รวมถึงขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่สร้างความคึกคักให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถมรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นหน่อยกองเชียร์และสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งคอยสอดส่องดูแลให้ผู้สมัครปฏิบัติตามเงื่อนไข และดูแลความเรียบร้อยไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ประหนึ่งว่าเป็นการจำลองการเลือกตั้งเสมือนสนามใหญ่ โดยให้เด็ก ๆ ชั้นประถม 1 – 4 เป็นผู้มีสิทธิเข้าไปกาคะแนนเลือกตั้งภายในคูหาที่จัดไว้ ที่น่าสนใจก็คือบทสรุปการเลือกตั้งของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา สะท้อนภาพการเลือกตั้งระดับชาติได้เป็นอย่างดี ! หนึ่ง – ผู้ชนะการเลือกตั้ง คือผู้ที่สัญญาว่าถ้าใครเลือกเขา เขาจะเลี้ยงส้มตำไก่ย่างทุกคน สอง – ผู้ชนะการเลือกตั้ง สัญญาว่าจะขุดอุโมงค์ใต้ดิน เพื่อทำให้พี่ประถม 3 – 4 สามารถไปหาน้องประถม 1 – 2 ได้ ผลปรากฏว่าเด็กคนนี้ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น และได้เป็นประธานนักเรียนสมใจ แต่พอเอาเข้าจริงน้อง ๆ ที่เลือกพี่คนนี้ก็ยังไม่ได้กินส้มตำไก่ย่างจนถึงวันนี้ อย่าพูดถึงเรื่องอุโมงค์ใต้ดินเลย เพราะไม่สามารถทำได้ย่างแน่นอน ดิฉันชอบเรื่องราวนี้เป็นอย่างมาก แม้จะเกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ถือว่าสะท้อนภาพการเมืองใหญ่ได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อได้สนทนา ผศ.ดร.นภเนตร ธรรมบวร อาจารย์เจ้าของไอเดียการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ สามารถวิเคราะห์โดยสรุปจากสถิติได้ดังนี้ น้องประถม 1 จะเลือกพี่ประถม 4 คนนี้เป็นจำนวนมากที่สุด น้องประถม 2 จะคิดมากขึ้น เริ่มสงสัยว่าพี่ประถม 4 จะทำได้จริงเหรอ แต่เอาน่า…ได้กินส้มตำไก่ย่างก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้กินอะไร ฉะนั้นจำนวนที่เลือกพี่คนนี้ก็ลดลง ส่วนประถม 3 คิดมากหน่อย คิดว่าพี่ประถม 4 ไม่น่าจะทำได้จริง ฉะนั้นจะเลือกนโยบายของพรรคและคำนึงถึงทีมงานมากกว่า ส่วนพี่ประถม 4 ก็เข้าข่ายประมาณว่าจะรู้จักนิสัยใจคอเพื่อนด้วยกัน และจะคิดวิเคราะห์ได้ชัดเจนว่า ไม่มีทางที่จะขุดอุโมงค์ได้ พอเหตุการณ์ผ่านไป บทเรียนของการเลือกตั้งครั้งแรกของโรงเรียนก็คือ เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป เด็กนักเรียนก็จะคิดมากขึ้น และคำนึงถึงนโยบายว่าทำได้หรือเปล่า รวมทั้งคำนึงว่าเมื่อรุ่นพี่หาเสียงต้องคำนึงด้วยว่า พอถึงเวลาอาจไม่รักษาสัญญา ฉะนั้น พอมีการเลือกตั้งครั้งต่อมา ปรากฏว่ากลุ่มเด็กเดิมๆ ก็ไม่เลือกรุ่นพี่คนเดิม แต่อาจจะได้คะแนนเสียงจากน้องประถม 1 เข้ามาใหม่ ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกชายทั้งสอง เพราะมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งด้วย แม้เขาทั้งสองจะมีข้อจำกัดในการรับรู้เรื่องประชาธิปไตยด้วยวัยของเขา แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะต้องเรียนรู้ตั้งแต่เล็ก การเมืองเป็นเรื่องที่เราสามารถสอนให้ลูกเข้าใจได้ ไม่ควรไปห้ามว่า เด็กอย่าไปยุ่งกับการเมือง เมื่อสมัยเราเป็นเด็ก เรามักจะถูกผู้ใหญ่บอกว่า “ไม่ใช่เรื่องของเด็ก อย่าไปยุ่ง” เวลาดิฉันสงสัยเรื่องราวที่เกี่ยวกับบ้านเมือง ก็มักจะได้รับคำตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” แต่ถึงทุกวันนี้เราคงรู้แล้วใช่ไหมคะว่า เรื่องของบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก เรื่องของประชาธิปไตยสามารถสร้างได้ตั้งแต่อยู่ในบ้าน และที่สำคัญ เขาควรจะเรียนรู้ถึงเรื่อง “หน้าที่เด็ก” และเป็นการเรียนรู้เรื่องความหมายมิใช่เพียงแค่ท่องจำ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ พ้นจากห้องเรียนของลูก ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะตัดสินได้ดีกว่านี้ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกพกนโยบายลดแลกแจกแถมอีก สังคมก็คือห้องเรียนห้องใหญ่นั่นเอง
โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน – ผู้จัดการออนไลน์
|