อารมณ์ขันมีอยู่ใน มนุษย์ทั่วทุกคน และอารมณ์ขันส่วนมากจะสร้างความสบายใจ ความพึงพอใจให้กับผู้มีอารมณ์นี้ ความประหลาดอย่างหนึ่งของอารมณ์ขัน คือ ถ้าจะกล่าวถึงอารมณ์ขันเป็นวิชาการแล้วอารมณ์ขันจะหดหายไป การศึกษาอารมณ์ขัน เมื่อยามไม่มีอารมณ์ขันจึงลำบากมากและผู้ที่มีอารมณ์ขันน้อยอยู่แล้วยิ่ง ลำบากมากที่จะศึกษาถึงเรื่องอารมณ์ขัน เพราะถ้าจะศึกษาเรื่องนี้ต้องสามารถสร้างสถานการณ์ของการมีอารมณ์ขันขึ้นให้ ได้จึงจะสามารถทำการศึกษาได้ การใช้อารมณ์ขันในการสอนหรือการพูดในที่ชุมชน เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ครู อาจารย์ หรือผู้พูดสร้างขึ้นได้ และผู้เรียนหรือผู้ฟังมักจะนิยมในตัวผู้พูดที่สร้างอารมณ์ขันให้พวกเขาได้ หัวเราะกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเรียนที่มีบรรยากาศของวิชาการที่คร่ำเคร่งและ เนื้อหาวิชาที่ยากซับซ้อน ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือความชอบในการเรียนรู้อีกด้วย
ดังนั้นจึง พบเห็น ครู-อาจารย์ ที่นักศึกษาชื่นชอบ หรือ นักการเมือง ที่มีคนนิยมมาก หรือมีแฟนประจำมากซึ่งเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่ามี “แม่ยก” มากจะมีลีลาการพูดที่ใช้อารมณ์ขันสร้างบรรยากาศของการพูดให้ผู้ฟังสนุกสนาน ด้วย
วิทยาการของอารมณ์ขัน
ถ้าจะกล่าวว่าคนไทย เป็นชนชาติที่มีอารมณ์ขันมากอาจจะมีข้อโต้แย้ง เพราะมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาก็จะมีอารมณ์ขันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละชนชาติอีก ด้วย สังเกตได้จากเรื่องตลกที่สร้างอารมณ์ขันของชาติต่าง ๆ ตลกฝรั่งจะเรียกว่า ตลกฝืด ๆ สำหรับคนไทยและบางครั้งไม่สร้างอารมณ์ขันให้กับคนไทยเลย นอกจากนั้นยังมีตลกแขก ตลกจีน ตลกญี่ปุ่น อีกมากมายที่คนไทยไม่ตลกด้วย และเรื่องตลกขบขันของไทยในทางกลับกันก็ไม่เป็นที่ตลกของชนชาติอื่น
อาจ จะสรุปได้พอสังเขปว่า อารมณ์ขันของมนุษย์มีปัจจัยทางด้านสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา อันได้แก่ ภาษา ประเพณี วัฒนธรรม เชื้อชาติ และอื่น ๆ ที่ชนชาตินั้นมีอยู่หรือเป็นอยู่ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้อารมณ์ขันของมนุษย์ในแต่ละชนชาติแตกต่างกันไปบ้าง อารมณ์ขันของคนไทยมีปรากฏเป็นหลักฐานให้เห็นมานานทั้งในรูปของการบอกกล่าว เล่าต่อกันมาประเพณีและวรรณคดีของไทยผูกพันกับอารมณ์ขันของคนไทยอย่างมาก เช่น หลายตอนในวรรณคดีของไทยเรื่องพระอภัยมณี เรื่องระเด่นลันได เรื่องพระมะเหลเถไถ ถอดอารมณ์ขันของไทย แสดงถึงนิสัยใจคอคนไทย ที่มีทั้งอารมณ์ขันและขี้เล่น เมื่อชาวต่างชาติมาศึกษาลักษณะของสังคมไทย จะแสดงให้เห็นได้ชัดในรายงานของพวกเขาต่อเอกลักษณ์ของคนไทยที่มีนิสัยรัก สนุก ไม่มีความทุกข์ ยิ้มได้ตลอดเวลาจนเรียกว่าสยามเมืองยิ้ม
อารมณ์ ขันของคนไทย มีให้พบเห็นทุกวันในอดีตเคยมีผู้จัดรายการวิทยุเรียกว่า รายการ “ขำขัน”เป็นที่นิยม และประชาชนไทยเกือบทุกคนได้ฟังรายการนี้ ปัจจุบันมีเทป ซีดี ตลกวางขายตามท้องตลาด ในร้านอาหารมีคณะตลกที่เรียกว่า “ตลกคาเฟ่” ไปให้ความสำราญบนแผงหนังสือมีหนังสือ “ขายหัวเราะ” “ซื้อหัวเราะ” และอื่น ๆ ที่สร้างอารมณ์ขันอีกมากมาย รายการโทรทัศน์ในปัจจุบันก็มีรายการที่ให้ความบันเทิงและสร้างอารมณ์ขัน เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นบนท้องถนนจะพบเห็นตามท้ายรถบรรทุกหรือแม้แต่รถยนต์ส่วนบุคคลก็ มีข้อความสร้างความขบขันให้กับผู้อ่านเสมอ เช่น “ดีใจจังคันหลังก็ลาว” “กูนึกแล้วว่ามึงต้องอ่าน” และเรื่องตลกที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน หรือในโรงเรียนได้ถูกนำมาสร้างความขบขันไว้ในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย
อาจารย์ หทัย ตันหยง อดีตเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) ได้รวบรวมประวัติความเป็นมาของวิทยาการอารมณ์ขัน ไว้ในหนังสือ “การปรุงรสการสอนด้วยอารมณ์ขัน” พอสรุปได้ดังนี้
ในสมัยกรีก เรียกการร้องตลกขบขันน่าหัวเราะว่า Komos ในสมัยเจ้าผู้ครองแคว้น Syracuse มีพวกที่ร้องเพลงหยาบโลนล้อเลียนเสียดสีสังคมในงานมหกรรมต่าง ๆ ผู้คนเรียกพวกนี้ว่า Komos ต่อมา นักเขียนชื่อ Aristophanes (450-385 ก่อน ค.ศ.) ได้นำเรื่องของพวก Komos ไปแต่งเป็นละครไม่ให้หยาบโลนมากนัก และเป็นที่นิยมของชาวกรีกในสมัยนั้นมาก นอกจากนั้นยังมีนักแต่งบทละครชาวกรีกอีกคนหนึ่งชื่อ Menander (342-292 ก่อน ค.ศ.) ได้แต่งบทละครอารมณ์ขันขึ้น
Plato ได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดที่ชวนให้ขันได้ต้องไม่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยหรือการได้ทุกข์ของใคร”
และ Aristotle ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อคนใดกำลังได้เห็นเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งอยู่ แล้วเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนลักษณ์ไปอย่างฉับพลันทันทีคนที่เห็นเหตุการณ์ก็จะ เฮฮาขึ้นทันที”
และ “สุขนาฏกรรม คือ ความบกพร่องหรือความน่าชัง แต่ไม่ร้ายกาจถึงขนาดที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดร้าว ส่วนผู้หัวเราะนั้นจะอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า”
ในสมัยโรมันเมื่อเข้า ครอบครองกรีก นักเขียนชาวโรมันชื่อ Terrence และ Plautus ได้นำบทละครของกรีกมาปรับปรุงใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 และ 3 ตามลำดับ บทละครโรมันในยุคแรกๆ นี้เป็นต้นแบบของบทละครประเภท Comedy ดังนั้นคำว่า Comedy จึงมีความหมายถึง บทละครเบาสมองและสนุกขำขันตั้งแต่นั้นมาจนถึงยุค Renaissance ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 และมีบทละครของ Shakespeare และของศิลปินอื่น ๆ อีกมาก ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 James Swinnerton นักเขียนอเมริกันได้นำผลงานที่เขียนเป็นเรื่องราวตลกขบขันออกเผยแพร่ เรียกผลงานนี้ว่า Comic วรรณกรรม Comic ดัดแปลงมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของเทวสถานต่าง ๆ ผลงานอารมณ์ขันเหล่านี้แสดงออกเป็นรูปลายเส้นที่เรียกกันภายหลังว่า การ์ตูน (Cartoon)
การ์ตูน หมายถึง ลายเส้นที่เขี่ยนขึ้นง่ายๆ และการ์ตูนในปัจจุบันได้วิวัฒนาการออกไปใช้ล้อเลียนสร้างอารมณ์ขันในสภาพ การณ์ต่างๆ ได้อย่างดี เช่น การ์ตูนการเมือง การ์ตูนเรื่องหรือ Comic Strips การ์ตูนตลก (Gag Cartoons) และการ์ตูนที่นำมาใช้ในกิจการของการเรียนการสอนในสถานศึกษาเรียกว่าเป็น Visual Aids Cartoons และ Pattern Cartoons จุดประสงค์ไม่เพียงเพื่อต้องการสร้างอารมณ์ขันเท่านั้น ยังใช้ในการกระตุ้นผู้เรียนหรืออภิปรายบทเรียน สรุปบทเรียน และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งการใช้การ์ตูนนี้ก็มีส่วนสัมพันธ์กับความชอบและอารมณ์ขันที่มีอยู่ใน ตัวผู้เรียนที่เรียกว่า Sense of Humour ซึ่งผู้ส่งและผู้รับต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน จึงจะสื่อความหมายได้ ทฤษฎีอารมณ์ขันนั้นมีมาก เช่น ทฤษฎีเกี่ยวกับความสมดุลทางสรีรศาสตร์ ทฤษฎีว่าด้วยความไม่สมดุลของการรับรู้ ทฤษฎีว่าด้วยสภาวะที่แตกต่างกัน ทฤษฎีว่าด้วยการผ่อนคลายความเครียด ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ความรู้สึกเป็นของเล่น การชำระอารมณ์ เป็นต้น ล้วนแล้วแต่พยายามอธิบายถึงมูลเหตุของอารมณ์ขันและจำแนกประเภทของอารมณ์ขัน
ประเภท ของอารมณ์ขัน
อาจารย์หทัย ตันหยง อ้างถึง นอ.แย้ม ประพัฒน์ทอง ในหนังสือ “หัสสรส” อ้างปราชญ์โบราณจัดลำดับของอารมณ์ขันของมนุษย์ไว้ 6 ระดับ ดังกล่าวไว้ในคัมภีร์สุโพธาลังการ อลังการศาสตร์ ดังนี้
1. อารมณ์ขันที่แสดงด้วยดวงตาที่เบิกบาน
2. อารมณ์ขันที่แสดงด้วยการหัวเราะยิ้มแย้มเห็นไรฟัน
3. อารมณ์ขันที่แสดงด้วยอาการหัวเราะส่งเสียงดัง
4. อารมณ์ขันที่แสดงด้วยอาการหัวเราะงอหาย
5. อารมณ์ขันที่แสดงด้วยอาการหัวเราะจนน้ำตาไหล
6. อารมณ์ขันที่แสดงด้วยอาการหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
และคัมภีร์นี้ ยังได้กล่าวอีกว่า อารมณ์ขันที่ 1-2 เป็นของบุคคลระดับสูง ลำดับ 3-4 เป็นของบุคคลชั้นกลาง และลำดับ 5-6 เป็นของบุคคลทั่วไป
นอกจากนี้ การรับอารมณ์ขันยังแสดงถึงลักษณะนิสัยของคนในการประชุมระหว่างชาติว่าด้วย อารมณ์ขัน ณ ประเทศอังกฤษเมื่อ ปี ค.ศ.1976 นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้ชื่อว่ามีอารมณ์ขันมากกว่าชาวยุโรป โดยอ้างทฤษฎีของนักจิตวิทยาคนสำคัญคือ Heri Bergson และ Sigmund Frued สรุปได้ว่า
1. บุคคลที่มีนิสัยเรียบร้อย ละเอียดอ่อน ปัญญาดี มนุษยสัมพันธ์ดี กล้าหาญ มีจุดยืนของตนเอง กล้าตัดสินใจ บุคคลประเภทนี้จะนิยมชมชอบอารมณ์ขันหรือแนวตลกที่แฝงอารมณ์ทางเพศแบบสองแง่ สองง่าม
2. บุคคลที่ทำงานหนัก มีความขยันขันแข็ง มานะ อดทน มีความตั้งใจ และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง บุคคลประเภทนี้จะชอบอารมณ์ขันหรือตลกที่เกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างชัดแจ้ง
3. บุคคลที่มีนิสัยร่าเริงเบิกบาน ชอบสนุก มักจะมีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ บุคคลประเภทนี้จะนิยมชมชอบอารมณ์ขันประเภทเฮฮา ไร้สาระไม่เป็นเรื่องเป็นราว หรือประเภทตลกไม่เอาแก่นสาร
4. บุคคลที่เคร่งครัดในศีลธรรม จรรยา ซื่อสัตย์ ไม่ชอบความอยุติธรรมในสังคม บุคคลประเภทนี้จะชอบอารมณ์ขันประเภทเสียดสี เหน็บแนม เย้ยหยัน
5. บุคคลที่ชอบมีเกียรติ มีอำนาจ ดำรงตำแหน่งมีฐานะ มียศศักดิ์ บุคคลประเภทนี้จะนิยมชมชอบอารมณ์ขันหรือตลกที่รุนแรง ด้วยการประณาม หรือ ลบหลู่ดูถูก เหยียดหยาม
6. บุคคลที่มีนิสัยรักความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายไม่เคร่งครัดต่อแบบแผนของ สังคมมักจะละเมิดหย่อนยานต่อระเบียบวินัย บุคคลประเภทนี้จะนิยมชมชอบอารมณ์ขันเกี่ยวกับข้อบกพร่องขาด ๆ เกิน ๆ เช่น หัวล้าน ขาเป๋ มือหงิก ปากเบี้ยว เป็นต้น
7. บุคคลที่มีนิสัยจริงจังต่อชีวิต แก่อุดมการณ์ใจกล้าไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ บุคคลประเภทนี้จะชอบอารมณ์ขันหรือตลกประเภททุกข์โศกชวนขัน มีอารมณ์ขัน แม้แต่เรื่องความตาย ความหายนะต่างๆ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเศร้าแต่ประการใด
จากผลของการศึกษาดัง กล่าวจะเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ขันกับเรื่องเพศ และเรื่องราวเกี่ยวกับเพศได้นำมาใช้เป็นเรื่องตลกสร้างอารมณ์ขันอยู่มาก แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่การสร้างอารมณ์ขันนั้นไม่จำเป็นต้องนำเรื่องราวเกี่ยว กับเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับอารมณ์ขันที่จะนำมาใช้ในห้องเรียนนั้น ควรเป็นอารมณ์ขันอย่างสุภาพ คงไว้ซึ่งลักษณะของปัญญาชน และมารยาทอันดีงาม ไม่ใช้คำหยาบ คำต่ำ คำลามกอนาจาร คำผวน คำด่าทอ ไม่ชี้ชวนไปทางเพศ ส่อเสียดผู้อื่น อารมณ์ขันแบบปัญญาชนนี้สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้
1. การหักมุมโดยไม่คาดคิด เช่น หลังจากเลิกเรียนนักศึกษาถามอาจารย์ว่า “อาจารย์จะออกอะไรครับ?” อาจารย์ตอบว่า “จะออกข้อสอบ”
2. การเล่นคำ เช่น นักศึกษาที่เรียนภาคค่ำมักจะทำงานตอนกลางวัน และเมื่อเลิกงานแล้วก็จะไปเรียนหนังสือ ซึ่งจะเริ่มเวลาประมาณ 17.00 น. นักศึกษาที่อยู่ไกลจะมาไม่ทันตามเวลาที่จัดไว้ จึงเรียกว่าพวก “สายอาชีพ” หมายถึงพวกมาสายเป็นประจำและสอดคล้องกับคุณสมบัติของนักศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากการเรียนสายวิชาชีพ วันหนึ่งอาจารย์ถามว่า “ใครสายอาชีพบ้าง” นักศึกษาทุกคนมองไปหาคนที่มาสายเป็นประจำ ซึ่งความจริงแล้วอาจารย์หมายถึง ใครที่เรียนมาทางสายวิชาชีพและมีวุฒิ ปวช. ปวส. บ้าง นักศึกษาตอบว่า “ยังมาไม่ถึงครับ”
3. การล้อเลียน เมื่อก่อนถ้าอยากจะเป็น “คอม” ก็เข้าป่า แต่ปัจจุบันถ้าอยากเป็น “คอม” ก็ต้องมาเรียนจึงจะได้ (ค.อ.ม. = ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต)
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอารมณ์อีกมาก เช่น การอ้างอิงนิยามหรือเรื่องเล่าสืบต่อกันมาก็สามารถจะนำมาสร้างอารมณ์ขันแบบ ปัญญาชนที่นำไปใช้ในห้องเรียนได้ ส่วนการใช้อารมณ์ขันแบบเกินจริงแบบสองแง่สองง่าม แบบเสียดสีเหน็บแนม แบบวกเวียน สับสน และการแสดงท่าทางตลกของครูหรืออาจารย์ผู้สอนไม่แนะนำให้มาใช้ในห้องเรียน เพราะอาจจะเกิดผลข้างเคียงของการใช้อารมณ์ขันที่ไม่พึงประสงค์ได้ การใช้อารมณ์ขันในห้องเรียนนั้นไม่เพียงเพื่อความสนุกสนาม บันเทิงใจเท่านั้น เพราะมีผู้บรรยายบางท่านสามารถสร้างอารมณ์ขันให้ผู้ฟังหัวเราะได้บ่อยๆ ตลอดเวลาของการบรรยาย และเมื่อจบการบรรยาย ผู้ฟังจับประเด็นเนื้อหาสาระไม่ได้เลยเพราะใช้อารมณ์ขันฟุ่มเฟือยเกินไป อารมณ์ขันควรนำมาเพื่อสร้างสำนึกต่าง ๆ ของการเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างแรงจูงใจและเสริมแรง รักษาบรรยากาศของการเรียน แก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ลดภาวะตึงเครียดของชั้นเรียนบรรเทาความโกรธเคือง รักษาระเบียบวินัย สร้างเสริมกิจกรรมการเรียน เพิ่มพลังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกของความรับผิดชอบ และขยายความชัดเจนของเนื้อหาวิชาอีกด้วย
อารมณ์ขันในห้องเรียน
อารมณ์ ขันกับการสอนในห้องเรียนมีอยู่ในสถานการณ์ของการเรียนรู้ตลอดเวลา การหยิบยกขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดคุณค่าการสอนนั้น เป็นเกณฑ์ของครูและความสามารถเฉพาะที่สามารถฝึกปรือกันได้ อารมณ์ขันในห้องเรียนจะทำให้ห้องเรียนมีสถานการณ์ของการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย และสร้างความพึงพอใจ สามารถสรุปผลของอารมณ์ขันที่เกิดขึ้นในห้องเรียนได้ ดังนี้
1. อารมณ์ขันในห้องเรียนทำให้ผู้เรียนสนุกสนาน ยิ้มย่อง ผ่องใส การสอนก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น และ เกิดภาวการณ์เรียนรู้ได้ง่าย
2. อารมณ์ขันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเข้าใจของผู้ส่งอารมณ์ขันคือครู และผู้รับคือ นักเรียนมีความสอดคล้องต้องกัน ทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางความรู้สึกและ จิตใจต่อกัน
3. อารมณ์ขันยังสามารถปลูกจิตสำนึกของการทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนาน เพราะอารมณ์ขันจะเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีคนมากกว่า 1 คน
4. อารมณ์ขันยังสร้างความจริงใจซึ่งกันและกันของผู้เรียนโดยไม่มีการแบ่งแยก สร้างความเสมอภาค ลดปมด้อย ขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้านสติปัญญา ฐานะ ทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียน
5. อารมณ์ขันสร้างความรัก ความอบอุ่น ความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้อภัยซึ่งกันและกันได้ เมื่อมีอารมณ์ขัน ความรู้สึกของผู้คนจะมีร่วมกัน
6. อารมณ์ขันยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพทั้งผู้เรียนและผู้สอนให้เกิดความเชื่อมั่น ไม่กลัว ไม่ขัดแย้ง และเคอะเขิน
7. อารมณ์ขันเพิ่มขีดความสนใจ กระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัว และกลับเข้าสู่ประเด็นของการสอน ขจัดความเบื่อหน่าย และอุปสรรคของกิจกรรมการเรียนได้
8. อารมณ์ขันทำให้ผู้เรียนรู้จักตนเองคิดด้วยตนเองและเข้าใจเรื่องราวด้วยตนเอง เป็นการค้นพบตัวเองได้อย่างหนึ่ง
9. อารมณ์ขัน ปลูกจิตสำนึกของผู้เรียนไม่ให้ตกอยู่ในภวังค์และสภาวะง่วงเหงาหาวนอนทำให้ ควบคุมตัวเองได้
10. อารมณ์ขันทำให้ผู้เรียนปลดปล่อยจากภาระทางจิตใจไปสู่อิสรภาพ และเสรีภาพของความรู้สึก
11. อารมณ์ขันช่วยให้คลี่คลายสถานการณ์ทุกกาลเทศะ เพื่อให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนได้พิจารณาตนเอง ไตร่ตรอง เหตุผล ปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสถานการณ์แวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
12. อารมณ์ขันยังช่วยรักษาอาการทรุดโทรมทางจิตใจให้ผู้สอนและผู้เรียนกลับฟื้น คืนสู่สภาพปกติ
13. อารมณ์ขันสร้างความรู้สึกผสานกลมกลืนระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขจัดช่องว่างระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี ทำให้มนุษย์มีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก
อาจารย์หทัย ตันหยง ยังได้อ้างถึงครูอเมริกันชื่อ Claudia D. Cornett ซึ่งกล่าวถึง ลักษณะของอารมณ์ขันในตัวครู 13 ประการ ได้แก่
1. ครูอารมณ์ขัน จะมีนิสัยชอบฝึกฝนตนเองให้ใฝ่อารมณ์ขันเป็นนิจ และจะกระตุ้นตนเองให้มีจุดยืนอยู่ในบุคลิกภาพอารมณ์ขันด้วยศรัทธาเป็นชีวิต จิตใจ
2. ครูอารมณ์ขัน จะใช้อารมณ์เป็นเครื่องปรับอากาศให้ห้องเรียนเย็นฉ่ำคลายร้อน เพื่อให้ผู้เรียนสร้างสวรรค์อย่างสุขเสรีอยู่ตลอดเวลา
3. ครูอารมณ์ขัน จะใช้อารมณ์ขันผูกพันสมานมิตรให้ผู้เรียนรักใคร่ปรองดอง สนิทสนมกลมเกลียวเกิดเอกภาพในห้องเรียนโดยไม่มีบรรยากาศเคร่งเครียดแม้แต่ น้อย
4. ครูอารมณ์ขัน จะร่ำรวยอารมณ์ขันและรู้จักแสวงหาอารมณ์ขันมาเสริมบทเรียนโดยไม่หมดสิ้น อารมณ์ขันจะงอกงามอยู่เสมอ
5. ครูอารมณ์ขัน ดูจะฉลาดกว่าใคร ๆ ในการแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานร่วมกัน
6. ครูอารมณ์ขัน เฉลียวฉลาดกว่าที่คาดคิด เพราะเขาสามารถใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมพื้นฐาน ของผู้เรียนมาสร้างอารมณ์ขันได้ทุกเรื่องโดยไม่หมดมุกขัน
7. ครูอารมณ์ขัน มักเป็นคนสุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างคนอื่น อารมณ์ขันจะช่วยให้ร่างกายของเขาสดชื่นผ่องใส ดูมีสง่าราศีกว่าพวกอารมณ์เครียด ซึ่งใบหน้ามักจะหมองคล้ำ
8. ครูอารมณ์ขัน มักจะสร้างสรรค์ให้ทุกแห่งน่าอยู่ชักจูงให้ทุกคนมองโลกในแง่บวกไม่ว่าเจตคติ หรือนโยบายของเขาที่แสดงออกมาล้วนเป็นสิ่งดีควรภิรมย์ยินดีทั้งสิ้น
9. ครูอารมณ์ขัน มีความเชี่ยวชาญในการสร้างแรงจูงใจและเสริมแรงในการเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล
10. ครูอารมณ์ขัน จะถือว่าอารมณ์ขันเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนใน ห้องเรียน
11. ครูอารมณ์ขัน เป็นคนมีนิสัยรักการอ่าน เพราะการอ่านจะช่วยให้เกิดอารมณ์ขัน สร้างสรรค์คำพูดและสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ โดยไม่หมดมุกขัน
12. ครูอารมณ์ขัน มีความประจักษ์ตนว่าอารมณ์ขันเป็นบุคลิกภาพที่ดีของครูที่พึงรักษาให้คงอยู่ ตลอดไป
13. ครูอารมณ์ขัน ย่อมประจักษ์ในคุณค่าของภาวะสุขารมณ์ว่า เป็นหัวใจของการดำรงชีวิตที่ควรจะอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่อย่างถาวรสม่ำเสมอ
L. Dickinson (1990) ได้ทำการศึกษาเรื่องอารมณ์ขันโดยตั้งสมมุติฐานว่าคนที่ใช้ภาษาต่างกันจะมี เรื่องตลก และขบขันต่างกัน และความแตกต่างของอารมณ์ขัน ของบุคคลขึ้นอยู่กับภูมิหลังทางด้านวัฒนธรรมมากกว่าความสามารถในการเข้าใจคำ ศัพท์ Dickinson ได้ส่งแบบสอบถามที่มีเรื่องตลก (Jokes) 30 เรื่อง ให้กับครูสอนภาษาอังกฤษจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 51 คน และส่งให้ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดอีก 11 คน โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบในอัตราส่วน ประมาณค่าจาก 1 ถึง 5 และให้ผู้ตอบเขียนเรื่องตลกในวัฒนธรรมของตนเป็นภาษาอังกฤษผลการวิเคราะห์ ข้อมูลพบว่า ลักษณะของบุคคลในแต่ละสังคม และวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญของความแตกต่างในเรื่องตลก ผู้ใช้ภาษาอังกฤษกับผู้ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดมีส่วนร่วมกันในบาง ส่วนในอารมณ์ขันตามวัฒนธรรมของรูปแบบภาษาอังกฤษ
Jemes L. Marais (1988) ได้ทำการศึกษาถึงการใช้อารมณ์ขันเพื่อบอกลักษณะทางบุคลิกภาพของคนและของ กลุ่มด้วย ครูแนะแนวสามารถนำอารมณ์ขันมาใช้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยไม่ทำให้เกิดผล เสียกับผู้ใช้ เขาได้ทำการศึกษา พบว่า การใช้อารมณ์ขันในการให้คำปรึกษาแนะแนวนั้น มีประโยชน์และมีผลกับทัศนคติที่มีต่อครูแนะแนวของนักเรียน โดยเฉพาะการแนะแนวเป็นกลุ่มควรสร้างอารมณ์ขันควบคู่ไปด้วยเขายังแนะนำให้มี การศึกษาถึงการใช้อารมณ์ขันในการให้คำปรึกษาและแนะแนวทางด้านการศึกษาและ อาชีพอีกด้วย
Albert Lopez Guindal (1985) ได้ทำการศึกษาพบว่า อารมณ์ขันเป็นเครื่องมืออย่างดี ที่ใช้ในการสอน (Humour is an excellent teaching tool) นอกจากนั้นยังช่วยให้บรรยากาศในชั้นเรียนน่าเรียนไม่เบื่อหน่ายโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในการสอนภาษาอังกฤษสามารถนำเรื่องตลก เกม การแสดงบทบาท การ์ตูน หรืออื่น ๆ ที่มีความขบขัน สามารถเสริมสร้างการสอนให้น่าสนใจได้
Lawrence W. Sherman (1985) ได้ทำการศึกษาเรื่องอารมณ์ขันพบว่า เพศและอายุมีผลต่อการใช้อารมณ์ขันและการคบเพื่อน การศึกษาได้ทำขึ้นในโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยแยกกลุ่มที่จะทำการศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอายุ 8, 9 และ 10 ปี กลุ่มที่ 2 อายุ 11, 12 และ 13 ปี ทั้งสองกลุ่มให้ตอบแบบสอบถามที่ใช้การประมาณค่า 2 ระดับเพื่อวัดระดับของอารมณ์ขันและการเข้าสังคมของผู้ตอบแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ Two-way ANOVAs พบว่า เพศและอายุมีอิทธิพลต่อการเลือกคบเพื่อนและตอบรับอารมณ์ขัน การรับอารมณ์ขันระหว่างเพศเดียวกันมีสูงกว่าการรับอารมณ์ขันในระหว่างเพศ แต่การเลือกคบเพื่อนพบว่าต้องการคบเพื่อนต่างเพศมากกว่าเพศเดียวกัน
สรุป
อารมณ์ ขันเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติถึงแม้สิ่งที่ก่อให้เกิดอารมณ์ขันจะแตกต่างกัน ไปตามพื้นฐาน และปัจจัยของแต่ละชีวิต แต่สิ่งที่นักการศึกษาพยายามแสวงหา คือ ส่วนที่ร่วมกันของมนุษยชาติ อย่างหนึ่งที่ได้ค้นพบแล้วคือการมีอารมณ์ขัน การศึกษาในขั้นต่อไปจึงเป็นการศึกษาถึงการนำอารมณ์ขันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในกิจการต่าง ๆ ในทางธุรกิจ อารมณ์ขันได้ถูกนำออกขายให้กับผู้ใฝ่หาต้องการมีอารมณ์ขัน ในทางการศึกษาอารมณ์ขันได้รับการพิสูจน์และทดลองใช้แล้วว่ามีประโยชน์ต่อการ เรียนการสอน จึงสมควรที่จะมีการศึกษาถึงกลวิธีต่าง ๆ ในการสร้างอารมณ์ขันเพื่อให้การเรียนการสอนมีบรรยากาศของความสุขารมณ์ และขณะเดียวกันก็ได้รับความรู้ตามจุดมุ่งหมายทุกประการอีกด้วย
บรรณานุกรม
หทัย ตันหยง. (2535). การปรุงรสการสอนด้วยอารมณ์ขัน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 263 หน้า.
Dickinson, L. (1990). Humour across Cultures. Paper presented at the World Congress of Applied Linguistics Sponsored by the International Association of Applied Linguistics, Thessaloniki, Grecce, April 15-21, 1990.
Guindal, Ablbert Lopez. (1985). Humour: An Excellent EFL Teaching Device. Paper presented at the Annual Meeting of the International Association of Teachers of English as a Foreign Language, Brighton, England, April, 1985.
Sheman, Lawrence W. (1985). Humour and Social Distance Ratings among Elementary School Children Some Differential Sex and Age Patterns. Paper Presented at the International Conference on Humour, Cork, Ireland, June 26-30, 1985.
Marais, James L. (1988). The Use and Abuse of Humour in Personality Guidance. Paper Presented at the Annual International Council of Psychologists, Singapore, August 21-25, 1988.
ไทยรัฐออนไลน์ โดย กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
31 พฤษภาคม 2553, 06:00 น.
