สิ่งประดิษฐ์…สู่นวัตกรรม ผลงานเด็กไทยในเวที”กยศ.”
คัคนานต์ ดลประสิทธิ์ รายงาน
สำหรับงานวันครบรอบสถาปนากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก้าวสู่ปีที่ 12 กับกิจกรรม “12 ปี กยศ. สานฝัน เยาวชนไทยเข้มแข็ง” ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง (ปลัด ก.คลัง) ในฐานะประธานกรรมการกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า งานเผยความสำเร็จผลการดำเนินการของกองทุนฯ ตลอดระยะเวลา 12 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรการเงินชั้นนำ มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา เพื่อพัฒนาสังคมไทย” ตามพันธกิจในการให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ขยายโอกาสทางสู่เด็กไทยไปแล้วทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคน ยอดกู้ยืมเงินพุ่งสูงถึง 32,116 ล้านบาท
นายสถิตย์กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา กยศ.ได้ให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนนักศึกษาทั้งในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (สายสามัญและสายอาชีพ) จนถึงระดับปริญญาตรี โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินการ กองทุนฯ ได้ให้เงินกู้ยืมไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 326,056 ล้านบาท มีผู้กู้ยืมทั้งสิ้น 3,502,541 ราย
สำหรับบรรยากาศภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเปิดตัวครั้งแรก!! ของ กยศ. แฟนคลับ ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์จาก กยศ. และยังสามารถพูดคุยปรึกษาปัญหากับเจ้าหน้าที่ กยศ.ได้โดยตรง
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการตัดสินการประกวด “สิ่งประดิษฐ์ …สู่นวัตกรรม” ที่มุ่งเน้นให้เยาวชนได้รู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาการเรียนรู้ต่อยอดสู่นวัตกรรม รวมทั้งมีการจัดแสดงผลงานของนักเรียนนักศึกษาทั้งระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา ที่ประดิษฐ์คิดค้นผลงานขึ้นมาร่วมประกวด กว่า 300 ผลงานทั่วประเทศ ที่ได้ผ่านการคัดเลือกในรอบตัดสินถึง 60 ผลงาน ซึ่งเป็นไฮไลต์ของงานนี้เลยก็ว่าได้
เรามาดูกันว่าน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับมัธยมศึก ษาตอนปลาย ระดับอาชีวศึกษาระดับอุดมศึกษา เขามีแนวคิดการประดิษฐ์…สู่นวัตกรรมกันอย่างไร
เริ่มที่ นางสาวพิมพ์ใจ วิรุฬปักษี อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านผือพิทยาสรรค์ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จากผลงาน ยิ้มละไม ไหมขัดฟันไทยประดิษฐ์ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในระดับมัธยมศึก ษา เล่าถึงความรู้สึกว่า รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจ ที่ได้นำสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้
1.รถยนต์พลังงานลม
2.รถเข็นกายภาพ
3.ไหมขัดฟัน
โดยปกติแล้ว ไหมขัดฟัน ทำมาจากไนลอนที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประ เทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้น จึงคิดทำไหมขัดฟันไทยประดิษฐ์ ที่เป็นไหมขัดฟันแท้ ผลิตจากเส้นไหมธรรมชาติ เนื่องจากในจังหวัดอุดรธานี ชาวบ้านมักจะทอไหมเป็นอาชีพหลัก ซึ่งจะเหลือไหมและเศษไหม
ทั้งนี้ คุณสมบัติของไหมขัดฟันไทยประดิษฐ์นั้น เหนียวนุ่ม ยืดหยุ่นได้ดี มีกลิ่นหอมสมุนไพร สะอาดปลอดภัย คุณภาพนั้น มีประสิทธิผลในการขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดี ให้ความรู้สึกนุ่ม ไม่ลื่นขณะที่ใช้ ขณะเดียวกันสัมผัสกับผิวของฟันได้ดี มีความเหนียวเทียบเท่ากับไหมขัดฟันต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติและคุณภาพ ผ่านการใช้งานจริงจากนักเรียนและกลุ่มตัวอย่าง และอยู่ในความควบคุมของทันตแพทย์กระทรวงสาธารณสุข
นายอภิสิทธิ์ ยะรังวงษ์ อายุ 20 ปี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปี 2 แผนกไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทค นิคกาญจนาภิเษกมหานคร จากผลงาน รถเข็นกายภาพบำบัด ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในระดับอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัล
ทั้งนี้ที่มาผลงานรถเข็นกายภาพบำบัดนั้น เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างและผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุที่ขาที่ต้องการรับการทำกาย ภาพบำบัดเป็นจำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายในการทำกายภาพบำบัดค่อนข้างสูง ในการทำกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะต้องทำในห้องหรือโรงพยาบาล อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเครียด พยาบาลที่มีหน้าที่ทำกายภาพบำบัดอาจไม่เพียงพอตามจำนวนของ ผู้ป่วย
ดังนั้น จึงคิดออก แบบจัดสร้างรถเข็นกาย ภาพบำบัดให้แก่ผู้ป่วย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกกับผู้ป่วย เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและบรรเทาความเครียดให้แก่ผู้ป่วย เนื่องจากรถเข็นกายภาพ บำบัดสามารถช่วยในการเคลื่อนที่ไปตามสถานที่ต่างๆ ตามความต้องการของผู้ป่วย เพื่อลดภาระให้บุคคลในครอบครัว
นายกฤษฎา มูลคำ อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศว กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ม.ก.) จากผลงาน การประดิษฐ์ รถยนต์ต้นแบบพลังงานลม ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในระดับอุดมศึกษา เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่มาของการประดิษฐ์รถยนต์ต้นแบบพลังงานลม เนื่องจากปัจจุบันมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน เช่น การเกิดสึนามิ การเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น ซึ่งมีสาเหตุจากการใช้ธรรมชาติไม่ถูกวิธี ใช้ธรรมชาติอย่างไม่ทะนุถนอม
ดังนั้น จึงคิดค้นประดิษฐ์รถยนต์ต้นแบบพลังงานลม ที่เกิดจากธรรมชาติโดยตรง เพื่อนำมาทดแทนพลังงานที่อยู่ เนื่องจากตนคิดว่าสักวันหนึ่งพลังงานทดแทนจะหมดไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ไว้ คือ ธรรมชาติ ซึ่งการประดิษฐ์รถยนต์ต้นแบบพลังงานลม เป็นการเริ่มต้น แต่ในอนาคตจะมีการพัฒนาศักยภาพของรถยนต์ต้นแบบพลังงานลม เทียบเท่ากับรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า หรืออาจจะมีคุณภาพและสมรรถนะที่สูงกว่ารถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าด้วย เพราะอยากให้รถยนต์ต้นแบบพลังงานลมวิ่งได้เร็วขึ้นและไกลขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในงานยังมีกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่พร้อมให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อ รวมถึงสารประโยชน์จากกิจการการเสวนาโดยวิทยากรมากประสบการณ์ที่จะมาแนะนำกลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ ทั้งในการเรียน และการทำงาน อาทิ คริสโตเฟอร์ ไรท์ พิธีกร และเจ้าของรายการ คริสเดลิเวอรี่ อาจารย์สุชาดา สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา อดีตนายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศ ส่งท้ายความสนุกสนานกับมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องชื่อดัง ว่าน ธนกฤต และร่วมลุ้นรับของรางวัลภายในงานอีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตลาดนัดแรงแรงงานที่เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาหรือจบการศึกษาแล้ว มีโอกาสร่วมงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เปิดรับสมัครพนักงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง กิจกรรมแนะนำอาชีพเสริมต่างๆ อาทิ การทำงานประดิษฐ์ การฝึกอาชีพเสริมต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมการจัดหางานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้นักเรียนนักศึกษาสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยตัวเอง
ก่อนการประกวด
ในโอกาสวันครบรอบสถาปนากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปีที่ 12
เพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาได้รู้จักนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์ในศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้งศิลปะหรือวิทยาศาสตร์มาพัฒนาต่อยอดโดยการประดิษฐ์คิดค้นผลงานใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลในการสร้างชาติไทยให้เข้มแข็งต่อไป
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เข้าร่วมประกวดชิงรางวัล ทุนการศึกษาในกิจกรรมการประกวด สิ่งประดิษฐ์…สู่นวัตกรรม ที่แสดงถึงการให้โอกาส…ให้อนาคต ในช่วงระหว่างวันที่ 25 พ.ย. 2552 – 15 ก.พ. 2553
โดยคุณสมบัตินั้นผู้มีสิทธิส่งผลงานเข้าประกวด จะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่มีสัญชาติไทย ไม่จำกัดสาขาวิชา แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา (ระดับปวช. และ ปวส.) และ อุดม ศึกษา (ระดับปริญญาตรี)
ทั้งนี้ผลงานที่ส่งเข้าประกวด จะต้องเป็นผลงานการประดิษฐ์ที่ผู้ส่งผลงานได้คิดค้นใหม่ และเป็นผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่แสดงศาสตร์ต่างๆ ทั้งศิลปะและ/หรือวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันต้องไม่เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานจากแห่งอื่น
เกณฑ์การตัดสินคณะกรรมการฯ พิจารณาจาก แนวคิดสร้างสรรค์และระดับความใหม่ และระดับการใช้องค์ความรู้ด้านศิลปะและหรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งผลงานที่ประดิษฐ์ขึ้นสามารถนำไปต่อยอดสู่นวัตกรรมต่อไป ตลอดจนผลงานที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นประโยชน์ต่อสังคม
สำหรับการคัดเลือก มี 3 รอบ การจัดเตรียมผลงานที่ส่งเข้าประกวด โดยรอบการคัดเลือกรอบตัดสิน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบที่ 2 จะต้องนำผลงานแสดงในงานวันสถาปนากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ครบรอบปีที่ 12 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
และเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ประกาศผลการตัดสินการประกวด “สิ่งประดิษฐ์…สู่นวัตกรรม” กันไปแล้ว
แหล่งที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod
