สนช.เดินหน้าผลิต”นักวิจัย”สายเลือดไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทรัพยากรมนุษย์ (คน, บุคลากร) เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติ เพราะบุคลากรทุกภาคส่วนในสังคมไทยคือ “มันสมอง” ที่จะนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง แต่การสร้างบุคลากรให้มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนานั้น ต้องมีแผนรองรับชัดเจน
เป็นที่น่าสังเกต แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในอารยประเทศจะมุ่งเน้น “พัฒนาคุณภาพของคน” ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม
เป็นที่น่ายินดีว่า ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานของไทยต่างมุ่งเน้นที่จะพัฒนาคุณภาพของคนอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)” สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งในปี พ.ศ.2552 ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “หน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ ด้านส่งเสริมธุรกิจเอกชน”
ผลงานที่เด่นชัดที่สุดของ สนช. คือ การส่งเสริมการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อย่างต่อเนื่อง และมีผลงานปรากฏออกมาเป็นที่ยอมรับในวงการวิจัยอย่างมากมาย
อาทิ ผลงานด้านซอฟต์แวร์และการบริการ ของนาย กริชษฏี ดิษฐประดับ ที่คิดค้นงาน THAI SOS ต้นแบบระบบขอความช่วยเหลือแบบพกพา ซึ่งเป็นระบบที่อาศัยซอฟต์แวร์ Personal Tracking ทำงานร่วมกับอุปกรณ์แบบพกพา ที่ถือเป็นนวัตกรรมด้านการบริการระดับประเทศที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว
ผลงานด้านธุรกิจชีวภาพ ของ นายคงกะพัน ศิริวรรณ กับ การพัฒนาผลงาน “ภูเขาทอง” ปุ๋ยชีวภาพจากเชื้อจุลินทรีย์ กลุ่มตรึงไนโตรเจนได้อย่างอิสระ 3 สายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการดึงไนโตรเจนลงในดิน จนประกาศขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยชีวภาพตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ตรงตามมาตรฐานของ IFOM
ผลงานด้านเครื่องกล ของ นายพงษ์เทพ ป่วนเทียน ที่พัฒนาเครื่องกัดซีเอ็นซีขนาดเล็กแบบ 3 แกน Mini CNC ออกแบบโดยอาศัยซอฟต์แวร์โปรแกรม EMC ที่รองรับงานด้านซีเอ็นซีโดยเฉพาะ จนมีผลให้การออกแบบและควบคุมการทำงานเกิดเประสิทธิภาพ มีต้นทุนไม่สูง ลดการนำเข้าเครื่องจักรกลประเภทดังกล่าวเป็นจำนวนมหาศาล
“ผลงานต่างๆ เหล่านี้ เชื่อหรือไม่ ล้วนเกิดขึ้นจากฝีมือของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรม มหาวิทยารามคำแหง ที่ สนช.สนับสนุนงบประมาณเป็นทุนการศึกษามาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน สามารถสร้างบุคลากร นักคิด นักวิจัยที่มีคุณภาพมาสู่สังคมไปแล้วถึง 4 รุ่น และเปิดรับสมัครรุ่นที่ 5 ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553” ดร.ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าว
ดร.ศุภชัย ยืนยันว่า ที่ผ่านมา สนช.ตระหนักว่าการส่งเสริมให้นักศึกษามีการพัฒนาองค์ความรู้อย่างกว้างขวางและมีความต่อเนื่องอย่างเป็นระบบนั้น จำเป็นต้องให้การส่งเสริมการศึกษาและผลักดันให้มีการทำวิจัยที่สามารถนำมาใช้ในภาคธุรกิจได้ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงเป็นการยกระดับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง และสอดรับกับการแก้ปัญหาสำคัญในปัจจุบันของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและภาคบริการอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้อำนวยการ สนช. ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบัน สนช.ไม่ได้สนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาเท่านั้น ในแต่ละปี สนช.จัดงบประมาณในการสนับสนุนผลงานการวิจัยของคนไทยไว้ถึง 250 ล้านบาท แบ่งย่อยเป็น 100 โครงการ ที่เปิดโอกาสให้คนไทยมีความคิดดีๆ และมีผลงานวิจัยที่มีความเป็นไปได้ในการที่จะพัฒนาแบบยั่งยืนต่อไปเข้ามานำเสนอ ซึ่งหากผลงานได้รับการคัดเลือก จะได้รับทุนการสนับสนุนจาก สนช.เป็นเงินสูงถึง 5 ล้านบาทต่อโครงการ และหากผลงานสามารถนำไปใช้ได้และเกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือเศรษฐกิจ สนช.พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดหางบประมาณจากแหล่งเงินทุนต่างๆ เพื่อมาสนับสนุนผลงานต่อไป
แม้ว่า สนช.จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 เพียงระยะเวลาสั้นๆ หน่วยงานแห่งนี้กลับสร้างผลตอบแทนให้แก่สังคมไทยอย่างประมาณค่าไม่ได้ ควรค่ากับการที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติคัดเลือกให้เป็น “หน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ ด้านส่งเสริมธุรกิจเอกชน ประจำปี 2552”
แหล่งที่มา: http://www.komchadluek.net
