เป็นที่ทราบดีว่า อารมณ์ของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกในท้อง คุณกิตติยา ธนกาลมารวย หนึ่งในทีมงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า “เสียงดนตรี” เป็นหนึ่งทางเลือกที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ด้านความรู้สึกและการรับรู้สิ่งรอบตัวพร้อมกับช่วยขับกล่อมจิตใจของแม่ให้รู้สึกผ่อนคลายในช่วงเวลาตั้งครรภ์ด้วย
ส่วนการผ่อนคลายด้วยเสียงธรรมชาติ แนะนำให้ฟังเพลงประเภท Green Music ซึ่งเป็นเพลงที่มีเสียงธรรมชาติประกอบ เช่น เสียงน้ำตก เสียงทะเล เสียงนกร้อง ประโยชน์ของเพลงประเภทนี้ที่มีต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวลและบรรเทาความเจ็บปวดได้
นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์อาจเลือกฟังเพลงที่มีเนื้อร้องที่ดี หากรู้สึกชอบฟังเพลงที่ไม่ใช่เพลงบรรเลง แต่ต้องการฟังเพลงที่มีคำร้อง ในส่วนนี้คุณแม่ควรเลือกฟังเพลงที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์จรรโลงใจหรือฟังเพื่อให้กำลังใจตนเองย่อมดีกว่าการฟังเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกจิตใจหดหู่ ไม่สดชื่นเนื่องจากอินไปกับเนื้อหาของเพลงกระตุ้นให้เกิดสารแห่งความเครียดหรือสารคอร์ติซอล จะส่งไปถึงลูกน้อยในครรภ์ตรงกันข้ามถ้าคุณแม่อารมณ์ดี สารเอ็นโดฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมาแทนที่ อารมณ์ความรู้สึกของคุณแม่ที่มีนี้จะส่งต่อไปถึงลูกทุกประการ
อย่างไรก็ตามการฟังเพลงบรรเลงที่มีจังหวะเร็วนั้นแม้จะมีประโยชน์ แต่ควรระวังไม่ให้เป็นเพลงที่มีจังหวะกระแทกกระทั้นมากเกินไป เพราะแทนที่จะฟังแล้วสนุกอาจจะทำให้เกิดความเครียดทั้งแม่และลูกได้ โดยเฉพาะการฟังผ่านเครื่องเล่นเอ็มพี 3 เป็นระยะเวลานานๆ
ทั้งนี้ งานวิจัยของศูนย์วิจัยร่วมเฉพาะทางด้านการได้ยิน ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ที่ฟังเพลงจากเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ที่ส่งผลต่อการสูญเสียประสาทการได้ยิน มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันคือ พวกเขาฟังโดยปรับระดับเสียงดังเกินไป ฟังนานมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และฟังนานติดต่อกัน 5-7 วันต่อสัปดาห์
ผลการวิจัยนี้ ศาสตราจารย์บ็อบ โคแวน แห่งศูนย์วิจัยร่วมเฉพาะทางด้านการได้ยิน ระบุว่า การฟังหรือได้ยินเสียงที่ดังเกินไปนั้นจะทำลายประสาทการได้ยินชั่วคราว ซึ่งจะสามารถฟื้นฟูสภาพได้โดยการหยุดพักหรือหลีกเลี่ยงการได้ยินเสียงดัง แต่ปัญหาสำคัญคือกลุ่มคนส่วนใหญ่จะฟังเพลงจากเครื่องเล่นเอ็มพี 3 แทบทุกวัน ซึ่งจะทำให้มีโอกาสสูงในการสูญเสียประสาทการได้ยินอย่างถาวร
เนื่องจากเครื่องเล่นไอพอดนั้น มักใช้หูฟังชนิดที่เหน็บเข้าไปในรูหู สามารถเพิ่มระดับความดังเสียงได้ถึง 90 เดซิเบล เรียกได้ว่าระเบิดเสียงดังได้พอๆ กับนาฬิกาปลุกหรือเครื่องตัดหญ้า เจ้าหูฟังประเภทนี้จะมีเสียงจากข้างนอกเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยิน ทำให้คนฟังต้องเพิ่มระดับเสียงเข้าไปอีก
เพราะฉะนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรฟังเพลงอยู่บนพื้นฐานแห่งความพอดีไม่ฟังเสียงดังเกิด 80 เดซิเบล ต่อเนื่องระยะยาวเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เพราะเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถทางการได้ยินหรือถึงขั้นหูตึงอีกทั้งอาจส่งผลให้เด็กในท้องเกิดมามีอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่ายกว่าเด็กปกติก็เป็นได้
ทางที่ดีในหนึ่งวัน หญิงตั้งครรภ์ควรหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อพักผ่อนสมองผ่อนคลายอารมณ์นอกเหนือจากการฟังเพลง โดยอาจเลือกออกกำลังกายเบาๆ แทน เช่น เดินเล่นรอบบ้าน ฝึกสูดลมหายใจเข้าออก หรืออาจจะเลือกอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินก็ย่อมได้ แต่ถ้ารู้สึกเบื่อเมื่อใด ลองหาเวลาไปทำกิจกรรมนอกบ้านร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ทำงานบ้านเล็กน้อยๆ ที่พอทำได้ จะช่วยทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเวลาอยู่คนเดียว ซึ่งระหว่างการทำงานบ้านคุณแม่อาจใช้เวลาพูดคุยกับลูกในท้องผ่านร้องเพลง เล่นดนตรีให้ลูกฟัง ใช้ฝ่ามือสัมผัสท้องส่งต่อความรัก ความผูกพันจากใจแม่ถึงใจลูก ถือเป็นการพัฒนาสมองทางด้านอารมณ์และการรับลูกของเด็กในท้องได้โดยตรง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ที่มาข้อมูล : ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 22 มกราคม 2553
