มาตรวัดความสำเร็จของเด็กที่หมู่บ้านเด็ก สะท้อนการเลือกเยาวชนดีเด่นของภาครัฐ

เมื่อวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ครอบครัวของเราเดินทางไปทำบุญขึ้นปีใหม่ที่จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นก็เดินทางไปโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก หมายมั่นอยากจะพาเจ้าลูกชายวัยประถมสองคนไปเยี่ยมชมและซึมซับถึงโรงเรียนแห่งนี้ว่าเป็นอย่างไร
       
       หลังจากเดินทางถึงโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เจ้าลูกชายสองคนของดิฉันไม่พูดพร่ำทำเพลง วิ่งเล่นกันสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่สุดแสนจะร่มรื่น โดยไม่สนใจเรื่องเวลา ไม่สิ…น่าจะอยากให้พ่อแม่คุยให้นานที่สุด เพื่อให้เขาได้ไปวิ่งเล่นมีความสุขกับไก่จำนวนมากที่นั่น ปล่อยให้พ่อแม่พูดคุยกับครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งก็คือ อาจารย์รัชนี ธงไชย หรือครูแอ๊ว หรือแม่แอ๊ว ของเด็กๆ ที่นั่น
       
       แม่แอ๊วเล่าให้ฟังถึงโรงเรียนหมู่บ้านเด็กด้วยแววตาที่เปี่ยมสุข ซึ่งดิฉันเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องราวที่นับครั้งไม่ถ้วนที่แม่แอ๊วต้องพูดถึงเมื่อมีใครมาเยือนโรงเรียนแห่งนี้ แต่แม่แอ๊วก็ยังคงทำหน้าที่ในการบอกเล่าให้ผู้คนที่เข้าไปเยี่ยมเยียนได้เข้าใจ และตระหนักถึงแนวทางการศึกษาที่ควรจะต้องคำนึงถึงเด็กเป็นตัวตั้ง และควรจะให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับเด็กที่ขาดโอกาส ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากมายเหลือเกิน
       
       ส่วนใหญ่เด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ ล้วนแล้วมีบาดแผลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางร่างกายก็จิตใจ หรือทั้งสองอย่าง เด็กบางคนถูกทำร้ายจากครอบครัว บางคนถูกทอดทิ้ง หรือถูกไล่ออกจากบ้าน เป็นเด็กเร่ร่อน รวมทั้งพ่อแม่ที่มีฐานะยากจนและไม่สามารถเลี้ยงดูเด็ก ก็เลยมาอยู่ที่หมู่บ้านเด็ก ซึ่งนับเป็นสถานที่ที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า เป็นทั้งโรงเรียน และเป็นทั้งบ้านให้กับเด็กๆ
       
       โรงเรียนหมู่บ้านเด็กในปัจจุบันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่  ตำบลวังด้ง  ถนนลาดหญ้า-ศรีสวัสดิ์  อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  บนเนื้อที่ 200 ไร่  โดยมูลนิธิจินดา อิ่มจำเรียง ภังคานนท์  และมูลนิธิเด็ก  เป็นผู้บริจาคที่ดิน พร้อมอาคารและบ้านพัก 
       
       โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เป็นโรงเรียนทางเลือก (Alternative School) เปิดสอนในระดับอนุบาลจนถึงระดับ ประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนร้อยกว่าชีวิต  เด็กส่วนใหญ่เมื่อจบจากหมู่บ้านเด็ก  ก็สามารถเลือกเรียนต่อได้จนถึงระดับอุดมศึกษา มีเด็กจำนวนมากที่จบไปก็เข้าศึกษาต่อ จนถึงปัจจุบันมีเด็กที่เรียนต่อระดับปริญญาตรี ซึ่งแม่แอ๊วเล่าด้วยความภาคภูมิใจให้ฟังว่า มีการติดตามเด็กๆ ที่จบจากหมู่บ้านเด็กตลอด บางคนก็ไปได้ดี บางคนก็ต้องกลับมาหาเรา
       
       สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คืออิสระในการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นปรัชญาการเรียนที่หมู่บ้านเด็ก และด้วยความที่ไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในกับดักระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าไม่สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ และไม่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
       โรงเรียนหมู่บ้านเด็กจึงได้พยายามหาแนวคิดการศึกษาที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น และได้มาลงเอยในแนวทางปรัชญาการศึกษาแบบซัมเมอร์ฮิล (Summerhill) โดยเน้นการให้อิสระในการเรียนรู้ และให้เด็กมีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง โดยโรงเรียนจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนอยู่ตลอดเวลา
            
       แม่แอ๊ว เล่าว่าเด็กจะมีอิสระในการเลือกว่าจะเข้าห้องเรียนหรือไม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆในโรงเรียน เช่น สภาพแวดล้อม ธรรมชาติ ห้องสมุด ห้องกิจกรรมเสริมทักษะอาชีพ แปลงเกษตรปลอดสาร ฯลฯ
       
       และสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างการเรียนรู้ให้เด็กคือ การเล่น เพราะการเล่นจะทำให้เด็กได้เรียนรู้เป็นอย่างดี โดยครูจะทำหน้าที่เชื่อมโยงสิ่งที่เด็กเล่นไปสู่การค้นคว้าหาความรู้ เป็นความรู้นอกห้องเรียนที่เด็กสามารถซึมซับได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับความรู้ในส่วนต่างๆได้ด้วย
       
       ในส่วนของวิชาการ โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ 30 % ซึ่งครูจะเป็นผู้ประยุกต์ใช้วิถีชีวิตเข้ามาแทรกในเนื้อหา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือให้เด็กสามารถอ่านออก เขียนได้ แต่จะเน้นให้ความสำคัญเรื่องทักษะอาชีพ โดยเน้นไปที่กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำเซรามิก ศิลปะ อาหาร การทำเกษตรปลอดสาร การทำเฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเด็กสามารถเลือกทำกิจกรรมได้
             
       จากบรรยากาศการเรียนแบบให้โอกาสในการตัดสินใจเช่นนี้ ทำให้ค้นพบว่าเมื่อใดก็ตามที่เด็กเกิดความสนใจการเรียนด้วยตัวเอง เด็กก็จะมีความตั้งใจทำในสิ่งนั้นๆ และจะทำด้วยความมุมานะจนประสบความสำเร็จ
       

       อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจของการเรียนรู้ที่หมู่บ้านเด็ก ก็คือการมี “สภาโรงเรียน” เป็นการจำลองชุมชนเล็กๆ ให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เพราะเด็กที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแห่งนี้แต่ละคนมาจากครอบครัวที่มีปัญหา การบ่มเพาะให้เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมเป็นเรื่องจำเป็น
       
       ข้อดีของการมีสภาโรงเรียน เพื่อให้เด็กเรียนรู้กฎเกณฑ์การอยู่รวมกันในสังคม และรู้จักประชาธิปไตย เด็กและครูจะมีความเสมอภาคกัน คะแนนเสียงและความคิดเห็นของเด็กจะมีค่าเท่ากับผู้ใหญ่ ปัญหาต่างๆ จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในสภา และจะมีการทำหน้าที่ดูแลการละเมิดกฎผ่านการโหวตของสภาโรงเรียน ผู้ที่กระทำผิดจะถูกสอบสวนและกำหนดการลงโทษ สภาโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาของโรงเรียนและชุมชนด้วย เด็กจึงเกิดความรู้สึกเคารพกฎจากการตัดสินใจของตนเอง ไม่ใช่เคารพกฎจากการถูกบังคับ ซึ่งการเคารพกฎนี้ไม่ได้แสดงออกเฉพาะตอนที่อยู่ในสภาเท่านั้น แต่การเคารพกฎกติกายังสะท้อนออกมาในการเล่นของเด็กด้วย ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าในการเล่นแต่ละครั้ง เด็กจะมีการตั้งกติกาก่อนและหากใครไม่ปฏิบัติตามกติกาเพื่อนก็จะไม่เล่นด้วย
       
       จำได้ว่าสิ่งที่ประทับใจและยังติดหูอยู่ในวันนั้นก็คือเรื่องที่แม่แอ๊วบอกว่า
       
       มาตรวัดความสำเร็จของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ต่อแนวทางการศึกษาของเด็กๆ ที่จบจากที่นี่ ซึ่งต้องมีการติดตามตลอดอย่างต่อเนื่อง บางคนใช้เวลาเป็นสิบปี ก็คือ ถ้าเขามีครอบครัวที่ดีนั่นหมายถึงความสำเร็จของเรา เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เป็นรางวัลแห่งชีวิต
       
       พลันมาสะดุดเข้ากับเรื่องหนึ่ง ที่ช่างตรงข้ามเหลือเกิน ยามเมื่อได้เห็นหน่วยงานภาครัฐที่มักจะมอบรางวัลเยาวชนดีเด่นกันมากมายเหลือเกิน แจกกันได้ทุกปี
       
       และเมื่อเหลียวมาดูกติกาการคัดเลือก ส่วนใหญ่จะเป็นการคัดเลือกจากกระดาษ หรือจากที่ต้นสังกัดส่งเข้าไปให้คัดเลือก เมื่อคณะกรรมการพิจารณาก็จะมีสูตรสำเร็จว่าอยากให้เป็นต้นแบบให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นหลัง ถ้าได้ดาราเป็นแบบอย่างก็จะเป็นข่าว หรือได้รับความสนใจมากขึ้น โดยไม่ได้สนใจหรือตระหนักถึง ขั้นตอนการตรวจสอบอย่างแท้จริง การติดตามผลงานอย่างจริงจังหรือต่อเนื่อง หรือสนใจความเป็นไปในชีวิตของคนผู้นั้นมาก่อนว่ามีความเหมาะสมอย่างแท้จริงก่อนที่จะได้รับรางวัลหรือไม่
       
       ไม่แปลกใจจริงๆ ที่ครานี้ คนที่ชื่อ นาธาน กำลังถูกเรียกคืนรางวัลความเป็นเยาวชนดีเด่น เนื่องเพราะโกงอายุ ทั้งที่พฤติกรรมก็สุดแสนน่าอับอาย
       

       จะว่าไปแล้วก็พอคาดเดาได้ ว่าต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นสักวัน เพราะเมื่อวิธีคิดของการให้ได้มาซึ่งเยาวชนดีเด่น ไม่ได้ให้คุณค่าของการดำรงตนที่ไม่ได้ดีเพียงวันเดียว หรือดีเด่นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเวลาใด ไม่ได้ติดตามวิถีการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า ไม่ได้ให้คุณค่ากับสภาพแวดล้อมและที่มาที่ไปรวมถึงคนรอบข้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาที่สามารถให้ข้อมูลในเชิงลึกได้เกี่ยวกับความเป็นไปของตัวตนที่แท้จริงของคนนั้นได้
       
       เราก็คงจะได้เยาวชนดีเด่นของเทียมมากมาย ที่พร้อมเรียนรู้ว่าควรทำอะไรและทำอย่างไรจึงจะได้เป็นเยาวชนดีเด่นหรือเป็นคนที่มีชื่อเสียงได้เพียงข้ามคืน


โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้จัดการออนไลน์