พรมเช็ดเท้า “กันขโมย” โครงการของเด็กที่ประสิทธิภาพเกินตัว
บานเย็น แม่นปืน
จากการบ้านเรื่องโครงงานในห้องเรียนที่คุณครูให้ช่วยกันคิดและนำมาส่ง เพื่อแลกกับคะแนนเท่านั้น กลับนำไปสู่การแข่งขันที่ทำให้เด็ก ๆ จากโรงเรียนสุเหร่าวัดจรเข้ขบ (กุลางกูรอุปถัมภ์) ต่อยอดจนกลายเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ
เพราะเมื่อด.ญ.นาตาชา บุญมีมา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด.ญ.รสธิชา ประกอบผล และ ด.ญ.สุกัลญา หวังหมัด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งจับกลุ่มร่วมกันหาทางตีโจทย์แนวคิดที่ว่าจะใช้พรมเช็ดเท้าที่วางอยู่หน้าบ้านอย่างไร ให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์แบบที่ร่ำเรียนมามาบวกกันเข้าไปและการนำปัญหาที่ขบคิดออกมาได้ว่า หากพรมเช็ดเท้าที่วางอยู่หน้าบ้าน ซึ่งถือเป็นปราการแรกที่ใคร ๆจะก้าวเข้าตัวบ้าน สามารถส่งเสียงได้เมื่อยามที่ไม่มีคนอยู่บ้านหรือแม้กระทั่งนอนหลับ คงเป็นเรื่องดียิ่ง เพราะช่วงนี้บ้านเมืองมีทั้งโจร
และขโมยมากมาย
จากความคิดเล็ก ๆ กลายมาเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ได้รางวัลชนะเลิศ การประกวดหนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม ด้านการจัดการเรียนรู้ ที่คุรุสภา จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏลพบุรี ที่มีผู้ร่วมแข่งขันกันทั่วประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้กับโรงเรียนอย่างมาก
นายเอิ้ม ช่อมณี ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ กล่าวว่า การเรียนในห้องนั้นไม่เพียงที่ให้ความรู้ไปสู่เด็กเท่าที่สอนเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดความคิดให้เด็ก ๆ เพื่อดึงเอาความสามารถของเด็กออกมาด้วย โดยโครงงานดังกล่าวนั้น เป็นโครงงานที่ชนะเลิศในโรงเรียน สู่การแข่งขันในระดับโรงเรียนสังกัด กทม. และสู่ระดับประเทศด้วย ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ไม่ใช่ใคร คือ นักเรียนของเราเองที่จะมีความรู้มากขึ้น
น้อง ๆ เล่าว่า การเกิดเป็นความคิดขึ้นมากับการลงมือทำนั้นแตกต่างกัน ตอนคิดก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ จึงนำเรื่องไปปรึกษาครูประจำวิชา ซึ่งครูก็เห็นด้วยว่าแนวความคิดดังกล่าวเป็นความคิดที่ดีสามารถใช้วิชาวิทยาศาสตร์ที่เรียนมา ใช้ในการประดิษฐ์ได้
คุณครูเบญจพร บำรุงครูที่ปรึกษา เล่าว่า ได้แนะนำการทำพรมเช็ดเท้ามีเสียงเตือนขึ้นมาอย่างที่เด็ก ๆ คิดไว้ “การจะทำให้พรมเช็ดเท้ามีเสียงเตือนต้องอาศัยการเชื่อมต่อเข้ากับสัญญาณเสียงด้วยวิธีการต่อวงจรไฟฟ้า ซึ่งทำได้ด้วยการต่อสัญญาณเสียงเข้าในระบบโดยใช้พลังงานจากถ่านไฟฉาย เพื่อให้สัญญาณดัง ซึ่งตนก็แนะนำแนวคิดให้ เด็กซึ่งเรียนวิทยาศาสตร์มาแล้วก็เข้าใจและสามารถทำได้”
ด.ญ.นาตาชา เป็นตัวแทนอธิบายการประดิษฐ์อุปกรณ์กันขโมยนี้ให้ฟังว่าเมื่อนำแนวคิดมาประกอบกับวิชาวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำได้ วัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์มีเพียงไม่กี่ชิ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมกันอยู่ที่ประมาณ 300 บาทเท่านั้น ได้แก่ พรมเช็ดเท้า 2 ผืน สายไฟ สังกะสีแผ่นเรียบขนาด 12×15 นิ้วจำนวน 2 แผ่น เทปโฟม 2 หน้า ถ่านไฟฉาย รางถ่านไฟฉายและวงจรสัญญาณเสียงที่มีสวิตช์และหลอดไฟส่องสว่าง
วิธีประดิษฐ์ก็ทำได้ไม่ยาก คือ 1.ตัดสังกะสีแผ่นเรียบขนาด 12×15 นิ้วจำนวน 2 แผ่น มาประกบกัน โดยใช้เทปโฟม 2 หน้าเป็นตัวกั้นไม่ให้สังกะสี 2 แผ่น ชนกัน แล้วนำสายไฟมาต่อกับแผ่นสังกะสี ทั้ง 2 แผ่น 2.นำพรมเช็ดเท้ามาประกอบเข้ากับสังกะสีที่ประกอบไว้แล้ว และเย็บพรมเช็ดเท้าเข้าเป็นแผ่นเดียวกัน 3.นำพรมเช็ดเท้าที่ประกอบได้ไปต่อเข้ากับวงจรสัญญาณเสียงและระบบไฟส่องสว่าง ซึ่งเมื่อเปิดสวิตช์ทิ้งไว้ หากมีคนมาเหยียบบนพรมเช็ดเท้า น้ำหนักจะทำให้สังกะสี 2 แผ่นกระทบกันจนสายไฟที่เชื่อมระหว่างพรมเช็ดเท้าและวงจรเสียงทำงาน ซึ่งจะเกิดทั้งเสียงและหลอดไฟสว่างไปพร้อมกัน”
แค่นี้ก็ได้พรมเช็ดเท้ากันขโมยไว้ใช้สบาย ๆ ทั้งนี้ในอนาคตเด็ก ๆ กำลังศึกษาการทำให้พรมเช็ดเท้ากันขโมยผืนนี้ส่งสัญญาณโดยที่ไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ หรือที่เรียกว่า แบบไร้สายนั่นเอง เพื่อให้ขโมยไม่สามารถเห็นแผงวงจรของเครื่องสัญญาณได้ง่าย อีกทั้งสามารถนำสัญญาณแบบไร้สายไปไว้ในบริเวณอื่นที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายหรือพกพาไปได้
ผอ.เอิ้ม กล่าวทิ้งท้ายว่า ยินดีมากที่โรงเรียนของเรามีพัฒนาการด้านการเรียน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆไม่ว่าจะเป็นจากรางวัลที่ได้รับหรือพัฒนาการจากตัวเด็ก ซึ่งตนก็ยินดีสนับสนุน
หวังว่าวันหนึ่งโรงเรียนสังกัด กทม. จะโดดเด่นและเป็นที่นิยมมาเข้าศึกษาเหมือนกับโรงเรียนชื่อดังอื่น ๆ โดยไม่ต้องขวนขวายเดินทางออกไปให้ไกลบ้าน.
แหล่งที่มาของข่าว: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
