นโยบายอุดมศึกษา

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา – นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับฟังปัญหาความต้องการ ข้อเสนอแนะ และหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในการขับเคลื่อน “8 นโยบายการศึกษา : นายจาตุรนต์ ฉายแสง” ไปสู่การปฏิบัติ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ณ ห้องประชุม ศ.วิจิตร ศรีสอ้าน ชั้น 5



นายสุภัทร จำปาทอง ผู้ช่วยเลขาธิการ กกอ. ได้นำเสนอรายงานสรุปผลการดำเนินงานของ สกอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการอุดมศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 171 แห่ง แยกเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 100 แห่ง มีจำนวนนักศึกษา 1,772,026 คน และมหาวิทยาลัยเอกชน 71 แห่ง มีจำนวนนักศึกษา 298,294 คน รวมจำนวนนักศึกษาทั้งสิ้น 2,070,320 คน (ข้อมูลปี 2554)


ทั้งนี้ สกอ.ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2556 รวมทั้งสิ้น 88,716 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.27 ของงบประมาณ ศธ. ส่วนปีงบประมาณ 2557 ได้รับงบประมาณ 96,234 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.47


รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอบคุณ สกอ.ที่คิดเรื่องต่างๆ ไปได้ไกล ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นจากการรับฟังในครั้งนี้  ได้ขอให้ สกอ.นำไปวางแผนดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา ประกอบกับผลการดำเนินงานของรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนตาม 8 นโยบายการศึกษาโดยสรุปดังนี้


1) ให้ สกอ.ศึกษาแนวโน้มความต้องการกำลังคนระดับอุดมศึกษาของประเทศในสาขาวิชาต่างๆ พร้อมทั้งประกาศให้มหาวิทยาลัย และสาธารณชนทราบทุกๆ 3 ปี  เพื่อต้องการให้ความต้องการด้านกำลังคนของประเทศ เชื่อมโยงไปสู่การผลิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากและเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ อาจจะสำรวจความต้องการทั้งด้านจำนวนคน ประเภท คน และสาขาวิชาต่างๆ ได้ แต่วิธีการที่มหาวิทยาลัยจะผลิตได้ตรงตามความต้องการนั้น ระบบของมหาวิทยาลัยจะทำได้ยาก เพราะมหาวิทยาลัยตอบสนองความต้องการของผู้เรียนโดยการจัดการศึกษาในสาขาง่ายๆ แม้จะมีผลต่อรายได้ในการดำเนินกิจการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ หากมหาวิทยาลัยจะจัดการศึกษาในสาขาที่มีความยาก ก็อาจจะถูกจำกัดด้านกำลังความสามารถในการจัดการศึกษา จึงเป็นประเด็นสำคัญที่อาจจะต้องให้มหาวิทยาลัยเพิ่มสาขาวิชาบ้าง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณมากขึ้นเช่นกัน


2) หามาตรการในการควบคุมปริมาณการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของชาติ ไม่ขยายวิทยาเขต/ศูนย์บริการนอกเขตพื้นที่บริการ แต่เน้นการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานให้มากขึ้น จัดทำระบบ Accreditation อุดมศึกษา ทั้งมิติของสถาบันและหลักสูตรการศึกษา  ควรทำให้มหาวิทยาลัยมีการผลิตคนและงานวิจัยในเชิงคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันระบบมหาวิทยาลัยมีกฎหมายเป็นของตนเอง จึงมีความเป็นอิสระ ซึ่งอาจจะผลิตคนได้ไม่ตรงกับต้องการของประเทศ ไม่มีอันดับในมหาวิทยาลัยโลก หรือไม่มีวิธีประเมินภายในประเทศที่ดีพอ จึงไม่ทราบสถานะการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยว่าเป็นอย่างไร ทำให้ไม่สามารถผลักดันในเรื่องต่างๆ ได้ จึงต้องหาวิธีที่จะเป็นเครื่องมือและกลไกในการที่รัฐจะสามารถผลักดัน เรียกร้องต่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้จัดการศึกษาและทำวิจัยให้ดีขึ้น เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกหรือนานาชาติ มีการพัฒนาอาจารย์ให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาชาติมากขึ้น


3) จัดให้มีระบบจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศ และประกาศผลการจัดอันดับให้สาธารณชนทราบทุกปี  โดยอาจร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น สื่อมวลชน เพื่อให้สังคมได้รับทราบผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา


4) จัดให้มีโครงการ “มหาวิทยาลัยระดับโลก” (World Class University) ตามนโยบายรัฐบาล และโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ  โดยให้มีการกำหนดเงื่อนไขและคุณลักษณะของการเป็น World Class University ที่ชัดเจน และผลักดันให้มหาวิทยาลัยติดอันดับการจัดอันดับของนานาชาติให้มากขึ้น จำนวนไม่น้อยกว่า 7 มหาวิทยาลัย


5) เร่งรัดให้มีพระราชบัญญัติอุดมศึกษา  เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันอุดมศึกษา และรัฐสามารถกำกับเชิงนโยบายและคุณภาพมาตรฐาน และพัฒนาโครงสร้างและหน้าที่ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชิงนโยบายและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานอุดมศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งกระบวนการจัดทำพระราชบัญญัติอุดมศึกษา ควรจะเป็นกระบวนการที่สื่อสารให้สังคมได้ทราบถึงปัญหาและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อให้รัฐและสังคมสามารถผลักดันส่งเสริม รวมทั้งเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น


6) ส่งเสริมวิทยาลัยชุมชน  ให้เป็นกลไกในการสร้างความเข้มแข็ง พัฒนาอาชีพ และสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชน โดยจะเร่งผลักดันพระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชนให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว


7) พัฒนาระบบการผลิตครูแห่งชาติ   – โดยศึกษาความต้องการและวางแผนผลิตครูของประเทศในระยะยาว มีระบบคัดเลือกเพื่อให้สถาบันการผลิตครูที่มีคุณภาพสูงเข้าร่วมโครงการ โดยการกำหนดคุณสมบัติของสถาบันที่ผลิตให้ชัดเจน


8) ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ   สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนด้านศิลปวิทยาศาสตร์ (Liberal Arts Education) เพื่อมุ่งให้เกิดความเข้มแข็งในสาขาวิชาพื้นฐานอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ สกอ.จัดตั้งศูนย์ทดสอบภาษา เพราะการสอนภาษาต่างประเทศของเรามีความอ่อนแอมาก เช่น การผลิตครูสอนภาษาอังกฤษออกมาสอนโดยเน้น Grammar หรือเน้นการท่องจำ แต่ไม่มีการสนทนามากนัก จึงควรหาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีความเข้าใจมาช่วยการสร้างและประเมินผู้เรียนเพื่อให้มี Proficiency ในมาตรฐานที่สูงขึ้น ซึ่งภาษาหลักๆ จะมี Test และ Pre-test Proficiency มีมาตรฐานสูงมากอยู่แล้ว เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน หากจะดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบให้มีการจัดตั้งศูนย์ภาษา โดยขอให้เจ้าของภาษาเข้ามาช่วย เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องคุณภาพโดยเทียบกับ Proficiency ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ผู้ที่เรียนหลักสูตรสองภาษา และผู้ที่เรียน Communicative จากครูและสื่อที่มีความพร้อม โดยเปลี่ยนสื่อวิธีการเรียนการสอน การให้คำแนะนำ การสาธิต การใช้สื่อทางไกล สื่ออินเทอร์เน็ต รวมทั้งตั้งเป้าหมายการผลิตให้มีคุณภาพโดยมีจำนวนที่ชัดเจน ไม่เน้นในเชิงปริมาณ




ภาพ สถาพร ถาวรสุข


9) พัฒนากองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกพันรายได้ในอนาคต (ICL– เพื่อให้เป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาส และผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ซึ่งเจตนาของกองทุน ICL คือต้องการ Reallocate Budget ไปยังคณะ/สาขาวิชาที่คนต้องการจะเรียนและมีศักยภาพในการหางานทำได้ เป็นเครื่องมือใน Reallocate Budget ให้ตรงกับความต้องการของประเทศและมีคุณภาพ รวมทั้งเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ระบบการศึกษาของประเทศสามารถระดมทรัพยากรจากทุกฝ่ายได้มากขึ้น รวมทั้งจากครอบครัวผู้เรียนที่มีฐานะ กล่าวคือ เก็บเงินมากขึ้นเพื่อให้โอกาสคนมีรายได้น้อยและปานกลางกู้ยืม ใช้เงินคืนเมื่อมีงานทำ และยกเลิกการฟ้องร้อง โดยขอให้ สกอ.ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปและให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและภาคเอกชนมาร่วมด้วย


10) พัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลให้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ฝากโจทย์ให้ สกอ.ช่วยคิดหาวิธีดำเนินการในการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และมหาวิทยาลัย เพื่อปรับปรุงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษา เพราะปัจจุบันมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น เช่น เด็กบางคนมีโอกาสสอบเพียงครั้งเดียวเพราะไม่มีเงิน ในขณะที่เด็กบางคนสามารถสอบได้หลายที่และมีโอกาสสอบทั้งปี รวมทั้งระบบการกวดวิชาต่างๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งยังลดความสนใจในการเรียนการสอนที่มุ่งให้เด็กได้คิดวิเคราะห์มากขึ้น ส่วนเรื่องคุณภาพของเด็กที่จะไปเรียนในมหาวิทยาลัย ควรจะต้องช่วยกันพิจารณาว่าระบบการคัดเลือกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้ได้คนที่มีคุณภาพจริงหรือไม่ นอกจากนี้ อาจผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนและความสนใจในการเรียนการสอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งความสนใจต่อการปฏิรูปการเรียนการสอน เพราะทุกคนจะมุ่งความสนใจไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในความเป็นจริงระบบการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยจะต้องอิงกับหลักสูตรการเรียนการสอน หากไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจเกี่ยวกับหลักสูตรหรือการเรียนการสอนก็ขอให้มาช่วยกันปรับปรุงแก้ไข โดยในเรื่องนี้จะต้องดำเนินการในลักษณะ Social Movement เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยน และพัฒนาให้ดีขึ้น


11) เร่งรัดให้มีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและกองทุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา   เป็นองค์กรในกำกับ ศธ. เพื่อเป็นหน่วยงานด้านนโยบายและวางแผน วิจัยและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา


12) พัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติสำหรับภูมิภาคอาเซียน   โดยการสนับสนุนให้มีสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกมาเปิดดำเนินการในประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากประเทศอาเซียนมาศึกษาในประเทศไทยมากขึ้น


13) ส่งเสริมการวิจัยระดับอุดมศึกษา   – ให้มีการส่งเสริมการวิจัย และการนำผลการวิจัยและเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์


14) พัฒนาอาจารย์ระดับอุดมศึกษาให้มีขีดความสามารถทางวิชาการสูง   เพื่อให้มีมาตรฐานทัดเทียมอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ พร้อมทั้งจัดให้มีทุนพัฒนาอาจารย์ สนับสนุนให้มีแหล่งผลิตอาจารย์ภายในประเทศมากขึ้น


15) ส่งเสริมเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการอุดมศึกษา   – ไม่ต้องการให้มีการควบคุมเอกชน แต่ขอให้ช่วยกันส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษา เพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐาน และปรับปรุงระเบียบให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยรัฐจะกำกับควบคุมเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


ทั้งนี้ ขอให้ สกอ.จัดระดมความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาทั้งระบบ ร่วมกับคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ชุดใหม่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคผู้ใช้กำลังคน ภายในเดือนกันยายน 2556 ด้วย


นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
1/8/2556