ต้นแบบเยาวชนไทยว่าที่นักวิทยาศาสตร์หัวกะทิ

Pic_90386

พลิกปัญหาจากการใช้สารเคมีเป็นโอกาส คิดค้นโครงงานวิทยาศาสตร์ หวังเปลี่ยนพฤติกรรมชาวบ้านในท้องถิ่น ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ หนุนวัยรุ่นแบ่งเวลา ใช้คอมหาความรู้ ออกตัววิทยาศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด…

จากปัญหาในการใช้สารเคมีที่มีราคาแพงและกลิ่นฉุนในการประกอบอาชีพของครอบครัว กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ นายศุภชัย นิลคำ หรือ น้องเส็ง นักเรียนชั้นม.6 โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จ.ศรีสะเกษ ประสบความสำเร็จจากการคิดค้นโครงงานวิทยาศาสตร์หัวข้อ การจับตัวน้ำยางธรรมชาติด้วยน้ำหมักชีวภาพ โดยสามารถเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดผลงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรือ Intel ISEF 2010 จนคว้ารางวัล Grand Awards อันดับที่ 4 สาขา Engineering-Materials & Bioengineering มาครอง พร้อมสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลและประเทศได้อย่างภาคภูมิใจ ด้วยแนวคิดเรียบง่าย แต่ไม่ธรรมดา รับรองว่าน่าสนใจและชวนให้ติดตาม…

IT Digest : จุดเริ่มต้นงานวิจัยการจับตัวน้ำยางธรรมชาติด้วยน้ำหมักชีวภาพ เกิดขึ้นได้อย่างไร

ศุภชัย : โครงงานดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ขณะศึกษาระดับม.4 ด้วยความตั้งใจว่าจะทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องสุดท้ายสำหรับการเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อทุ่มเทเวลาในช่วงม.6 ให้การเรียนและเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ สุดท้ายจึงเริ่มต้นทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องการศึกษาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพกับยางแข็ง

“ผมเริ่มต้นง่ายๆ เหมือนเป็นความบังเอิญ จากปัญหาในใช้กรดฟอร์มิกเพื่อทำให้น้ำยางจับตัว สำหรับผลิตยางแข็งภายในครอบครัว จึงเกิดเป็นโจทย์ทดลอง ตอนแรกแค่อยากหากรดตัวอื่นที่จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค หรือคุณภาพสินค้ามาทดแทนการใช้กรดฟอร์มิก โดยกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นให้เป็นวัสดุจากธรรมชาติที่ไม่มีกลิ่นฉุน ราคาถูก และช่วยลดเวลาในขั้นตอนการจับตัวน้ำยางได้เร็วกว่ากรดฟอร์มิกถึง 10 เท่า เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีราคาแพงและอันตราย”

 src=

จากการศึกษา พบว่าน้ำยาจะจับตัวด้วยกรดเพียงอย่างเดียว จึงเกิดความคิดนำวัตถุดิบธรรมชาติมาทดแทน อาทิ มะนาว น้ำส้มสายชู มะเฟือง มะไฟ สารสกัดจากใบพืชต่างๆ ที่มีฤทธิ์เป็นกรดมาจับตัวกับน้ำยาง แม้จะพบว่าสามารถทำปฏิกิริยากันแต่ก็ยังพบข้อเสียหลายประการ เช่น ราคาแพงกว่ากรดฟอร์มิก ส่งผลให้คุณภาพยางต่ำ และหาได้ยาก แต่สุดท้ายได้มาเจอน้ำหมักที่ครอบครัวทำไว้ใช้รดนาข้าวและต้นไม้ทั่วไป จึงทดลองนำไปสาดใส่ต้นไม้ โดยปรากฏว่าต้นไม้ตายทั้งหมด เนื่องจากไม่ได้เจือจางน้ำหมักก่อนนำไปใช้ ต่อมาจึงนำไปทดลองกับน้ำยาง ปรากฏว่าสารทั้ง 2 ตัวสามารถจับตัวได้เร็วมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นและการต่อยอดสู่โครงงานวิจัยการจับตัวน้ำยางธรรมชาติด้วยน้ำหมักชีวภาพ โดยก่อนหน้านี้ โครงงานการศึกษาน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพกับยางแข็ง เคยได้รับรางวัลที่ 2 ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาแล้ว

“เมื่อทราบว่ามีโครงการ YSC (Young Scientist Competition) ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงตัดสินใจส่งโครงงานดังกล่าวเข้าประกวดอีกครั้ง ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ YSC และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งขันเวที Intel ISEF 2010 ต่อในระดับโลก จนได้รางวัล Grand Awards อันดับ 4 จากเวทีดังกล่าวกลับมาให้ประเทศ”

IT Digest : อุปสรรคหรือปัญหาอะไรทำให้ตัดสินใจไม่ทำโครงงานต่อ

ศุภชัย : ช่วงเริ่มต้นเราทำเกี่ยวกับยางแผ่น เมื่อส่งไปยัง สกว. ก็ได้รับคำติงเกี่ยวกับราคาน้ำหมักสูงกว่ากรดฟอร์มิก ทั้งยังมีขั้นตอนยุ่งยาก และน้ำหมักอาจทำให้มีสิ่งสกปรกอยู่ในแผ่นยาง ทำให้เกิดความกลัวและไม่กล้าส่งโครงงานดังกล่าวเข้าประกวดที่อื่นหรือทดลองต่อไป แต่เมื่อพ่อมาเห็นแผ่นยางที่มีสีสันสวยงามกว่าการใช้กรดฟอร์มิกก็สนับสนุนให้ทดลองต่อไป ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งสกปรกและทำให้เสื่อมคุณภาพยาง จนกระทั่งอีก 2 ปีต่อมา ครอบครัวและคนในท้องถิ่นได้เปลี่ยนจากทำยางแผ่นเป็นยางก้อนถ้วยเนื่องจากผลกระทบด้านราคาตกต่ำ จึงเกิดความคิดที่จะนำน้ำหมักมาใช้อีกครั้ง เพราะยางก้อนถ้วยถือว่ามีความสกปรกอยู่แล้ว ครอบครัวของตนจึงเริ่มใช้น้ำหมักเป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นจึงเผยแพร่ความรู้แก่ชาวบ้านโดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี

 src=

“ตอนนี้คนในหมู่บ้านทั้งหมดก็ใช้น้ำหมักแทนกรดฟอร์มิก จากคุณสมบัติในการจับตัวอย่างรวดเร็ว ประหยัด และสามารถใช้เป็นปุ๋ยรดต้นยางได้ ทำให้ชาวบ้านนิยมใช้วัตถุดิบปลอดภัยจากธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมาก”

IT Digest : ทำไมถึงสนใจวิทยาศาสตร์และทำโครงงานเพื่อส่งประกวด

ศุภชัย : ผมเป็นเด็กโครงงาน ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ส่งประกวดตั้งแต่เรียนอยู่ม.1 ทำมา 8-9 เรื่อง แต่ทุกเรื่องก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เรียกว่าลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาตลอด อยากรู้อะไรผมก็ทดลองทำให้รู้ด้วยตัวเอง จนมาถึงโครงงานที่ตั้งใจว่าจะทำเป็นเรื่องสุดท้ายจึงประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ แต่ถือว่าคุ้มค่าที่เคยได้ลองผิดลองถูก นอกจากนี้ ยังได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์สถาบันต่างๆ อาทิ ม.เกษตรศาสตร์ ม.อุบลราชธานี และสำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวท.) เพื่อขอคำแนะนำและคำปรึกษาโดยตลอด

IT Digest : หลังจากได้รับรางวัล คาดหวังจะต่อยอดงานวิจัยของตนเองอย่างไร

ศุภชัย : อยากทดลองเปลี่ยนจากยางก้อนถ้วยเป็นยางแผ่นเพราะมีสีสันสวยงามกว่าการใช้สารเคมี แต่ยอมรับว่ายังกังวลเรื่องความสกปรกในแผ่นยาง แม้จะเคยทดลองวัดค่าความสกปรกและพบว่าความสกปรกในยางก้อนถ้วยที่ใช้น้ำหมักนั้นมีน้อยกว่าสารเคมีก็ตาม เชื่อว่าการเพิ่มคุณภาพให้ยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นอีกด้วย

 src=

IT Digest : ขั้นตอนการทำน้ำหมักจุลินทรีย์และการนำไปใช้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

ศุภชัย : ภายหลังหมักผักและผลไม้ประมาณ 30 วันขึ้นไป ก็ต้องบีบเอาน้ำ โดยใช้ผ้าขาวบางหรือตะแกรงในการกรอง และนำน้ำหมักที่กรองได้ไปหยอดลงในน้ำยาง ด้วยอัตราส่วนน้ำยาง 10 ส่วน ต่อน้ำหมัก 1 ส่วน โดยขั้นตอนการทำน้ำหมักก็ไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อน ผู้ใช้สามารถนำอะไรมาหมักก็ได้แต่ต้องใส่กากน้ำตาลรวมกับเศษผักหรือผลไม้ และหมักทิ้งไว้ 30 วัน จึงสามารถใช้งานได้

IT Digest : นอกจากการเรียนและวิทยาศาสตร์ มีไลฟ์สไตล์เหมือนวัยรุ่นทั่วไปหรือไม่

ศุภชัย : ในหมู่บ้านยังถือเป็นพื้นที่ต่างจังหวัดมาก บางครั้งนักเรียนทั้งหมดต้องหยุดเรียนเพื่อไปช่วยครกรีดยางในขณะที่เรามีนั่งเรียนอยู่คนเดียว ยอมรับว่าบางครั้งก็มีแรงกดดัน แต่ตนมีความพยายามทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการเรียนมากขึ้น แต่ถึงอย่างไร ในฐานะวัยรุ่นก็ยังชอบเที่ยวสนุกสนานบ้าง แต่จะมีกฎเกณฑ์สำหรับตัวเอง คือต้องรู้จักแบ่งและรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร

“ผมพยายามทำให้ชาวบ้านรู้ว่า นอกจากการทำมาหากิน การเรียนก็สามารถสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้ ยิ่งพอผมคิดและทำโครงงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและได้รับรางวัล ยิ่งทำให้ชาวบ้านเข้าใจความสำคัญและสนับสนุนให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือมากขึ้น ถือเป็นอีกเรื่องที่ผมภูมิใจมาก ที่สามารถทำให้เด็กอีกหลายคนได้โอกาสและการสนับสนุนจากครอบครัวให้เรียนหนังสือ ส่วนวัยรุ่นที่นิยมเล่นอินเทอร์เน็ตนั้น ผมอยากบอกว่าคุณไม่ผิด เพียงแต่แบ่งเวลาที่ใช้เพื่อความบันเทิงมาหาความรู้บ้างดีกว่า สนใจอะไรก็มุ่งไปด้านนั้น ไม่จำเป็นต้องเลิกเล่น”

IT Digest : ตั้งความหวังด้านการเรียนหรืออาชีพในอนาคตไว้อย่างไร

ศุภชัย : ต้องอยากเรียนคณะวิทยาศาสตร์แน่นอน แอบหวังไว้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และม.มหิดล ขอยืนยันว่าจะสนใจงานวิทยาศาสตร์ต่อไป ยิ่งได้มีโอกาสใกล้ชิดนักวิทยาศาสตร์ช่วงก่อนเดินทางไปแข่งขัน Intel ISEF 2010 ที่สหรัฐอเมริกา ยิ่งทำให้มั่นใจว่าเราชื่นชอบการทำงานและอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน

 src=

“รู้สึกว่าการคิดค้นหรือสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านหรือคนทั่วไป ถือเป็นความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะการเป็นผลงานระดับประเทศหรือระดับโลก ผมอยากให้วิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก้าวหน้าทัดเทียมต่างชาติ เพราะศักยภาพเราไม่ด้อยไปกว่าชาติใด อยากให้ผู้ใหญ่เปิดโอกาสแก่เยาวชนมากกว่านี้ นักเรียนส่วนมากยังไม่เคยรับรู้ว่ามีกิจกรรมประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และความหมายของงานวิจัย ควรจะมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก ผมยืนยันว่าไม่ต้องเป็นคนเก่งก็ทำแบบผมได้”

IT Digest : คำแนะนำสำหรับผู้ที่กลัวและมองวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก

ศุภชัย : วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งถึงเข้าใจ ตนเองก็เรียนได้ระดับปกติ เชื่อว่าความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำคือพลังสำคัญ ถ้าต้องการคำตอบในสิ่งที่ไม่รู้ ก็สามารถค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ตหรือถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เพราะทุกคนไม่มีใครจะรู้ได้หมดทุกเรื่อง

“ความแตกต่างระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศคือการไม่เปิดกว้าง ต่างประเทศเปิดโอกาสให้เด็กมัธยมได้เรียนรู้รายละเอียดบางส่วนก่อนเข้าเรียนจริงในมหาวิทยาลัย ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องดี”

IT Digest : มีมุมมองต่อการสนับสนุนจากหน่วยงานหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง

ศุภชัย : โดยส่วนตัวอยากให้มีมากกว่านี้ งานประกวดด้านวิทยาศาสตร์ก็อยากให้มีหลากหลายกว่านี้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีเวทีประกวดด้านดังกล่าวเพียง 2-3 โครงการ ทั้งยังขาดการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ก็อยากให้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนการวิจัย เพื่อสร้างความสนใจและดึงดูดวัยรุ่นให้สนใจด้านวิทยาศาสตร์ สู่การพัฒนาบุคลากรสายงานดังกล่าวต่อไป

“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มหาวิทยาลัยร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายหรือเขตบริการของตนเอง เปิดโอกาสให้เยาวชนที่สนใจได้มีโอกาสทดลองศึกษาหรืออบรมเบื้องต้นก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยตามกระบวนการศึกษา หรือได้รับความรู้จากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษอีกด้วย”

IT Digest : อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ศุภชัย : วิทยาศาสตร์คือการค้นหาความจริงที่มีอยู่แล้ว ผ่านกระบวนการและการอธิบายสู่คำตอบ แม้จะไม่ใช่ความจริงทั้ง 100% แม้เรื่องที่เราค้นพบอาจเป็นความจริง 60-70% แต่ภายหลัง คนรุ่นใหม่ก็ยังสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาผลงานของเราต่อไปได้ ถือเป็นการค้นคว้าที่ไม่จบสิ้น อย่ากลัวว่าคิดอะไรได้แล้วจะมีคนมาลบล้าง เพราะในอนาคต งานวิจัยของเราอาจเป็นต้นแบบสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ก็เป็นได้

“เชื่อเถอะว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุกและไม่เกินความสามารถของเด็กไทยอย่างแน่นอน”

แหล่งที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์