ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การเรียนกวดวิชา” กลายเป็นค่านิยมของบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งลูกไปเรียน เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าลูกได้คะแนนสอบน้อย แต่ไม่เคยรู้ว่าลูกเรียนไม่เข้าใจตรงไหน กลับยัดเยียดให้ลูกเรียนโดยปราศจากความเต็มใจ ซึ่งทำให้เด็กมักจะจำเจกับการเรียนในเรื่องที่เข้าใจแล้ว ส่วนในเรื่องที่ยังไม่เข้าใจจากการเรียนในห้องเรียนนั้นกลับไม่ได้รับการเสริมความรู้เพิ่มเติมเลย เพราะครูผู้สอนก็ไม่ทราบว่าเด็กต้องการเรียนในเรื่องใด ซึ่งเหตุผลดังกล่าวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กๆ หลายคนเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษไม่ได้ผลตามที่พ่อแม่คาดหวังเอาไว้
กับประเด็นนี้ “พงษ์ ผาวิจิตร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีอะคาเดเมีย จำกัด เจ้าของธุรกิจแฟรนไซส์โรงเรียนกวดวิชาคีนสคูล (Keenskool) สะท้อนความคิดเห็นว่า พ่อแม่หลายคนเลือกโรงเรียนกวดวิชาให้กับลูก โดยเน้นไปที่ชื่อเสียงของโรงเรียนมากกว่าคุณภาพของระบบการเรียนการสอนที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับเด็กๆ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีการสอนที่แตกต่างกัน บ้างก็เรียนกับวิดีโอ บ้างก็เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งพ่อแม่จะไม่ทราบได้เลยว่า ลูกเรียนเข้าใจไหม?
ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนจึงจำเป็นมากในการวัดระดับความรู้ของผู้เรียน เพราะสามารถเจาะลึกและวินิจฉัยความรู้พื้นฐานของเด็กได้ว่าแต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจในรายวิชาไหน และมีความถนัดในกลุ่มสาระไหนของวิชานั้นๆ โดยแสดงผลเป็นกราฟ เพื่อรายงานผลการเรียนของเด็กให้กับผู้ปกครองได้ทราบอย่างชัดเจน จากนั้นเมื่อทราบว่า เด็กเก่งหรือไม่เก่งในวิชาไหน กลุ่มสาระใด ก็จะต้องมีการเรียนเสริมในกลุ่มสาระนั้น ซึ่งเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนให้ครบทุกกลุ่มสาระ เพราะการเรียนเสริมควรเน้นในเรื่องที่เด็กไม่เข้าใจจริงๆ จากการเรียนในห้องเรียน
“ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่ส่งลูกไปเรียนเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษจะเน้นให้เรียนในวิชาที่คิดว่าลูกไม่เก่ง และต้องไปเรียนเสริมในเนื้อหาวิชาดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเรียนนานกว่า ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย แทนที่เด็กจะไปเน้นในเรื่องที่ไม่เข้าใจจริงๆ กลับต้องมานั่งเรียนในสิ่งที่เขาเข้าใจแล้วซ้ำๆ อีกรอบ ซึ่งต่างจากการเรียนเสริมที่ใช้ระบบไอซีที (ICT) เข้ามาวัดผลตั้งแต่เริ่มต้นเรียน เพราะระบบจะวัดว่าเด็กไม่เข้าใจในกลุ่มสาระไหน ก็เรียนเสริมในสาระนั้นๆ เช่น เด็กไม่เข้าใจในเรื่องเศษส่วน ก็จะลงเรียนในสาระนี้ โดยที่ไม่ต้องเรียนเรื่องอื่นๆ ที่เข้าใจแล้ว ซึ่งการเรียนจะแบ่งออกเป็นวิชาวิทยาศาสตร์มี 55 สาระ, คณิตศาสตร์มี 36 สาระและวิชาภาษาอังกฤษ” กรรมผู้จัดการฯ อธิบาย
| นอกจากนั้น เจ้าของธุรกิจแฟรนไซส์โรงเรียนกวดวิชาฯ ยังได้แนะนำการเรียนกวดวิชาแบบ PL หรือ Personalized Learning ที่เป็นระบบการบริหารการสอนและวัดผลเด็กแบบ One-to-One หรือที่เรียกว่า “การประเมินเด็กแบบตัวต่อตัว” ว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านการเรียนรู้ไม่เท่ากัน การผสมผสานการเรียนรู้กับระบบไอซีที (ICT) ที่มี iPad เป็นสื่อในการเรียน สามารถดึงความสนใจของเด็กได้ แต่ยังต้องอาศัยกระบวนการสังเกตและเอาใจใส่ของครูผู้สอนด้วย ซึ่งระบบการเรียนนี้จะเน้นเป็นการเรียนแบบเจาะเนื้อหาในแต่ละเรื่องและวัดผลด้วยแบบทดสอบที่ไม่ซ้ำกัน อีกทั้งแบบทดสอบจะเปลี่ยนเแปลงไปตามพัฒนาการในการเรียนของเด็กๆ โดยการวัดประเมินผลมีตั้งแต่ระดับง่าย ปานกลาง และยาก ที่เด็กๆ สามารถเลือกทำได้ตามพื้นฐานความรู้ของเด็ก ถึงแม้จะเป็นการทำแบบทดสอบที่ผ่านการใช้ระบบ ไอซีที (ICT) แต่ก็ต้องให็อยู่ตรงกลางระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอนที่สามารถช่วยในเรื่องของความสะดวกสบาย และเห็นความแตกต่างของการวัดประเมินผลการเรียนได้อย่างชัดเจน ว่าสามารถวัดผลได้ดีกว่าทั้งในเรื่องของความสะดวกและทราบผลได้เร็วกว่าระบบการเรียนอื่นๆ ที่มีการวัดและประเมินผลกันเป็นภาคเรียนหรือปีละครั้ง เพราะการประเมินผลการเรียนในระบบดังกล่าวสามารถทำได้ทุกวัน ทุกเวลาที่ต้องการทำแบบทดสอบ และจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่ทดสอบในแต่ละครั้งไว้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนรู้ว่าควรเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งจะแสดงผลเป็นกราฟ และมีความความแม่นยำ สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการเดา การสุ่ม หรือการลอกข้อสอบของเด็กๆ ได้ | |||||
สอดรับกับความต้องการของ “ณรงค์พร เหล่าศรีสิน” พนักงานบริษัท ผู้ปกครองที่ส่งลูกชายชั้น ม.2 เรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเขายอมรับว่า ลูกชายเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในห้องเรียนไม่ค่อยเข้าใจ จึงส่งให้มาเรียนเสริมในโรงเรียนกวดวิชาที่ใช้ระบบไอซีที (ICT) โดยใช้ iPad เป็นสื่อในการเรียน แต่ไม่ได้เรียนเนื้อหาทั้งหมดของวิชาดังกล่าว เพราะบางเรื่องลูกมีความเข้าใจและสามารถทำข้อสอบได้ดีแล้ว “ลูกชายของพี่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ในเรื่องเศษส่วนและจำนวนเต็มไม่ค่อยเข้าใจ จึงลงเรียนในกลุ่มสาระนี้ พอหลังจากนั้นก็สังเกตว่าลูกมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น และสามารถทำแบบทดสอบที่ใช้วัดประเมินผลได้ในระดับดี อีกทั้งลูกยังมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น เพราะได้สื่อการเรียนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เขาสามารถเรียนรู้ผ่านสิ่งที่แปลกใหม่ได้ เนื่องจากเนื้อหาในแต่ละกลุ่มสาระมีแบบฝึกหัดหลากหลายรูปแบบที่น่าสนใจ” อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเด็กเมื่ออยู่คู่กับเทคโนโลยีแล้วคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของเกม ที่ผู้ปกครองหลายคนมีความกังวลว่า เด็กจะสนใจเรื่องเล่นมากกว่าเนื้อหาของการเรียนการสอนที่บรรจุไว้ใน iPad นั้น ถึงแม้บางครั้งเด็กจะเล่นเกมบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะ iPad สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ คุณพ่อท่านนี้ก็แนะนำและฝากทิ้งว่า การที่เด็กจะเล่นเกมบ้างระหว่างเวลาพักในชั่วโมงเรียนก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะสมัยนี้มีเกมดีๆ ที่ช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ มากมาย ซึ่งในการเรียนที่ใช้ระบบ ไอซีที (ICT) เข้ามาช่วยก็มีแบบทดสอบที่อยู่ในรูปแบบของเกมเสริมทักษะในรายวิชาให้เด็กเล่นด้วย บางครั้งก็สามารถเล่นกันได้ทั้งครอบครัว เป็นการกระตุ้นให้เด็กสนใจเรียนมากขึ้น เพราะเขาได้เรียนไปพร้อมกับความสนุก อีกอย่างพ่อแม่จะได้ติตามความคืบหน้าในการเรียนของลูกได้ด้วย ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
