ชี้แจงการรับนักเรียน




ศึกษาธิการ – ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนักเรียน ม.๓ เดิมโรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขอให้แก้ไขประกาศการรับนักเรียนปี ๒๕๕๕ เมื่อเร็วๆ นี้









 src=

รมว.ศธ.กล่าวว่า แม้ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ แต่ก็ได้ดูแลความเรียบร้อยของงานและการให้บริการของ ศธ.โดยตลอดเวลา โดยให้ความมั่นใจและให้ความสำคัญกับผู้บริหารองค์กรหลักอยู่แล้ว ในกรณีที่ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขอให้เปลี่ยนแปลงกฎระเบียบตามประกาศรับนักเรียน ปี ๒๕๕๕ ของ สพฐ. เพราะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อได้นั้น เกิดจากการที่ผู้ปกครองและนักเรียนมีความต้องการที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงในอันดับต้นๆ เป็นจำนวนมาก

โดยการรับนักเรียนในปีนี้ สพฐ.ได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้น ม.๔ แล้ว ซึ่งจะรับนักเรียน ม.๓ เดิม จำนวน ๘๐% โดยการสอบคัดเลือก ในจำนวน ๘๐% นี้ จะรวมนักเรียนเงื่อนไขพิเศษด้วย และรับนักเรียนทั่วไปโดยการสอบคัดเลือกอีก ๒๐% ซึ่งเงื่อนไขพิเศษเป็นกฎระเบียบที่ สพฐ.ออกมานานแล้ว เพื่อให้การดูแลบุคคลที่สนับสนุนและดูแลโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักเรียน ม.๓ โรงเรียนบดินทร์เดชาฯ ที่พลาดโอกาสเข้าเรียนต่อชั้น ม.๔ นำคะแนนไปเปรียบเทียบกับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ จึงเกิดการร้องเรียนว่า นักเรียนบางคนที่ได้เข้าเรียนชั้น ม.๔ มีคะแนนน้อยกว่าพวกเขา

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า การรับนักเรียนทั่วไป ๒๐% โดยการสอบคัดเลือกนั้น เป็นเรื่องที่ดีและมีข้อดีที่ทำให้เด็กต่างจังหวัดมีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนดี มีชื่อเสียง ส่วนการรับนักเรียน ม.๓ เดิม โดยการสอบคัดเลือกนั้น ก็จะช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น แต่ขณะนี้ กรณีของนักเรียนโรงเรียนบดินทร์เดชาฯ มีหลายบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อบังคับให้ ศธ.ยกเลิกกฎระเบียบที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลว่า มีคนบางกลุ่มไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ จึงต้องการให้ยกเลิก ซึ่ง สพฐ.ไม่สามารถยกเลิกได้ เพราะกฎระเบียบนี้ปฏิบัติครอบคลุมทุก ๒,๕๐๐ โรงเรียน หากยกเลิก ก็จะทำให้ประเทศไม่มีระเบียบวินัย และจะเกิดการร้องเรียนตามมาอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม ได้มอบนโยบายให้ กพฐ. ขยายห้องเรียนชั้น ม.๔ ของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่ต้องการ โดยจะเริ่มปรับเปลี่ยนในปีการศึกษา ๒๕๕๖ เริ่มจากขยายห้องชั้น ม.๔ ก่อน ในปีต่อไปก็จะขยายชั้น ม.๕ และ ม.๖ เพื่อให้โรงเรียนสามารถรับนักเรียน ม.๓ เดิม เข้าเรียนต่อ ม.๔ ได้มากขึ้น และหากมีห้องเรียน ม.๔ มากกว่าห้องเรียน ม.๓ ก็จะสามารถรับเด็กเก่งที่ขาดโอกาสในชนบทได้มากขึ้นเช่นกัน การแก้ปัญหาเช่นนี้จะช่วยพัฒนาการศึกษาโดยเปลี่ยนจากการกระจายทรัพยากร (งบประมาณ) ไปยังโรงเรียนต่างๆ ที่ห่างไกลหรือมีนักเรียนน้อย เป็นการรวมทรัพยากรและจัดสรรให้กับโรงเรียนใหญ่ได้มากขึ้น เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น งบประมาณปี ๒๕๕๖ จะระบุให้มีการเพิ่มห้องชั้น ม.๔-๖ ของโรงเรียนที่เป็นที่ต้องการให้มากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความต้องการของผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนดีๆ โดย รมว.ศธ.ยืนยันและมีความเห็นว่าควรจะมีการสอบแข่งขันเช่นเดิม

สำหรับการแก้ไขปัญหานักเรียนโรงเรียนบดินทร์เดชาฯ ขณะนี้ สพฐ.ได้แก้ไขปัญหาได้เกือบจะทั้งหมดแล้ว โดย รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้ ดร.สิงห์ทอง บัวชุม และนายพรพิชิต สุกัญจนาญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปพบปะพูดคุย ทำความเข้าใจ กับผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจและจะทำร้ายตัวเอง รวมทั้งให้แก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วย ซึ่งผลการพูดคุยกับผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองไม่รู้และไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่าลูกสาวของตนเองโดนกลั่นแกล้งจึงคิดหาทางต่อสู้เพื่อลูก แต่เมื่ออธิบายให้เกิดความเข้าใจถึงกระบวนการสอบแข่งขันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ภายใต้กฎระเบียบที่ สพฐ.ประกาศให้ทุกคนได้รับทราบมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ปกครองก็เข้าใจและพร้อมที่จะให้ลูกสาวไปเรียนในโรงเรียนที่ ศธ.จัดให้

ส่วนกรณีที่มีการเผาหุ่นของ รมว.ศธ.นั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าเผาอย่างไร และการกล่าวหาว่า รมว.ศธ.มีนโยบายให้เก็บแป๊ะเจี๊ยะได้นั้น ต้องขอบอกว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งตนได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ให้มีการเก็บแป๊ะเจี๊ยะ เพราะแป๊ะเจี๊ยะคือการคอรัปชัน ถ้าจะบริจาคให้โรงเรียนก็ขอให้บริจาคในเวลาอื่น ซึ่งคำพูดที่กล่าวหานี้ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย จึงกำลังรวบรวมหลักฐานและพิจารณาการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ถ้ามีผู้ใดเข้าข่าย รมว.ศธ.ก็จะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวฝากในตอนท้ายว่า ต้องการให้คนดีมาบริหารประเทศ เพราะคนดีก็จะกระทำแต่ความดี พูดจาดี ตรงไปตรงมา มีคุณธรรม จริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าและพัฒนาต่อไปได้ และในอนาคตขอให้ประเทศและหนังสือพิมพ์มุ่งเน้นไปในแนวทางของประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ มีเหตุผล มีหลักการ ไม่มีการเขียนคำหยาบหรือกล่าวหากันบนหน้าหนังสือพิมพ์โดยไม่มีเหตุผล ประชาชนจะต้องมีหลักคุณธรรม จริยธรรม ในการดูแลและอยู่ร่วมกันในสังคม รับฟังและให้น้ำหนักกับคำพูดของคนดีที่มีประวัติดี ส่วนคนที่ไม่ดี ก็ไม่ควรจะให้น้ำหนักกับคำพูดมากนัก เพราะถ้ามีการให้คุณค่าของคำพูดระหว่างคนดีกับคนไม่ดีในหน้าหนังสือพิมพ์เท่ากัน แล้วเราจะตัดสินถึงความดีและความไม่ดีได้อย่างไร

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน


More Photos : ข่าวที่ 144/2555