จะจำแนกความถนัดในการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร








 


     ท่านผู้อ่าน “สานปฏิรูป” เคยนึกอยากรู้ไหมว่า “พี่เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย์ หรือ “เจ้าบอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ สมัยที่ยังเป็นนักเรียนนั่งเรียนอยู่ในห้องนั้น มีการแสดงออกในด้านการเรียนอย่างไร หลายคนอาจจะจินตนาการภาพไม่ออก แต่ที่แน่ๆ คือ ซูเปอร์สตาร์ทั้งสองไม่น่าจะใช่เด็กที่ทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ยอดเยี่ยมได้เป็นลำดับต้นๆ ของห้องแน่ ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ ทั้งครูและเพื่อนร่วมห้องมองเห็นแววความสามารถพิเศษของคนเหล่านี้หรือไม่ หรือมากน้อยแค่ไหน หากในห้องเรียนครูมัวแต่พะวงกับการจัดการเรียนการสอนที่ยึดตามแนวของหลักสูตรอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมาจึงพบว่าคนดังและคนที่มีความสามารถพิเศษที่โดดเด่นจำนวนมากมักไม่ใช่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในสถาบันการศึกษา แต่คนเหล่านี้จะออกมาโลดแล่นรุ่งเรืองอยู่ในโลกภายนอกมากกว่า

     ในต่างประเทศที่ดูเหมือนให้ความสำคัญกับการศึกษามากๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเป็น บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) อภิมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจไมโครซอฟต์ ก็เป็นหนึ่งในคนอเมริกันที่ทิ้งการเรียนในมหาวิทยาลัยออกมาสร้างประสบการณ์ชีวิตของตนเองจนประสบความสำเร็จ หรือผู้กำกับหนังชื่อดังของโลก สตีเว่น สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) ก็เพิ่งหวนกลับไปเรียนปริญญาตรี และสำเร็จรับปริญญาเมื่อไม่นานมานี้

     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น ทำให้ที่ผ่านมาสถานศึกษาหรือโรงเรียนในระบบมักถูกค่อนขอดและดูแคลนว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เคยสร้างคนที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น และอาจเลวร้ายถึงขั้นทำให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษกลายเป็นเด็กด้อยโอกาสไปเลยก็ได้ ระยะหลังจึงมีการให้ความสำคัญกับการคำนึงถึงความสามารถที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคนมากขึ้น เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเองแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ในโรงเรียน








 


     โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักทฤษฎีการศึกษาชาวอเมริกันเคยเสนอ ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences : MI) หรือ ปัญญา 8 ด้านที่แตกต่างกันของมนุษย์อันประกอบไปด้วยความสามารถทางด้านตรรกะภาษา ทักษะด้านพื้นที่ – เวลา ด้านการเคลื่อนไหว ดนตรี การรู้จักตนเอง การเข้าใจผู้อื่น และธรรมชาติวิทยา ทฤษฎีของการ์ดเนอร์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักการศึกษาสมัยใหม่
      นอกจากนั้น โธมัส อาร์มสตรอง นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอเพิ่มเติมให้ครูสังเกตความสามารถหรืออัจฉริยภาพด้านอื่นๆ ของเด็กนอกเหนือไปจากสิ่งที่นักการศึกษาหรือนักจิตวิทยาเคยเสนอไว้ อาทิเช่น ความรู้สึกท้าทายในความเสี่ยง สามัญ สำนึก ความเมตตา การชอบตั้งคำถาม ความสามารถในการเป็นผู้นำ ทักษะในการใช้มือ คุณธรรม ความอดทน ความมานะบากบั่นต่อสู้อุปสรรคปัญหา ความมีวินัยในตนเอง ความมีอารมณ์ขัน ทักษะทางสังคม เป็นต้น

     เบรนด้า ดิ๊ค อาจารย์ประจำ Masters Acadamy and College ในอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา และครูสอนคณิตศาสตร์เด็กระดับชั้นประถม 6 ได้ให้ความสำคัญกับการรู้จักนักเรียนของเธอเป็นรายบุคคลอย่างมาก เพื่อที่เธอจะสามารถพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ที่แตกต่างกันได้อย่างเต็มที่ เบรนด้าใช้เวลาช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการเปิดเทอมทำความรู้จักนักเรียนแต่ละคน โดยให้ความสำคัญกับการสอนตามหลักสูตรอย่างเคร่งครัดเป็นลำดับรอง

     สิ่งที่เบรนด้าทำ คือ มอบหมายให้เด็กแต่ละคนจัดทำแฟ้มการเรียนรู้ของตนเองขึ้นมา (รายละเอียดจะกล่าวในภายหลัง) โดยแฟ้มนี้จะช่วยให้ครูสามารถแยกแยะและจำแนกความสามารถที่แตกต่างกันของเด็กตามทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ โดยแฟ้มดังกล่าวจะมีจุดประสงค์ในการทำอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนแรก ช่วยให้ครูมองเห็นภาพรวมของจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเรียนใหม่ที่ครูเพิ่งรู้จัก และสอง ครูสามารถส่งเสริมให้เด็กรู้จักตนเองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเองที่ต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ “แต่ละปีฉันรู้สึกทึ่งกับข้อมูลที่ไม่เป็นทางการจากการทำกิจกรรมนี้ ฉันค้นพบว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่มีชีวิต 2 รูปแบบ นั่นคือ เวลาเรียนในห้องเด็กกลุ่มนี้จะประสบกับปัญหาและความยากลำบาก แต่เมื่อออกไปพ้นโรงเรียน พวกเขาจะแสดงพรสวรรค์ออกมาอย่างล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแท็ป สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เล่นฮ็อกกี้ หรือขับร้องเพลงประสานเสียง” เบรนด้า กล่าว

     ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เบรนด้าตระหนักว่า เด็กที่ถูกประทับตราว่า “ไม่มีความสามารถในการเรียนรู้” (learning disabled) มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งเสมอมากกว่าเด็กปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสามารถในการใช้ทักษะด้านการมองเห็น (visual – spatial) อัจฉริยภาพทางด้านกลไก ดนตรี หรือด้านกีฬา เป็นต้นสิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เบรนด้าพยายามหาทางเลือกใหม่ๆ ในการประยุกต์หลักสูตรให้เหมาะสมสอดคล้องกับความสามารถและจุดแข็งที่แตกต่างหลากหลายของบรรดาลูกศิษย์ของเธอ

สร้างแฟ้มของผู้เรียน








 


     ระหว่างวันแรกๆ ของเปิดเทอม เบรนด้าได้แนะนำการจัดทำรายการการเรียนรู้ 2 รูปแบบให้แก่นักเรียนของเธอ แบบแรก คือ การสำรวจหาความสามารถของนักเรียน (Multiple Intelligences Survey) โดยแบบสำรวจดังกล่าวนี้จะทำให้ครูสามารถแยกแยะได้ว่า เด็กมีความสามารถพิเศษในด้านใด คณิตศาสตร์ ตรรกะ การพูด ภาษา ทักษะด้านพื้นที่ ร่างกาย – การเคลื่อนไหว ดนตรี การรู้จักตนเอง การเข้าใจผู้อื่น หรือธรรมชาติวิทยา ถึงแม้ว่าเด็กแต่ละคนจะแสดงออกถึงความสามารถในด้านต่างๆ ทั้ง 8 ด้าน (MI) มากน้อยต่างกัน แต่การสำรวจจะช่วยให้ครูค้นพบว่าเด็กมีความสามารถด้านใดโดดเด่นเป็นพิเศษ

     สำหรับการเรียนรู้แบบที่ 2 คือ แบบสอบถามรูปแบบการเรียนที่เด็กชอบ (Learning Style Preference Questionnaire) เพื่อให้ทราบว่า เด็กชอบการเรียนแบบแก้ปัญหาหรือมีความสามารถในการแก้ปัญหาหรือไม่ เด็กมีความต่อเนื่องในการทำงานที่เขาจัดการได้ หรืองานที่ยากลำบากมากกว่า เด็กชอบทำงานช่วยเหลือคนอื่นหรือไม่ เป็นต้น แบบสอบถามชุดนี้จะช่วยให้ครูสามารถมองเห็นลักษณะนิสัยของเด็กได้ชัดเจน อันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการส่งเสริมการเรียนของแต่ละบุคคล หลังจากแจกแจงรายการการเรียนทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าวแล้ว เบรนด้าจะแนะนำกิจกรรมให้แก่นักเรียนทำต่อ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรจากวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ตัวอย่างเช่น











  1.  

    นักเรียนจะใช้ข้อมูลที่ได้จากแบบ อบถามรูปแบบการเรียนเพื่อนำมาสร้างเป็นแผนภูมิรูปแบบการเรียนของตนเอง

  2. แบ่งนักเรียนออกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษาวิจัยรูปแบบความถนัดในการเรียนตามแนวทางพหุปัญญาของการ์ดเนอร์กลุ่มละ 1 รูปแบบ เมื่อศึกษาแล้วให้ทำออกมาเป็นโปสเตอร์หรือทำเป็นรายงานติดผนังเพื่ออธิบายให้เพื่อนๆ กลุ่มอื่นในห้องฟัง

  3. แจกแฟ้มให้นักเรียนทุกคน ให้เด็กแต่ละคนตกแต่งปกแฟ้มของตนเอง โดยการรวบรวมภาพจากนิตยสาร หรือแหล่งอื่นๆ หรือประดิษฐ์ขึ้นเอง ให้แต่ละภาพนำเสนอเรื่องราวที่เด็กค้นพบตนเองจากการทำกิจกรรมพหุปัญญา แบบสอบถามกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ในแฟ้ม รวมถึงตัวอย่างงานของเด็กนักเรียนด้วย งานชุดนี้สามารถนำไปให้ผู้ปกครองดูในระหว่างที่มีการประชุมผู้ปกครอง

  4. จัดหาภาพลายเส้นรูปศีรษะ มนุษย์ที่มีขนาดใหญ่แจกนักเรียน ให้นักเรียนแบ่งกะโหลกศีรษะออกเป็นส่วนๆ และอธิบายความสามารถหรือปัญญาในด้านต่างๆ ของมนุษย์ตามพื้นที่ในสมอง แยกแต่ละส่วนออกมาให้ชัดเจน ใส่ภาพประกอบ ภาพวาด หรือคำอธิบายปัญญาในด้านต่างๆ ของมนุษย์

  5. ท้าทายนักเรียนให้หายุทธวิธีใช้ความสามารถหรือปัญญาด้านที่ตนเองคิดว่ามีน้อยที่สุดในการทำงานให้สำเร็จลุล่วง กิจกรรมดังกล่าวนี้ แม้อาจจะทำให้ครูต้องทำงานหนักขึ้นในช่วงต้น แต่จะช่วยให้ครูรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนต่อไป ตามแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ดังนี้แล้ว ในอนาคตเราอาจจะมีภราดร 2, 3, 4 ฯลฯ เกิดขึ้นในโรงเรียน และแน่นอนว่าไม่ได้มีพ่อเป็นโค้ช

ที่มาข้อมูล : สานปฎิรูป ฉบับที่ 58 เดือนมกราคม 2546