งานวิจัยดาราศาสตร์เด็กไทย ไปไกลถึงเวทีแดนปลาดิบ

ด้วยชนวนความสงสัยในจุดเล็กๆ   ที่  ด.ช.ไกรวิชญ์  นรรัตน์  หรือน้องนัท นักเรียนชั้น  ม.2  ร.ร.พิริยาจังหวัดแพร่ จ.แพร่ เกี่ยวกับเรื่องระยะทางระหว่างดวงดาว ถึงกับพึมพำกับตนเองว่า  “ไม่มีไม้บรรทัดวัดระยะห่างจากโลกและดาวดวงอื่นๆ แล้วนักดาราศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าดวงอาทิตย์หรือกาแล็กซีอื่นๆ ในจักรวาลมีระยะทางห่างจากโลกเท่าไหร่?”
          เมื่อมีคำถามก็ต้องออกไปหาคำตอบ ซึ่งในอีกสถานะหนึ่งของน้องไกรวิชญ์ เป็นหนึ่งในคณะยุววิจัย  ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย   (สกว.)  จึงเป็นที่มาของงานวิจัยการหาระยะห่างกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็กโดย  โดยผลงานดังกล่าวได้เข้าร่วมแสดงในเวทีประชุม Junior Session in the  Astronomical  Society  จัดขึ้นโดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 25-26 มี.ค. ที่ผ่านมา
          ด.ช.ไกรวิชญ์  เล่าว่า  สาเหตุที่สนใจเลือกทำงานวิจัยชิ้นนี้เพราะมีความสงสัยมาตลอดว่า นักดาราศาสตร์มีวิธีการวัดระยะห่างจากโลกถึงดวงดาวต่างๆ  ได้อย่างไร จนเมื่อได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมกับศูนย์  LESA ทำให้เรียนรู้ว่า เราก็สามารถวัดระยะทางของดาวหรือกาแล็กซีอื่นๆ  ได้เช่นเดียวกับนักดาราศาสตร์โลก  ด้วยการใช้ข้อมูลภาพจริงจากกล้องโทรทรรศน์  ROTSE  ซึ่งมีการติดตั้งอยู่ถึง  4 มุมโลก คือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย  ตุรกี และทะเลทรายนามิเบีย เป็นความท้าทายอย่างมากในการทดลองสวมบทบาทนักดาราศาสตร์ค้นหาระยะห่างจากโลกถึงกาแล็กซีอื่นๆ ที่อยู่ในจักรวาล
          งานวิจัยชิ้นนี้  ตนเลือกศึกษาระยะห่างจากโลกถึงกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็ก โดยใช้ดาวแปรแสงแบบ   Cepheid  จำนวน  3 ดวง ในกาแล็กซีนั้นเป็นจุดวัด ซึ่งดาวแปรแสงแบบ   Cepheid  เป็นดาวที่มีการยุบพองของแสงสว่างสลับกันไปมาเป็นช่วงๆ  การหาความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการยุบพองของแสงสว่าง  (คาบการแปรแสง)  และความสว่างของแสงในแต่ละช่วงนั้นจะสามารถนำมาใช้คำนวณระยะห่างจากโลกได้  ดังนั้น ในขั้นตอนการวิจัยจึงทำการติดตามเก็บข้อมูลของดาวทั้งสามดวงผ่านข้อมูลภาพถ่ายจากกล้อง  ROTSE  เพื่อนำมาสร้างกราฟแสงของดาว  สำหรับหาค่า Magnitude และคาบการแปรแสงของดาวแต่ละดวง  เพื่อคำนวณหาระยะทางผลวิจัยพบว่า
          “ดาวดวงแรกอยู่ห่างจากโลก   210,000  ปีแสง  ดวงที่สองอยู่ห่างจากโลก 240,000  ปีแสง  และดวงที่สามอยู่ห่างจากโลก 220,000 ปีแสง เมื่อนำระยะทางที่ได้จากดาวแปรแสงทั้งสามดวงมาหาค่าเฉลี่ยพบว่า  โลกอยู่ห่างจากกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็กประมาณ  220,000  ปีแสง  ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากระยะห่างของดาราจักรแมกเจลแลนเล็กที่ยอมรับในปัจจุบันคือ  200,000  ปีแสงไปประมาณ  10%  ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็กมีรูปร่างที่ไม่แน่นอน  มีกลุ่มก๊าซ  ฝุ่น และดาวกระจายอยู่ทั่วไป จึงมีผลให้ดาวแปรแสงที่ใช้ในการคำนวณมีระยะห่างจากโลกไม่เท่ากัน”
          น้องนัทอธิบายต่อว่า  แม้ว่าผลวิจัยที่ได้จะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง  แต่ประสบการณ์การทำงานวิจัยชิ้นนี้  ทำให้ได้เรียนรู้ว่ากระบวนการทำงานของนักดาราศาสตร์ที่แท้จริงนั้นต้องใช้ความอดทน  ช่างสังเกตและมีสมาธิในการทำงานสูงมาก  อีกทั้งการศึกษาหาระยะห่างของดวงดาวต่างๆ ก็เป็นเพียงความรู้พื้นฐานของดาราศาสตร์เท่านั้น เพราะในจักรวาลยังมีเรื
่องราวให้เรียนรู้อีกมาก เนื่องจากโลกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสุริยะเท่านั้น
          การที่เรารู้ถึงที่มาของตนเอง  โดยการศึกษาเปรียบเทียบกับกาแล็กซีอื่นๆ ก็จะทำให้เรารู้ความเป็นไปของโลกได้  และที่สำคัญการได้นำผลงานวิจัยชิ้นนี้เข้าร่วมนำเสนอในเวทีประชุม  Junior  Session in the Astronomical Society of Japan นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย  ขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกนำเสนอผลงานในเวทีนานาชาติ
          “แม้ว่าเราจะไม่มีเครื่องมือที่ใช้ในการดูดาวที่ทันสมัย   แต่ก็สามารถทำงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศญี่ปุ่นได้เช่นกัน”   น้องนัทกล่าวด้วยความปลื้มใจอีกครั้ง
          ทั้งนี้ภายหลังการนำเสนอผลงานวิจัยของเด็กไทย  ดร.มาโกโต  โยชิกาวา  องค์การสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น  (JAXA)  ได้กล่าวชื่นชมเด็กไทยที่มีการทำงานวิจัยดาราศาสตร์ระดับสูง  และใช้ข้อมูลวิจัยเช่นเดียวกับนักดาราศาสตร์โลก ผลงานวิจัยที่ได้จึงค่อนข้างลึกและน่าจะเป็นตัวอย่างให้เด็กญี่ปุ่นหันมาทำงานวิจัยเชิงลึกมากขึ้น
          เป็นเด็กที่เก่งและรอบรู้ใฝ่เรียนขนาดนี้   คิดส์โชว์ขอเป็นกำลังใจให้พัฒนางานวิจัยให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป และกลายเป็นนักวิจัยมือฉมังของชาติไทยในอนาคตนะจ๊ะ.//////////////caption01 “นัท” กับมาดเคร่งขรึม02 สภาพกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็กที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 200,000 ปีแสง03 กราฟที่ได้จากการวิจัยวัดหาค่าระยะห่าง04 บทบาทนักวิจัยไทยรุ่นเยาว์ที่ทำเอาชาวญี่ปุ่นทึ่ง//////////////

ที่มา : กรุงเทพฯ–5 เม.ย.–ไทยโพสต์