คาถา 3 ข้อ ท่องขึ้นใจ ฝึกลูก “นิสัยดี”

       เชื่อว่าพ่อแม่หลายคน ถ้าต้องเจอกับลูกที่ดื้อ งอแง ชักดิ้นชักงอเอาแต่ใจ คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน และถ้าต้องเจอนิสัยแบบนี้บ่อยๆ บางครั้งก็ยากที่จะทนกับพฤติกรรมของลูกได้ไหว จนถึงขั้นปรี๊ดแตกออกมาก็เป็นได้
       
       เมื่อถึงจุดเดือดนี้ ทำให้ตัวช่วยหนึ่งที่ครองมือพ่อแม่มาตลอดอย่างไม้เรียว ยังคงใช้ได้ดีในการหยุดพฤติกรรมของลูก แต่การลงโทษด้วยการตีนั้น คงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด หากแต่พ่อแม่เข้าใจ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกอย่างเหมาะสม ลูกก็จะมีนิสัยที่ดีตามมาไม่ยาก

       
       ในเรื่องนี้ นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ อธิบายถึงการเรียนรู้ของเด็กให้ทีมข่าว Life and Family ฟังว่า ในช่วงขวบปีแรก เด็กจะเรียนรู้ และเริ่มซึมซับพฤติกรรมจากพ่อแม่ หรือคนที่อยู่รอบข้าง ถ้าพ่อแม่แสดงพฤติกรรมอะไร แบบใดให้ลูกเห็น เด็กก็จะเรียนรู้ และเลียนแบบพฤติกรรมนั้นๆ เช่น คุณแม่เป็นคนขี้โมโห และชอบอาละวาด ลูกก็จะเรียนรู้ว่า เวลาทำอะไรไม่ถูกใจ ฉันก็จะอาละวาด และโวยวายเหมือนแม่
       
       เมื่อเด็กเข้าสู่ขวบปีที่สอง เด็กจะเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น มีการสำรวจโลกกว้างรอบตัว ดังนั้นเด็กจะเริ่มเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสม และไม่เหมาะสม ซึ่งในช่วงวัยดังกล่าวนี้ พ่อแม่ต้องมี 2 กระบวนการเพิ่มเข้ามา ได้แก่ แรงเสริม และการทำโทษ โดยแรงเสริม เป็นวิธีสนับสนุนพฤติกรรมในด้านดีของลูก เช่น ลูกช่วยแม่เก็บของ แม่จะต้องชื่นชมลูก ไม่ว่าจะด้วยการกอด หรือหอมแก้ม ทำให้เด็กรู้สึกดีเมื่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนการทำโทษ นอกจากการตีแล้ว วิธีที่พ่อแม่ควรทำคือ การเพิกเฉย หรือเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อให้เด็กรู้ว่า พฤติกรรมแบบนี้ พ่อแม่ไม่ปลื้มเอาเสียเลย
       
       สำหรับวิธีสร้าง “นิสัยดี” ให้ลูกรักอย่างได้ผลนั้น คุณหมอเด็กรายนี้ แนะคาถาวิเศษ 3 ข้อ ที่พ่อแม่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ซึ่งประกอบไปด้วย
       
       1. หนักแน่น เวลาพ่อแม่พาลูกไปเดินซื้อของ และลูกเกิดร้องอยากได้ของเล่นขึ้นมา แต่พ่อแม่เห็นว่ายังไม่จำเป็น ถ้าพ่อแม่ไม่หนักแน่นพอ ส่วนใหญ่มักตกหลุมความสงสาร เพราะเด็กมีความเป็นนักแสดงตั้งแต่เกิด จนพ่อแม่ต้องยอมควักเงินซื้อของเล่นให้ แต่เมื่อไรที่พ่อแม่หนักแน่น นั่นหมายความว่า พ่อแม่กำลังสอนให้ลูกรู้จักการควบคุมตัวเองได้อย่างเหมาะสม เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวได้ดี
       
       “ถ้าเกิดพ่อแม่หนักแน่นในช่วงแรก แต่พอเห็นลูกร้องไห้ ชักดิ้นชักงอ ซึ่งทนความรำคาญไม่ได้ จนต้องยอมควักเงินซื้อของเล่นให้ลูก ซึ่งความไม่หนักแน่นนี้ ทำให้เด็กเรียนรู้ และบันทึกเป็นประสบการณ์ว่า ครั้งหน้าฉันจะต้องร้องให้ดังมากกว่านี้ เพื่อพ่อแม่จะได้ซื้อของเล่นให้ฉันเหมือนที่ผ่านมา”
       
       2. สม่ำเสมอ หากพ่อแม่หนักแน่นแล้ว แต่ยังทำไม่สม่ำเสมอ การเรียนรู้ของลูกก็จะไม่ต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเด็กแต่ละคนด้วย บางคนเรียนรู้ไม่กี่ครั้งก็สามารถปรับนิสัยได้แล้ว ในขณะที่บางคนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนนิสัยนานพอสมควร ดังนั้นความสม่ำเสมอของพ่อแม่สำคัญมาก
       
       3. อดทน สำหรับข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญเช่นกัน เพราะพ่อแม่บางคนเริ่มเกิดอาการเซ็ง หรือเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของลูก เนื่องจากสอน หรือบอกกี่ครั้ง ลูกก็ไม่เปลี่ยนสักที ซึ่งถ้าหากท้อ หรือปล่อยปละละเลย เมื่อเด็กใกล้จะเริ่มปรับเปลี่ยนได้แล้ว กลับต้องมาหยุดชะงักลง ย่อมส่งผลให้พฤติกรรมที่ถูกสอนมาตั้งแต่ต้น ต้องมาเริ่มฝึกฝน และเรียนรู้กันใหม่ ทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
       
       เพราะฉะนั้นคาถา 3 ข้อที่กล่าวไปนี้ ล้วนมีความสำคัญในการช่วยพ่อแม่ฝึกลูกน้อยให้มีนิสัยดี เพียงแต่ขอให้หนักแน่น สม่ำเสมอ และอดทน หนทางที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกก็จะเป็นไปตามที่พ่อแม่คาดหวัง และต้องการ
       
       อย่างไรก็ดี คุณหมอเด็กท่านนี้ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ทุกวันนี้ความสามารถในควบคุมตัวเองของพ่อแม่ลดลงไปมาก ส่งผลให้ลูกเรียนรู้ลักษณะเช่นนั้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ลูกก็จะซึมซับ และเรียนรู้แบบอย่างจากพ่อแม่ และเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่ช่วงวัยที่โตขึ้น เด็กก็จะตีกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีให้เห็นเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดอยู่แล้ว ดังนั้นพ่อแม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นต้นแบบในการสอนลูกโดยเฉพาะการรู้จักควบคุมตัวเอง และเข้าอกเข้าใจคนรอบข้าง และคนอื่นๆ ในสังคม


แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Family