ครู’ญาดาชินะโชติ’เชื่อมโลกเงียบด้วยภาษามือ

ครู’ญาดาชินะโชติ’เชื่อมโลกเงียบด้วยภาษามือ

          คัคนานต์ ดลประสิทธิ์ รายงาน
         
          โดยธรรมชาติคนทั่วไปที่มีการได้ยินปกติมักจะติดต่อสื่อสารกันด้วยการใช้ภาษาพูด หรือใช้การฟังเสียงพูดและใช้การพูด ซึ่งฝึกโดยการเปล่งเสียงพูดเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน เมื่อคนหูหนวกไม่สามารถได้ยินเสียงพูด คนหูหนวกจึงไม่สามารถเปล่งเสียงพูดหรือใช้ภาษาพูดเหมือนคนทั่วไปได้

          เพราะฉะนั้นคนหูหนวกทั่วโลกสื่อสารด้วยการใช้ “ภาษามือ” ซึ่งใช้จากการดูและการเคลื่อนไหวของมือประกอบกับการเคลื่อนไหวส่วนอื่นๆ ของร่างกายรวมทั้งการแสดงออกทางสีหน้า

          ดังนั้น น.ส.ญาดา ชินะโชติ

          อายุ 65 ปี อาสาสมัคร อดีตอาจารย์ 3 ระดับโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ จึงมีแนวคิดที่จะเปิดสอนภาษามือให้กับคนหูหนวกและคนปกติ ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ในทุกวันเสาร์ที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร วันละ 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มสอนในวันเสาร์ที่ 5 มิ.ย.นี้

          สำหรับครูญาดาเล่าถึงชีวิตของตัวเองว่า “เกิดที่กรุงเทพฯ แต่ตายคงเป็นที่ราชบุรี เพราะไปซื้อบ้านไว้ใกล้บ้านพักคนชรา ต.น้ำพุ จ.ราชบุรี มาหูหนวกตอนอายุ 11 ขวบ เพราะป่วยไข้ไทฟอยด์แล้วแพ้ยา”

          หลังจากหูหนวกครูญาดาได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเศรษฐเสถียร เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่งให้เรียนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร
          เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรสอบครูประถมครูมัธยมได้ และได้ไปดูงานสอนเด็กหูหนวกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ปี เมื่อกลับมาได้มาเรียนต่อและจบปริญญาตรี เอกอนุบาล ที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต แล้วมาได้ปริญญาตรี เอกประถมอีกใบ ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

          “หลังจากเรียนจบก็มาเป็นครูสอนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียรจนเกษียณ ระหว่างที่เป็นครูได้รางวัลครูสอนระดับประถมดีเด่นระดับประเทศภูมิใจแล้วคะ”

          พอเกษียณก็มาเป็นอาสาสมัคร เพื่อให้คนหูหนวกกับคนปกติมีกิจกรรม โดยใช้ภาษามือเป็นสื่อสำหรับการสอนภาษามือให้กับคนหูหนวกและคนปกติ ในทุกวันเสาร์ครูญาดามีจุดประสงค์หลักคือ ให้คนปกติและคนหูหนวกสามารถร่วมกิจกรรมกันได้ โดยใช้ภาษามือเป็นสะพานเชื่อม ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

          ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กใหม่เรียนรู้คำศัพท์ของภาษามือ ขณะที่การสอนภาษามือให้กับเด็กโต ก็เพื่อให้เด็กโตเตรียมความพร้อมและสามารถใช้คำศัพท์ภาษามือที่เหมือนและเป็นที่เข้าใจกัน เช่น การกินข้าว เด็ก
          ที่มาจากโรงเรียนอื่นอาจจะใช้ในอีกคำศัพท์หนึ่ง แต่ถ้ามาเรียนที่นี่จะมีคำศัพท์โดยเฉพาะที่นักเรียนทุกคนจะต้องใช้เหมือนกัน รวมทั้งสอนให้รู้จักการแปลภาษามือให้เป็นภาษาไทย

          ส่วนการสอนภาษามือให้กับคนปกติ ก็เพื่อสอนคำศัพท์ภาษามือและแนะนำไวยากรณ์ภาษามือ แนะนำการช่วยเหลือคนหูหนวก แนะนำการเป็นล่ามภาษามือ รวมทั้งการแนะนำการใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์
          ครูญาดาอธิบายผ่านการเขียนและภาษามือว่า การมาสอนพูดให้กับคนหูหนวก โดยปกติแล้วคนหูหนวกไม่กล้าเข้าหาคนหูดี เพราะกลัวว่าตัวเองจะเขียนภาษาไทยผิด ซึ่งคนหูดีจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้

          อย่างไรก็ตาม คนหูหนวกกับคนหูหนวกจะรับภาษามือกันได้เร็วกว่าคนหูดี เด็กสามารถเรียนรู้ภาษามือได้จากครูพี่เลี้ยงขณะที่ครูปกติจะช่วยเรื่องการเขียนภาษาไทยและการฝึกพูด ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสกับเด็กทุกคนที่มีความสามารถแตกต่างกัน
          ครูญาดากล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนภาษามือว่า เด็กจะได้คำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นและรู้จักการนำคำมาใช้เป็นประโยคภาษาไทย รวมทั้งรู้จักโลกกว้างกว่าเดิม ขณะเดียวกันเด็กจะมีความกล้าที่จะเข้าพบคนปกติมากขึ้น ตลอดจนมีความมั่นใจในการใช้ภาษาไทยมากขึ้น
    

        ลักษณะการสอนภาษามือให้กับเด็กเล็กนั้น จะสอนโดยใช้ของจริงพร้อมทั้งอธิบายคำศัพท์ เช่น ก.ไก่ คนปกติจะเริ่มอ่านคำว่ากอ.ไก่ แต่สำหรับคนหูหนวกจะสอนโดยเขียนเป็นคำ เช่น เขียนคำว่ากิน จากนั้นจะบอกว่า ก.เป็นพยัญชนะตัวที่เท่าใด น.เป็นพยัญชนะตัวที่เท่าใดและสระอิ คืออะไร และที่สำคัญคือคนหูหนวกจะจดจำเพียงแค่ตัวเดียว เช่น กอ.ไก่ จะจำเพียง ไก่ เท่านั้น ขอ.ไข่ จะจำเพียง ไข่เท่านั้น
 

         ทั้งนี้ การสอนจะเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัว สิ่งดำรงชีวิตประจำวันและจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบวัน
          ขณะเดียวกันการสอนภาษามือให้กับเด็กโตก็จะสอนคำศัพท์ใหม่ๆ และสอนเพิ่มเติมจากประสบการณ์เดิมและประสมประสานหรือปรับ เช่น คำว่าจังหวัด โดยเด็กโตจะมีความรู้ คำว่า วัด จากนั้นจะเพิ่มเป็น หวัด ส่วนคำว่าจังจะใช้ภาษามือจดจำไว้ แล้วรวมกันว่า จังหวัด
    

      ครูญาดายังได้อธิบายความแตกต่างระหว่างภาษามือสากลภาษามือไทย ว่า ภาษามือของคนหูหนวกแต่ละชาติมีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับภาษาพูด ตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีและสภาพแวดล้อมของแต่ละชาติ
  

        รัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงประกาศให้ภาษามือเป็นภาษาแม่และภาษาประจำชาติของคนหูหนวกอย่างไรก็ตาม คนหูหนวกที่อยู่ในประเทศเดียวกันก็อาจมีภาษามือท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคเช่นเดียวกับภาษาพูดที่เป็นภาษาถิ่นประจำภาค
 

         ภาษามือมีคุณสมบัติของการเป็นภาษาเช่นเดียวกับภาษาต่างๆภาษามือของแต่ละชาติมีศัพท์และไวยากรณ์หรือกฎระเบียบการเรียงคำและคุณสมบัติอื่นๆ แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นภาษามือไม่ได้เป็นภาษาสากลที่คนหูหนวกทุกชาติใช้สื่อสารกันได้

          “ความแตกต่างระหว่างภาษามือสากล-ภาษามือไทยนั้น จะแตกต่างกันที่ภาษามือไทยท่ามือจะสะกดมากกว่าภาษามือสากล เพราะภาษามือไทยจะมีสระและวรรณยุกต์ ทั้งนี้ คำศัพท์อักษร A-Z ก็จะใช้ตามแบบของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทุกประเทศจะมีภาษามือเป็นของตัวเอง เช่น A=อ, K=ก,K+1=ข, K+3=ค, L=ล, L+1=ฬ, P=พ, P+1=ป, P+2=ผ เป็นต้น”

          ศัพท์ภาษามือส่วนใหญ่กำหนดโดยคนหูหนวก เพื่อให้คนหูหนวกในกลุ่มเดียวกันสามารถสื่อสารกันได้โดยง่ายและกว้างขวาง แต่ศัพท์ภาษามือส่วนหนึ่งเป็นการใช้ภาษาร่างกายหรือการเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตามธรรมชาติ ซึ่งคนทั่วไปที่มีการได้ยินปกติอาจเข้าใจความหมายได้

          ครูญาดากล่าวถึงข้อจำกัดของศัพท์ภาษามือไทยว่าปัจจุบันแต่ละประเทศได้พัฒนาความรู้ต่างๆ อย่างรวดเร็วต่อเนื่องและมีการติดต่อกันอย่างกว้างขวาง จึงทำให้เกิดองค์ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

          ดังนั้น ในการกล่าวถึงหรืออธิบายเกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่เพื่อใช้สื่อสารกัน ทั้งนี้ ประเทศไทยก็มีการกำหนดศัพท์เกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ ทั้งในรูปแบบการใช้คำภาษาไทยและการใช้ศัพท์ของต่างชาติ เช่น โลกาภิวัตน์เจตคติ การ์ตูน ไอศกรีม คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

          ภาษามือไทยเป็นภาษาของคนหูหนวกซึ่งมีอยู่จำนวนน้อยจึงมีโอกาสได้รับการพัฒนาศัพท์น้อย ศัพท์พื้นฐานของภาษามือไทยมีน้อยกว่าภาษาไทยและภาษาอื่นๆ มาก

          ครูญาดาอธิบายเพิ่มเติมว่า ดังนั้น คนหูหนวกและคนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับคนหูหนวก โดยเฉพาะครูและผู้ปกครองของคนหูหนวก จึงได้คิดค้นและกำหนดคำศัพท์ภาษามือเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ โดยมักเทียบเคียงหรือใช้ศัพท์ภาษาไทยเป็นฐาน เมื่อมีความรู้ใหม่เกิดขึ้นก็ต้องกำหนดศัพท์ภาษามือเพิ่ม

          เพื่อให้คนหูหนวกมีศัพท์ภาษามือเพียงพอที่จะสามารถเรียนรู้และสื่อสารกันได้ใกล้เคียงกับคนทั่วไปมากที่สุด–จบ–

          แหล่งที่มาของข่าว: หนังสือพิมพ์ข่าวสด