จังหวัดพิษณุโลก – นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการ/นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ และตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 7/2561 เมื่อวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2561 ณ โรงเรียนสะพานที่ 3 และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก อำเภอเมืองพิษณุโลก

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการ English for All ซึ่งเป็นโครงการที่ดีสำหรับการสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ให้ได้มีโอกาสพัฒนาภาษาอังกฤษเช่นเดียวกับเด็กในเมือง ถือเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งต่อเนื่องจากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนแห่งนี้เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายผลโครงการไปยังโรงเรียนอื่นอีก 4 แห่ง ที่มีลักษณะคล้ายกับโรงเรียนนี้ และเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านบุคลากร ผลปรากฏว่านักเรียนมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในระดับอนุบาลที่มีระดับพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สื่อสารภาษาอังกฤษได้มากขึ้น อีกทั้งผลการเรียนวิชาอื่นก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนครูก็กล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น รวมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเป็น Active Learning นอกจากนี้ นักเรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนไปบอกกล่าวกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองมีความสุขที่ได้เห็นบุตรหลานมีความสุขกับการเรียน จึงยินดีส่งบุตรหลานมาเข้าเรียนเพื่อให้ได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษตามโครงการ English for All “สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ”
การได้เห็นรอยยิ้มของผู้ปกครองที่เกิดจากความภูมิใจที่บุตรหลานได้เรียนภาษาอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบในเชิงบวกของโครงการที่มีต่อคนในชุมชน จึงยืนยันว่าจะผลักดัน “โครงการ” ให้เป็น “นโยบาย” และขยายผลไปยังโรงเรียนอีกกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ที่สำคัญจะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกครูชาวต่างชาติที่จะเข้ามาสอนด้วย
นางดลนภา ท้วมยัง ผู้อำนวยการโรงเรียนสะพานที่ 3 กล่าวว่า “English for All คือ โครงการที่ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยมีชาวต่างชาติเป็นผู้สอนร่วมกับครูชาวไทย ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และนำเทคนิคการสอน Boot Camp มาผสมผสาน” เพื่อสอนให้เด็กสามารถโต้ตอบภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งผลการดำเนินโครงการทำให้โรงเรียนสะพานที่ 3 มีผลการสอบ O-NET เป็นอันดับที่ 1 ของจังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียน และส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนได้รับเลือกให้เป็นโรงเรียนตัวอย่าง English for All ในภาคเหนือ
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้บริหารโครงการ English for All กล่าวว่า โครงการ English for All ถือเป็นการเปิดโอกาสของลูกหลานผู้ปกครองที่มีฐานะยากจน ได้เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยที่ไม่ต้องเข้าไปเรียนในเมืองและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การขยายผลโครงการ English for All จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และควรส่งเสริมให้สถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเตรียมความพร้อมปรับระบบการเรียนการสอนให้รองรับเด็กในโครงการด้วย เพื่อให้เด็กต่อยอดทักษะด้านภาษาได้ โดยคาดหวังว่าในอนาคตอีก 20 ปี เด็กไทยจะพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา





จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ และคณะ ได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก โดยได้มอบนโยบายด้านต่าง ๆ ดังนี้
1) การประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวปฏิบัติ เกี่ยวกับระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561 โดยสรุปดังนี้
การประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่ เป็นการสร้างระบบความเชื่อมโยง 3 องค์ประกอบหลัก คือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลดีต่อสถานศึกษา คือ 1) สถานศึกษาไม่ต้องส่งตัวชี้วัดอีกต่อไป 2) สถานศึกษาแต่ละแห่งต้องสร้างมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของตนเอง 3) สถานศึกษาสามารถวางแนวทางพัฒนาและยกระดับการพัฒนาได้เอง
การประเมินคุณภาพรอบนี้ ได้กำหนดกฎกติกาใหม่ เพื่อกำกับทิศทางการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ และถือว่าได้ผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรองอย่างรอบคอบมาแล้วในการยกร่าง 4 ปี โดยสถานศึกษาต้องตอบคำถาม 3 ข้อให้ได้ คือ 1) มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาอยู่ระดับใด 2. หลักฐานสนับสนุนผลการประเมินที่สามารถแสดงการยืนยันข้อมูล 3) แผนการพัฒนาสถานศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพในขั้นที่ดีขึ้นมีแผนดำเนินการอย่างไร”
2) เตรียม 3 พันล้าน จัดจ้างธุรการ-ภารโรง เพื่อลดภาระครู เริ่มตุลาคมนี้ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากที่เคยได้ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ครูไม่ต้องทำงานธุรการ โดย สพฐ.ได้เตรียมงบประมาณไว้กว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นการของบประมาณเพิ่ม แต่เป็นงานบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ โดยนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. และนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ยืนยันแล้วว่าจะดำเนินการตามนโยบายลดภาระครู โดยจัดจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการและนักการภารโรงเข้ามาเติมเต็มในระบบให้สมบูรณ์
นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึงงบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับจัดจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการและนักการภารโรงประมาณ 3 พันล้านบาท ว่าจะนำมาจากงบนโยบายซึ่งได้มีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่า 1 ตุลาคม 2561 นี้ครูจะได้ทำหน้าที่ครูอย่างเข้มข้น ทั้งภารกิจก่อนสอน ระหว่างสอน และหลังการสอน
ส่วนงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานสอนจะเป็นภาระของผู้อำนวยการสถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษา ในส่วนของงานพัสดุที่ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นหน้าที่ของเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการ โดยจะทำเป็นรูปแบบการเสนอราคาด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่หากมีความพร้อมก็สามารถดำเนินการได้เองตามความเหมาะสม
3) สร้างจิตอาสาลดขยะ ใช้น้อย-ใช้ซ้ำ-ใช้ใหม่ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาพูดถึงเรื่องขยะอยู่บ่อย ๆ โดยสถิติการทิ้งขยะอยู่ที่ 1.4 กิโลกรัม/คน/วัน ขณะที่ตัวเลขการทิ้งขยะรวมทั้งประเทศมีจำนวน 27 ล้านตัน/เดือน แบ่งเป็นขยะประเภทพลาสติกถึงร้อยละ 20 ซึ่งถุงพลาสติก 1 ใบจะใช้เวลาย่อยสลาย 450 ปี ดังนั้นเราจึงควรร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรอย่างจริงจังเพื่อให้ปริมาณขยะลดลง
ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศ ช่วยกันสร้างจิตอาสาให้เด็กสอนผู้ใหญ่ โดยรณรงค์ 3 ใช้ ได้แก่ ใช้น้อย (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และใช้ใหม่ (Recycle) โดยเน้นหลักการให้ปฏิบัติง่าย ทำให้เด็กสามารถช่วยพ่อแม่ลดปริมาณขยะและปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้จริง

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการจากโรงเรียนต่าง ๆ เช่น
• โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นำเสนอโครงการ “พัฒนาครูรูปแบบครบวงจร” โดยให้ครูเข้ารับการอบรมพัฒนาตนเองตามความสนใจและความต้องการ แล้วจึงต่อยอดความรู้จากการพัฒนาสู่ห้องเรียน
• โรงเรียนบ้านหินประกาย อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก นำเสนอ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning community : PLC)” โดยได้นำนวัตกรรมการสอนวิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยนเรศวรมาปรับใช้และนำมาขยายผลกับครูด้วยกัน ส่งผลสามารถนำไปพัฒนานักเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
• โรงเรียนไทรย้อยพิทยาคม อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก นำเสนอโครงการ “Boot Camp SESAO19” โดยส่งครูภาษาอังกฤษเข้ารับการอบรมและนำประสบการณ์มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน ซึ่งพฤติกรรมการสอนของครูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ครูใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนเพิ่มมากขึ้น มีการใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลาย ใช้สื่อและเกมที่มีความน่าสนใจ ส่งผลให้นักเรียนเกิดความสนุกสนานขณะเรียนวิชาภาษาอังกฤษ นักเรียนส่วนใหญ่สามารถโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรม English Market เพื่อฝึกการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน โดยให้นักเรียนผลิตสินค้ามาขายและมีการพูดคุยสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษตลอดงาน
• โรงเรียนบ้านพร้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เสนอ “ระบบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา” โดยมาตรฐานของสถานศึกษาอยู่ในระดับดี มีการนำเสนอข้อมูลการประเมินคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านกระบวนการบริหารจัดการ ด้านคุณภาพผู้เรียน และด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตลอดจนมีการวางแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น
• โรงเรียนบ้านท่าไม้งาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เสนอโครงการลดภาระครู “คืนครูสู่ห้องเรียน” โดยมีการส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (New DLTV) นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการบริหารงาน จัดหาวิทยากรท้องถิ่น, ปราชญ์ชาวบ้าน, ตำรวจและพระมาช่วยสนับสนุนการจัดการ ตลอดจนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ธุรการดำเนินงานในหน้าที่สนับสนุนงานธุรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินของงานของโรงเรียนรวดเร็ว
• โรงเรียนบ้านน้ำตาก และโรงเรียนภูขัดรวมไทยพัฒนา อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เสนอโครงการ “Internet โรงเรียน ใช้การเรียนการสอนครบทุกห้องเรียน” โดยโรงเรียนได้นำ 4G Router มาใช้ในโรงเรียน ส่งผลให้ครูและนักเรียนได้มีโอกาสใช้อินเตอร์เน็ตในการจัดการเรียนการสอน การสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน ลดจำนวนเอกสารงานธุรการในชั้นเรียนให้เหลือเท่าที่จำเป็น สามารถทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพ และทันเวลา
• โรงเรียนบ้านคลองน้ำเย็น อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เสนอโครงการ “อาหารกลางวันคุณภาพแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน” มีการดำเนินงานร่วมกับผู้ปกครองและเครือข่ายในพื้นที่ ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ก่อสร้าง เพื่อนำมาสร้างอาคารเรียน สร้างเล้าไก่ไข่ โรงปุ๋ย โรงเห็ด ธนาคารขยะ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้นักเรียนปลูกพืชผักสวนครัว เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงไข่ไก่ เพื่อนำผลผลิตมาทำเป็นอาหารกลางวัน ตลอดจนนำผลผลิตที่เหลือไปขายเพื่อเป็นรายได้หมุนเวียนกลับมาใช้ในโครงการอาหารกลางวันต่อไป
• โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก นำเสนอเกี่ยวกับระบบการศึกษาโคเซน (KOSEN) ซึ่งปีนี้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก มีนักเรียนที่สอบเข้าเรียนโคเซนได้จำนวน 3 คน ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการขอให้โรงเรียนช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับนักเรียนที่จะมาสอบเข้า เพื่อเป็นข้อมูลและส่งเสริมให้เด็กที่มีศักยภาพ หรือมีความสนใจเข้าสู่ระบบการศึกษาโคเซนต่อไป

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบงบประมาณให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้า คือ โรงเรียนวัดจอมทอง โรงเรียนบ้านหนองหัวยาง โรงเรียนบ้านเสวยซุง โรงเรียนวัดวังเป็ด โรงเรียนสะพานที่ 3 โรงเรียนบ้านตอเรือ โรงเรียนบ้านหนองงา โรงเรียนบ้านวังนกแอ่น โรงเรียนบ้านสะเดา และโรงเรียนชุมชน 3 บ้านเนินกุ่ม (ประชานุกูล) และมอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านพักครู ให้แก่โรงเรียนบ้านปลักแรด โรงเรียนท่าไม้งาม โรงเรียนบ้านทุ่งยาว โรงเรียนวัดพันชาลี และโรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี
การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารจากส่วนกลางและในพื้นที่เข้าร่วม เช่น นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา, นายพิธาน พื้นทอง ศึกษาธิการภาค 17, นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก, นายพงษ์ชัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1, ผู้บริหารสถานศึกษา, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้บริหารโครงการ English for All, นายกรณ์ จาติกวณิช ผู้อำนวยการโครงการ English for All ฯลฯ




Written by อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, ปารัชญ์ ไชยเวช
Photo Credit ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี, ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า (Video)
Rewriter นวรัตน์ รามสูต
Editor บัลลังก์ โรหิตเสถียร