ประเมินคุณค่าในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์

ประเมินคุณค่าในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
โดย–มีนา โอวรารินท์






       ในหัวใจของคนที่เป็นครู ที่มีความเป็นครูอย่างแท้จริงนั้น ย่อมมีความต้องการที่จะ ทำให้ชั่วโมงแห่งการเรียนการสอนของตนเป็นเวลาที่ผ่านไปอย่างมีคุณภาพ เกิดประโยชน์มี ความหมายมีคุณค่าต่อผู้เรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็น วิชาที่เอื้อต่อการใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะปลูกฝังกลไก กลยุทธ หลักเกณฑ์ ทักษะ กระบวนการ เจตคติ และวิธีการแก้ปัญหา ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ให้กับผู้เรียนได้ตามธรรมชาติของเนื้อหาวิชาอยู่แล้ว จนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและ สังคมเพราะสามารถสร้างให้คนมีคุณภาพมีค่านิยมประชาธิปไตยช่วยกันในการพัฒนา ประเทศได้ ดังนั้นครูจึงควรใช้ชั่วโมงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้เป็นชั่วโมงแห่ง คุณภาพ และมีคุณค่าให้มากที่สุดเท่าที่บทเรียนแต่ละบทจะเอื้ออำนวยให้ด้วยวิธีการต่างๆ  
 
       คุณภาพและคุณค่าของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์คืออะไร? และจะค้นหาคุณภาพ ประเมินคุณค่าพัฒนาการสอนให้มีคุณภาพและมีคุณค่าในการเรียนรู้ได้อย่างไร? “คุณภาพ” ของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการสอน บทบาท และความสามารถของครูที่ช่วยดึงเอาความคิดจินตนาการของนักเรียนออกมาเพื่อนำไปสู่ การเรียนรู้ต่างๆ ให้ได้ ส่วน”คุณค่า”นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น พัฒนาขึ้นในตัวนักเรียนขณะที่ เกิดกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ และคุณค่าอย่างแท้จริงนั้น ควรจะก่อ ให้เกิดผลโดยนักเรียนมีการพัฒนาในสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ



  • มีความรู้ในเนื้อหาวิชาและเข้าใจ “วิทยาศาสตร์” จนสามารถนำไปใช้ในความคิดจินตนาการและกระบวนการ

  • เกิดทักษะในความคิดจินตนาการและกระบวนการสืบสวนสอบสวน/วิธีการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ จนสามารถแก้ปัญหาตัดสินใจได้

  • มีความตระหนักว่าการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้นั้นส่งผลต่อชีวิตและสังคมที่อยู่อาศัยอย่างไร

  • เล็งเห็นธรรมชาติ และข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์มองด้วยเหตุผลพิสูจน์ได้

  • มีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ กระตือรือร้น ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

  • มีความสามารถในการทำงานอย่างปลอดภัยเอาใจใส่ เคารพต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆและสิ่งแวดล้อม มีจริยธรรม คุณธรรม
     
    วิธีการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
    1. การจำลองรูปแบบ (Modelling)
    2. การประยุกต์ (Applying)
    3. การแก้ปัญหา (Solving)
    4. การใช้สัญลักษณ์(Symbolizing)
    5. การพิสูจน์ (Proving)
    6. การคาดการณ์ล่วงหน้า/การทำนาย (Predicting)
    7. การคำนวณ (Computing)
    8. การกำหนดขั้นตอนวิธี (Programming)
    9. การตั้งข้อสันนิษฐาน (Conjecturing)
    10. การสรุปแนวความคิดกว้างๆ (Generalization)
    11. การให้เหตุผล (Reasoning)
    12. การค้นพบ (Discovering)

        การเรียนการสอนที่ไม่ได้พัฒนาในสิ่งเหล่านี้ให้กับนักเรียนถือได้ว่า เป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีคุณภาพอย่างพอเพียงที่จะช่วยในการตระเตรียมให้ นักเรียนออกไปเผชิญโลกสมัยใหม่อย่างรู้เท่าทันเหตุการณ์ และอย่างเป็นคน ที่มีคุณภาพ คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น ทำเป็น ตัดสินใจเป็น และเคารพในสิทธิของ ผู้อื่นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ดีมีคุณภาพนั้นทำได้ไม่ง่ายนักแต่ก็ เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธในการวางแผนบทเรียน ความรู้ความสามารถของครูทั้งในเนื้อหาวิชาที่จะสอนและกระบวนการวิธีการสอน ที่จะนำมาประยุกต์ ลักษณะสำคัญต่าง ๆ ของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ดีมี คุณภาพสามารถสรุปได้เป็น 9 ประการ (บัญญัติ 9 ประการ) ดังต่อไปนี้คือ 


1.) การเตรียมบทเรียนให้ดีพร้อมเป็นสิ่งจำเป็น ครูต้องเล็งเห็นผลของการเรียนรู้และมี กลยุทธในการทำให้สำเร็จ ครูต้องรู้วิธีที่จะเชื่อมโยงบทเรียนให้ต่อเนื่องกับบทเรียน ที่ผ่านมาและที่จะตามมา


2.) มีการนำเข้าสู่บทเรียนที่ตื่นเต้น เร้าใจ น่าสนใจและสัมพันธ์กับบทเรียนที่ผ่านมา หรือตรงกับประสบการณ์นอกโรงเรียน มีจุดเริ่มต้นที่เข้าเรื่องและดำเนินบทเรียน อย่างน่าสนใจน่าติดตามทำให้นักเรียนมีความกระตืนรือร้นใส่ใจที่จะเรียนรู้โดย ไม่เกิดความเบื่อหน่ายแต่มีความสุข


3.) ครูไม่เพียงแต่บอกนักเรียนให้ทำอะไรเท่านั้น แต่ต้องให้เขาเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าครูคาดหวังอะไรจากเขารวมถึงสิ่งที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้ ค้นหา ค้นให้พบด้วย โดยไม่คาดหวังสูง หรือประเมินความสามารถของนักเรียนต่ำเกินไป


4.) รู้จักใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพจริงจัง นักเรียนต้องมีกิจกรรมภาระกิจอย่างใด อย่างหนึ่งตลอดและทำด้วยความคล่องแคล่วว่องไว กระฉับกระเฉง แต่ไม่ใช่รีบเร่ง การสร้างระเบียบวินัยแบบแผนที่ดีเกี่ยวกับกิจวัตรของห้องเรียนจะช่วยทำให้แน่ใจ ได้ว่าการเรียนการสอนจะดำเนินไปด้วยดีอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนกระท่อนกระแท่น หรือมีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวางหรือจะมีก็ให้มีน้อยที่สุด


5.) กิจกรรมที่ใช้ประกอบบทเรียนต้องมีหลากหลายซึ่งสอดคล้องเหมาะสมตรงกับ จุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละอย่าง และให้มีความสมดุลระหว่างกิจกรรมของนักเรียน ทั้งชั้น กิจกรรมที่ทำกันเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือกิจกรรมของแต่ละบุคคล บทเรียน ภาคปฎิบัติใช้ช่วยเสริมการเรียนรู้แนวความคิดทางวิทยาศาสตร์อีกทั้งฝึกทักษะ ในการทำการทดลอง และการสำรวจสืบสวนสอบสวนต่างๆ

กิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียน
1. การอภิปรายซักถาม/การโต้วาที
2. การทดลอง
3. การแสดงบทบาท/กรณีศึกษา
4. การแก้ปัญหา/แก้โจทย์
5. การทำรายงาน/ทำโครงการต่าง ๆ
6. การสำรวจ/การพิสูจน์
7. การสืบสวนสอบสวน
8. การค้นคว้า
9. การใช้อุปกรณ์สื่อต่าง ๆ นอกเหนือจากบทเรียน
 
6.) การเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวข้องของครูในการเรียนรู้จากกิจกรรมของกลุ่มเล็กๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต่อคุณภาพในการสอน ช่วยทำให้นักเรียนหลีกเลี่ยง ปัญหาความยุ่งยากต่างๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ก็ควรกระตุ้นให้นักเรียนพยายาม คิดด้วยตนเอง ซักถามโต้ตอบกัน ภายในกลุ่มหรือกับครูผู้สอน เมื่อใดก็ตามที่ นักเรียนถามคำถาม นั่นแสดงว่าเขามีความสงสัย ข้องใจและอยากจะค้นหา คำตอบและนั่นคือ จุดเริ่มต้นของ “วิทยาศาสตร์”


7.) มีการอภิปรายกฏ หลักเกณฑ์ หลักการ วิธีการสำคัญ ๆ ทางวิทยาศาสตร์อย่าง กระจ่างชัดเจนในชั้นเรียน ครูกระตุ้นส่งเสริมให้นักเรียนออกความคิดช่วยกันพูด ออกมาเพื่อแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เขาสังเกตและอภิปราย โดยไม่ลืมให้กำลังใจ และไม่ตัดสินว่าผิดถูก ชมนักเรียนที่ร่วมแสดงความคิดเห็นทุกๆ คน และครูช่วยเน้น และสรุปย้ำให้นักเรียนเข้าใจมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งในประเด็นสำคัญๆ ต่าง ๆ ของบทเรียนนั้นๆ


8.) ให้เวลาสำหรับการทบทวน/ประมวลสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้หนักแน่นและเพื่อเชื่อมโยง กับบทเรียนที่ผ่านมา


9.) การประเมินผลนั้นสอดแทรกอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน และมีการวัดผล การเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้โดยระบบการป้อนกลับ อีกทั้งมีการติดตามผล สังเกตความก้าวหน้าของนักเรียน โดยมีศูนย์รวมอยู่ที่การให้คะแนนในผลงานของ นักเรียนซึ่งอาจเป็นรายงานข้อเขียน ข้อคิดเห็นต่างๆ ไม่ใช่คะแนนจากผลการ ทดสอบ


        ถ้าครูผู้สอนได้ทำการค้นหาคุณภาพ ประเมินคุณค่าจุดอ่อนจุดแข็งของการเรียนการสอน ทุกครั้งและปรับเปลี่ยนบทเรียนที่ได้วางแผนวิธีดำเนินการสอนไว้แล้ว โดยคำนึงถึงหรือเปรียบ- เทียบกับลักษณะของการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ มีคุณค่าดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็นับได้ ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วไปก้าวหนึ่ง และเมื่อใดที่จะทำการเตรียมบทเรียน เตรียมการสอน อาจจะใช้รายการตรวจสอบต่อไปนี้ช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง ให้ดีขึ้นมีคุณภาพ มีคุณค่าขึ้นได้อีกด้วยโดยตรวจดูตามลำดับขั้นตอนของรายละเอียดต่างๆ ว่ามีอยู่ในบทเรียนที่ได้เตรียมไว้แล้วหรือไม่อย่างไร ดังรายการต่อไปนี้



  • สิ่งที่คาดหวังให้นักเรียน ได้เรียนรู้ คืออะไร

  • เพราะเหตุใดการเรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ จึงมีความสำคัญ

  • มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับงานทางวิทยาศาสตร์หรือบทเรียนอื่นๆ หรือไม่อย่างไร

  • จะทำให้นักเรียนร่วมรับรู้ในจุดประสงค์ของการเรียนการสอนได้โดยวิธีใด

  • จะทราบได้อย่างไรว่า การเรียนการสอนนั้นบรรลุถึงจุดประสงค์แล้วทั้งในส่วนของครู และในส่วนของนักเรียนเอง

  • ระดับของการท้าทายในบทเรียนสูงเพียงพอหรือไม่ หรือ สูงเกินไป

  • จะมีวิธีใดที่ช่วยเรียกความสนใจ หรือตรึงความสนใจของนักเรียนและทำให้เขาใส่ใจร่วมเกี่ยวข้องในการเรียนการสอนได้ตลอดอย่างกระตือรือร้น และไม่เบื่อหน่าย

  • วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดในบทเรียนนี้ คืออะไร

  • จำเป็นที่จะต้องใช้กลยุทธ วิธีการใด และจะจัดการดำเนินการอย่างไรสำหรับ บทเรียนบทนี้ จะมีวิธีตอกย้ำสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ให้หนักแน่นได้อย่างไร

  • มีการบ้านที่จะช่วยขยายและเสริมงานในห้องเรียนหรือไม่อย่างไร

  • ที่สำคัญคือ ครูไม่ควรทำให้บทเรียนเป็นเพียงแต่ให้นักเรียนทำกิจกรรมโดยการบอกบท ลอกเลียนแบบ และทำแบบฝึกหัดส่งครู หรือตอบ-ถาม ที่มีคำตอบถูกผิดตายตัว โดยไม่ก่อ ให้เกิดความคิดสร้างสรรใด ๆ แต่ควรทำให้บทเรียนทุกชั่วโมงสอนเป็นเหมือนกับการผจญภัย ใช้สมอง และตื่นเต้น ประทับใจ จดจำง่าย

         ในบางครั้งหลังจากที่ครูได้ผ่านการอบรมวิธีสอนวิทยาศาสตร์มาแล้ว ก็อาจจะคิดว่า “ก็แค่นี้เอง สอนเองก็ได้ง่ายจัง” แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ทุกๆ อย่างต้องมีการ ฝึกฝนและเป็นพรแสวงเหมือนกับเมื่อตอนเราหัดขับรถใหม่ๆ เรานั่งไปกับคนขับครูผู้ฝึกดูๆ แล้วไม่เห็นจะยากเย็นอะไรเลย ต่อเมื่อไปนั่งแทนที่คนขับเองแล้วจึงถึง บางอ้อว่า “มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย” คนที่ขับรถได้
ชำนาญนั้น ต้องอาศัยสาระพัดทักษะไม่ว่าจะเป็นการรู้จักควบคุมรถยนต์การกะ กำหนดระยะทางให้สัมพันธ์กับความเร็วและเวลา การประเมินสภาพ ของถนน ทิศทางการวิ่งซ้ายขวา ตลอดจนการตอบสนองต่อการกระทำของรถคันอื่นที่ใช้ถนน ร่วมกันให้รวดเร็ว ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ผู้ขับต้องมีสติตั้งมั่นสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ทันทีฉับพลัน ประมาทเมื่อไรก็ประสบอุบัติเหตุหรือถ้าเทียบกับการสอนก็คือ “ล่มกลางคัน” ไร้คุณค่า ไร้คุณภาพ เมื่อนั้น เช่นกัน  
 
ลักษณะของครูที่ดี
1. มีความรู้ความสามารถในเนื้อหาวิชาและวิธีการสอนอย่างแท้จริง
2. มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
3. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
4. พัฒนาความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ
5. เคารพเชื่อถือในตนเอง มีจริยธรรม คุณธรรม
6. มีความกระตือรือร้น รักในการสอน
7. ทันโลก ทันเหตุการณ์
 
        ถ้าครูสามารถฝึกฝนตนเองไปถึงจุดที่รู้ตนเองว่า “สิ่งที่เราไม่รู้นั้นคืออะไร” ได้แล้ว ก็จะเกิด “ปัญญา” สามารถเป็นครูที่มีคุณภาพสร้างบทเรียนให้มีคุณค่าได้ไม่ยาก นัก เพราะว่าแนวทางตัวอย่างวิธีการนั้นมีอยู่แล้วมากมายอยู่ที่ว่าในใจของครูอยากจะ “เป็น” และพร้อมที่จะเป็นหรือไม่เท่านั้น เมื่อครูสามารถทำให้นักเรียนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และมีจิตใจแบบนักวิทยาศาสตร์ถือได้ว่าการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์นั้น มีคุณภาพและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง จงช่วยกันค้นหาคุณภาพและประเมิน คุณค่าของบทเรียนในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แต่ละครั้งกันเถิด แล้วจะเกิดผลทำให้ ประเทศชาติของเราเจริญทัดเทียมประเทศที่พัฒนาแล้วเพราะคนที่รู้วิทยาศาสตร์เป็นคนที่มี คุณภาพช่วยพัฒนาประเทศได้แน่นอน 


ลักษณะของคนที่มีคุณภาพ



  • คิดเป็น (มีเหตุผล มีปัญญา มีวิจารณญาณมีระบบขั้นตอน)

  • แก้ปัญหาเป็น (วางแผนเป็น หาข้อมูลเป็นตัดสินใจเป็น)

  • ทำเป็น (มีทักษะต่าง ๆ มีความเชื่อมั่น)

  • มีวินัย (รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ หนักแน่น)

  • ใฝ่รู้ (แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง)

  • ทำงานเป็นกลุ่มได้ บริหารได้ใจกว้าง (ไม่ยึดติดกับข้อเท็จจริง… มองทุกอย่างด้วยเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้)

  • กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำมีจริยธรรม คุณธรรม (เอาชนะใจตนเองได้)





เอกสารอ้างอิง
Gould, Ciff. Quality Science Teaching Education in Science September 1995,


No.164 Page 8-10
Schulte, Paige L. A Definition of Constructivism Science Scope, Nov/Dec.


1996. Vol 20. No.3 Page 25-27
Hardy, Kenneth The COL Calendar for 1993 


ที่มา : http://www.ipst.ac.th/article/science-m/science-m01.html