สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2561 เรื่อง “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ : พลังครูขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทย” เมื่อวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2561 ณ ห้องวายุภักษ์แกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การพัฒนาครูครบวงจร” และมอบรางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภาระดับภูมิภาค

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า “การพัฒนาครู” มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาเป็นอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการได้น้อมนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) เป็นหลักชัยเพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการในหลายประการ อาทิ
“เรื่องครูมีความสำคัญไม่น้อยกว่านักเรียน ปัญหาคือ การขาดครู เพราะจำนวนครูไม่พอและครูย้ายบ่อย ดังนั้นก่อนคัดเลือกเด็กที่จะพัฒนา ต้องพัฒนาครูก่อน ให้พร้อมที่จะสอนเด็กให้ได้ผลตามที่ต้องการ จึงจะต้องคัดเลือกครูและพัฒนาครู ต้องตั้งฐานะในสังคมของครูให้เหมาะสม และปลูกจิตสำนึกโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการคือ การให้ทุนและอบรม กล่าวคือ ต้องมีความรู้ทางวิชาการในสาขาที่เหมาะสมที่จะสอน ต้องอบรมวิธีการสอนใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นครูที่แท้จริง คือมีความรู้มีความเมตตาต่อเด็ก ควรเป็นครูท้องที่ เพื่อจะได้มีความผูกพันและคิดที่จะพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดของคน ไม่คิดย้ายไปย้ายมา” (11 มิถุนายน 2555)
“ต้องปรับปรุงครู …ครูจะอายุ 40-50 ปี ก็ต้องเรียนใหม่ ต้องปฏิวัติครูอย่างจริงจัง” (6 มิถุนายน 2555)
“ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนผลงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือ กลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือถือว่าเป็นความดีความชอบ ถ้าคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward” (5 กรกฎาคม 2555)

ด้วยพระราชกระแสข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการน้อมนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่มาของโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร (คูปองครู) โดยมีสถาบันคุรุพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นตัวจักรสำคัญในการทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่ปี 2560 ควบคู่ไปพร้อมกับการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาโครงการตลอดเวลา โดยเฉพาะงบประมาณที่มีอยู่ไม่มากนัก พร้อมทั้งได้นำระบบ Market System มาใช้ในการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหลักการคือให้ครูสมัครและเลือกสาขาวิชาที่ต้องการอบรมเอง แล้วเข้าอบรมตามหลักสูตรหลากหลายที่ผ่านการคัดเลือกจาก
จากการดำเนินการเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี ส่งผลให้เห็นภาพความสำเร็จของโครงการพัฒนาครูแบบครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ครูได้รับโอกาสในการพัฒนาทุกคนทุกโรงเรียน พร้อมมีการวางแผนการพัฒนาร่วมกัน ส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจและต่อยอดในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง, เน้นการอบรมหลากหลายวิธี ทั้งการบรรยาย การฝึกปฏิบัติไปถึงห้องเรียน, ช่วยลดงบประมาณในการอบรมและพัฒนาครู จากปีละประมาณ 9,000 ล้านบาท เหลือเพียง 2,000 ล้านบาท โดยสามารถนำงบประมาณเหลือจ่ายมาจ้างพนักงานธุรการ เพื่อลดภาระงานที่ไม่ใช่งานด้านการสอนของครู, การนำระบบ e-Government ที่สามารถลงทะเบียนออนไลน์ของครูทั้งประเทศ และสามารถเข้าถึงได้ทั้งแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังช่วยให้มีฐานข้อมูลครู สำหรับกำหนดทิศทางการพัฒนา ตลอดจนลดงบประมาณในการเดินทางไปอบรมของครูด้วย และที่สำคัญคือเกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน พร้อมเชื่อมโยงกับองค์กรหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
สิ่งสำคัญในการดำเนินโครงการปีต่อไป คือ การจัดหลักสูตรอบรมครูในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ครูสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งเข้าถึงครูมากขึ้น ซึ่งระบบออนไลน์ทำให้สามารถใส่เนื้อหา (Content) การเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการ Live สดในเฟสบุ๊คของคนที่เก่ง ๆ ที่จะช่วยให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบประสบการณ์กับครูเป็นอย่างมาก อีกประการสำคัญคือ จะเปิดโอกาสให้ครูสังกัดเอกชน และครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาครูด้วย เพื่อให้ครูทั้งประเทศได้รับการอบรมไปในทิศทางเดียวกัน
สิ่งที่น่าประทับใจคือ คำชื่นชมของครูที่สะท้อนกลับมา และความร่วมมือร่วมแรงของทุกคนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินโครงการให้สำเร็จ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานไว้ในที่เดียวกัน ทั้งการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของคุรุสภา, การจัดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Professional Learning Community : PLC) ของครู สพฐ. เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนครูคนอื่น, การปรับวิทยฐานะของ ก.ค.ศ. เป็นต้น
จากจุดเล็ก ๆ เสมือนเป็นเพียงคูปองสำหรับอบรมครูคนละ 10,000 บาทต่อปี แต่กลับช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้ครูมีพลังอำนาจในการจัดการตัวเอง (Empower) สามารถนำงบประมาณช่วยหาคนที่ดีที่สุด เข้ามาสอนสิ่งที่ดีที่สุดให้กับครู พร้อมมีระบบควบคุมคุณภาพและติดตามอย่างใกล้ชิด ให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและแก้ไขปัญหาได้ตลอดเวลา
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังมีปัญหาที่จะต้องแก้ไข ทั้งกรณีหลักสูตรยังไม่เพียงพอ หรือจำนวนชั่วโมงอบรมไม่เพียงพอ การให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยเหลือจัดหลักสูตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการดำเนินงานในปีต่อไปต้องดีกว่านี้แน่นอน ด้วยความร่วมมือของทุกคนและการนำบทเรียนมาพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ กล่าวถึงการจัดประชุมครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีวิชาการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และมโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Professional Learning Community : PLC) เพื่อเป็นเวทีสำหรับการสร้าง การใช้ และการเผยแพร่ผลงานวิจัยของครู และนวัตกรรมต้นแบบของสถานศึกษาเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และเพื่อยกย่องเชิดชูผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ได้คิดค้นผลงานวิจัยและผลงานนวัตกรรม ที่ใช้ได้จริงเกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้เรียนและวิชาชีพ จนได้รับรางวัลจากคุรุสภา และยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพคนอื่น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้แทนจากหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานทางการศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต/นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป
กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการปาฐกถา, การอภิปราย, การเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PLC การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และนวัตกรรมในยุคดิจิทัล โดยวิทยากรที่เป็นผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ SEAMEO, UNESCO และผู้แทนจากประเทศอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ตุรกี และเกาหลี อาทิ เรื่อง “Professional Learning Community PLC: The Power of Teachers towards Quality of Education”, เรื่อง “Sharing Experiences: Professional Learning Community (PLC)”, เรื่อง “เรียนรู้อะไรเมื่อครูไทยไปสอนที่มาเลเซีย”, เรื่อง “PLC พลังครูเพื่อศิษย์…จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริงในชั้นเรียน” เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ SEAMEO, UNESCO, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, สำนักงาน สกสค., บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด, มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และสำนักงาน Worlddidac Asia


ภายหลังพิธีเปิด ได้มีการอภิปรายพิเศษภาษาอังกฤษ เรื่อง




