เวทีนี้ช่วยทำให้คนภายนอกมองภาพเด็กอาชีวะดีขึ้น เด็กอาชีวะไม่ใช่มีแต่โดดเรียนและชอบทะเลาะวิวาทเท่านั้น เด็กที่ดีและทำประโยชน์เพื่อสังคมก็มีเยอะ เวทีนี้ช่วยเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของคนภายนอกที่มีต่อเด็กอาชีวะให้ดีขึ้น
โครงการตามล่าหา “คนพันธุ์อา” ดำเนินมาถึงปีที่ 3 ในปีนี้ ซึ่งก็ได้ตัวแทนไปเรียบร้อยแล้วคือ “นัท” นัฐพล รองพล นักศึกษา ปวช.2 แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด สุดยอดคนพันธุ์อาฝ่ายชาย จากการประกวดในโครงการ “สร้างสรรค์คนพันธุ์อา ปี 3” นัทเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีที่มีความคิดอ่านโตเกินวัย กับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในฐานะ Brand Ambassador ของนักศึกษาอาชีวะทั่วประเทศ
นัทเปิดใจว่า “หลังจากได้รับตำแหน่งสุดยอดคนพันธุ์อา ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพียงแต่ต้องทำหน้าที่ Brand Ambassador ให้กับทางอาชีวศึกษามากขึ้น ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้ว่าการเรียนสายอาชีพดีอย่างไร เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรียนสายอาชีพมากขึ้น สำหรับกิจกรรมที่ทำอยู่ตอนนี้มีกิจกรรมรณรงค์ตรวจเช็กเครื่องยนต์ก่อนสตาร์ตในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมที่ชาวอาชีวศึกษาทำอย่างต่อเนื่องทุกปีในการให้บริการประชาชนตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ฟรี ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปรับบริการได้ที่สถานศึกษาของอาชีวศึกษาทั่วประเทศ”
หนุ่มนัทเล่าถึงการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมประกวดให้ฟังว่า “ผมเข้าประกวดได้ก็เพราะว่าอาจารย์ที่วิทยาลัยเป็นคนคัดเลือกให้ผมทำหน้าที่เป็นตัวแทนของวิทยาลัยในการเข้าร่วมประกวดโครงการสร้างสรรค์คนพันธุ์อาปีนี้ครับ ถามว่าจุดเด่นของผมอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าจุดเด่นของผมคงจะอยู่ที่รูปร่างสูงโปร่งและความกล้าแสดงออก พอรู้ตัวว่าต้องเป็นตัวแทนของวิทยาลัยเข้าร่วมประกวดคนพันธุ์อาในปีนี้ ผมเตรียมตัวด้วยการฝึกพูดต่อหน้าสาธารณชนบ่อยๆว่าเราควรจะพูดแนะนำตัวอย่างไรดี รวมทั้งท่าทางการเดินและการไหว้ต่อหน้าสาธารณชนด้วยครับ ทำอย่างไรให้ออกมาดูดี ฝึกเพื่อให้เกิดความเคยชินจะได้ลดความประหม่าเมื่อต้องขึ้นไปยืนบนเวทีในวันชิงชนะเลิศครับ
สำหรับการแสดงในรอบ 10 คนสุดท้าย ผมได้นำเอาการแสดงพื้นบ้านของภาคอีสานไปโชว์ครับ นั่นก็คือการแสดงหมอลำ หลายคนเข้าใจผิดว่าผมแต่งตัวมาเพื่อแสดงลิเก แต่ที่จริงแล้วมันคือการแสดงหมอลำอย่างหนึ่งครับ ซึ่งการแสดงของผมใช้ชื่อว่า “รำเชิญชวนมาเรียน” ครับ เป็นการแสดงที่เชื้อเชิญให้คนรุ่นใหม่หันมาเรียนสายอาชีพกันมากขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการเรียนสายอาชีพ ผมใช้เวลาในการเตรียมเนื้อร้องและฝึกร้องเพลงเพียง 2 วันเท่านั้น ได้อาจารย์ที่เป็นหมอลำจริงๆมาช่วยสอนร้องและสอนท่ารำให้ครับ ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก เพราะต้องทำงานอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย แต่ผมก็พยายามทำอย่างเต็มที่
ช่วงที่ประกาศผลออกมาว่าผมได้รับตำแหน่งสุดยอดคนพันธุ์อาฝ่ายชายนั้น ผมตื่นเต้นและตื้นตันใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ เพราะเพื่อนๆคนอื่นก็เก่งและมีความสามารถกันทุกคน ตอนขึ้นไปรับรางวัลผมน้ำตารื้นเลยครับ เพราะเป็นครั้งแรก และเป็นเวทีแรกของผมด้วยที่ได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ดีใจมากเลยครับ สิ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัลนี้น่าจะเป็นเรื่องการเรียนและการแสดงที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร ผมพร้อมจะทำหน้าที่ Brand Ambassador ใ
ห้กับทางอาชีวศึกษาทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการประกวดครับ
ผมมองว่าการประกวดเวทีนี้ช่วยทำให้คนภายนอกมองภาพเด็กอาชีวะดีขึ้น เด็กอาชีวะไม่ใช่มีแต่โดดเรียนและชอบทะเลาะวิวาทเท่านั้น เด็กที่ดีและทำประโยชน์เพื่อสังคมก็มีเยอะ เวทีนี้ช่วยเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของคนภายนอกที่มีต่อเด็กอาชีวะให้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งที่ผมได้รับจากการประกวดมีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสามัคคี เรื่องเพื่อนใหม่ หรือจะเรียกว่าเป็นเพื่อนแท้ก็ได้ แล้วก็เรื่องการปรับตัวเมื่อต้องเข้าร่วมสังคมหมู่มาก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญมากสำหรับผมครับ (ยิ้ม)
ส่วนเรื่องที่ผมบอกไปว่าการเรียนของผมไม่น้อยหน้าใครนั้น เพราะปัจจุบันเกรดเฉลี่ยของผมอยู่ที่ 3.6 ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเรียนมาก เหตุผลสำคัญที่ผมเลือกเรียนแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจก็เพราะว่าในอนาคตเรื่องของเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตการทำงานของพวกเราทุกคน ผมจึงตัดสินใจเลือกเรียนในสายอาชีพนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ทำกิจกรรมมากก็ตาม แต่เรื่องการเรียนผมไม่ทิ้งอย่างแน่นอน ผมจะแบ่งเวลาให้กับการเรียนและการทำกิจกรรมให้เหมาะสมที่สุด อาจจะต้องให้อาจารย์ช่วยดูแลเป็นพิเศษสักหน่อยถ้าต้องหยุดเรียนเพื่อไปทำกิจกรรมของทางวิทยาลัย แต่ถ้ากลับมาเมื่อไหร่จะรีบตามงานที่ค้างเอาไว้ทันที
สำหรับเทคนิคในการเรียนของผมก็ไม่มีอะไรมาก คือตั้งใจเรียนในห้องให้เต็มที่ ไม่โดดเรียน ถ้ามีเวลาว่างผมจะเข้าไปค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเองทางหนึ่งด้วย อนาคตข้างหน้าผมคิดว่าจะเรียนต่อทางด้านบริหารและการจัดการ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาธุรกิจของทางบ้านต่อไปครับ (ยิ้ม)
สุดท้ายนี้อยากจะฝากถึงเพื่อนๆทุกคนว่า ให้คุณลองถามใจของคุณก่อนว่าชอบหรืออยากเรียนอะไร ผมอยากให้มองอนาคตข้างหน้าว่าถ้าเรียนสายสามัญอนาคตคุณอาจตกงานได้ แต่ถ้าคุณเรียนสายอาชีพ จบออกมารับรองมีงานทำ 100% และก็อยากจะฝากไปถึงประชาชนทั่วไปด้วยว่าให้มองภาพของเด็กอาชีวะเสียใหม่ เด็กอาชีวะไม่ได้มีแต่คนที่เกเร ชอบการทะเลาะวิวาทเท่านั้น เด็กที่ดีๆมีจำนวนมากกว่าเด็กที่ไม่ดีหลายเท่านัก ทุกวันนี้เด็กอาชีวะเขาพัฒนาแล้วทั้งในเรื่องของวิชาการและในเรื่องของเทคนิคการเรียนรู้ อยากจะให้คนทั่วไปเปิดใจมองภาพของเด็กอาชีวะในมุมมองที่ดีขึ้นกว่าเดิมครับ”
ที่มา : กรุงเทพฯ–2 เม.ย.–โลกวันนี้
