ครูผู้ให้แบบ“รุ่นเดอะ”ถึง“รุ่นใหม่”

       “ปาเจราจริยา โหนฺติ คุณุตฺตรานุสา สกา….”
       
       เมื่อเสียงสวดดังขึ้น พิธีกรรมการไหว้“ครู” ก็ถูกเริ่มต้นขึ้น พร้อยนัยยะแห่งความหมายที่ต้องการจะสะท้อนให้เห็นถึงความทรงคุณค่าของอาชีพ “เรือจ้าง” โดยแม้ว่าปัจจุบันหลายคนจะเกิดมุมมองที่แตกต่างจากความครูไปบ้าง แต่ทว่า ผู้ที่ดำรงอาชีพ “ครู” ด้วยเจตนารมณ์ของความเป็นผู้ให้ก็ยังคง มีตัวตนและน่ายกย่องเสมอไม่ว่าจะเป็น “ครูรุ่นเล็ก” หรือ “ครูรุ่นใหญ่”

อ.วิวิฒน์ สรรพคุณ

       ครูหน้าใหม่-ไฟแรง
       หลังประกาศผลสอบวัดความรู้ ของสำนักอบรมศึกษาแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 61 ปีการศึกษา2551และปรากฎว่า “วิวัตน์ สรรพคุณ ” มีผลคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของภาค “วิวัฒน์”ก็ตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการครู เพื่อสอนวิชา “กฎหมาย” ให้แก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลังทำหน้าที่อยู่หน้าชั้นเรียนได้เพียง 2 เดือน ครูวิวัฒน์ก็ถึงกลับเผยว่าภาพในอดีตสะท้อนมุมกลับให้ตนเกิดความเห็นอกเห็นใจในอาชีพครู
       
       “ ผมมีความประทับใจครูของผม จนอยากจะเป็นครูที่ดีบ้าง ซึ่งช่วงที่ผมเป็นนักเรียนไม่เคยสนใจความรู้สึกของคุณครูเลย จนเรามารับอาชีพครูเอง รู้ซึ้งเลยว่า คนเป็นครูนั้นเหนื่อยมาก ยิ่งนักศึกษาไม่ฟังเราสอน ทั้งที่อุตสาห์เตรียมการสอนมาอย่างดี ก็ยิ่งเสียความรู้สึก แต่ก็ต้องพยายามทำให้เขาได้รับความรู้กันทุกคน ”ครูน้องใหม่เผย

       ครูวิวัฒน์ เล่าต่อว่า บทบาทของผู้เป็นครูในปัจจุบัน แม้จะไม่สามารถถือไม้เรียวตีเด็กได้อย่างในอดีต แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค โดยเขาใช้วิธีดึงดูดใจด้วยการให้ความเป็นกันเอง ใช้สื่อที่น่าสนใจ
       
       “ อาชีพครูก็เหมือนการทำงานเพื่อสังคม ที่เราต้องสร้างผู้รู้ที่เก่งและดีออกไปพัฒนาชาติ เป้าหมายของผม จึงต้องสอนให้นักศึกษารู้จักคิด จำ เพื่อทำเป็น แต่ก็ใช่ว่าจะถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ศิษย์จะต้องมีมิติของการเรียนรู้หลักธรรมในกฎหมาย เพื่อการดูแลกันและกันในสังคม และมีจิตสำนึกเพื่อสังคมด้วย”อ.วิวัฒน์ตั้งปณิธาน

ศ.นพ.พูนพิศ อมาตยกุล

       ครูรุ่นใหญ่ -ไฟไม่เคยมอด
       ขณะที่ ศ.นพ.พูนพิศ อมาตยกุล อาจารย์หมอผู้ถ่ายทอดความรู้ทางด้านดนตรีให้แก่นักศึกษาปริญญาโท– เอก มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่แม้จะพ้นวัยเกษียณมากว่า 12 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังคงแน่วแน่ทำประโยชน์เพื่ออนุชนรุ่นหลังแบบที่เรียกว่า อายุไม่ใช่อุปสรรค
       
       “ครูอย่างตัวของผมนี้ มีหน้าที่ ให้ และ ขัดเกลา’ รวมไปถึงการแก้ไขสิ่งที่ผู้เรียนผิดพลาด ที่ยังไม่รู้จริง ให้รู้แจ้งยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างนักศึกษา ป.โทที่เขาต้องเขียนวิทยาพนธ์ ผมก็จะให้ความเข้มงวด กับแนวทางการเขียนบรรยายความที่ถูกต้อง ทั้งเนื้อหาและภาษาที่ใช้ โดยจะให้โอกาสเขาได้เขียนตามที่เขาคิด แต่ต้องไม่ผิดวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และจะปล่อยให้เขาไปศึกษารวบรวมแนวคิดต่างๆ เพิ่มมา พอนำงานกลับมาส่ง ถ้าหากเขายังคงไม่เขียนเหมือนอย่างที่ผมบอกให้ทำหรือสั่งให้แก้ เขาก็จะถูกเอ็ดและถูกว่า เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ครูแก้ไขแล้ว และนี่ก็คือความเข้มงวดที่มี”
       
       ปัจจุบันอาจารย์หมอยังคงทำการสอนแบบใกล้ชิดกับนักศึกษา ออกไปเก็บข้อมูล พานักศึกษาไปค้นเอกสารเก่าที่หายากถึงหอสมุด สะท้อนภาพครูที่ไม่ใช่ประเภททำงานอยู่บนหอคอยงาช้าง นั่งในห้องแอร์เอาแต่สั่งงานเด็ก แต่ลงมือทำไปพร้อมๆ กับลูกศิษย์ ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่คนเป็นครูต้องตื่นเสมอ เพราะถ้าครูไม่ตื่น เด็กก็จะไม่ตื่นไปด้วย
       
       

       ปิดท้ายด้วยผลงานสุดภาคภูมิใจตลอดระยะเวลาการสอนกว่า 40 ปี ที่ได้สั่งสมการถ่ายทอดมรดกทางความคิดผ่านงานเขียน และบทความกว่า 800 ชิ้น ซึ่งบางบทความก็นำมาปรับภาษาใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย อีกทั้งยังได้พัฒนาวงการดนตรีอย่างต่อเนื่อง อาทิ เป็นกรรมการจัดการชำระและร่างเขียนสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ราชบัณฑิตยสถานหลายภาค ตลอดจนจัดเก็บเอกสารสำคัญดังกล่าวให้สามารถสืบค้นได้
       
       “ถึงวันนี้ผมไม่กังวลว่าต่อไปจะมีคนสนใจหรือไม่สนใจสานต่อในสิ่งที่ผมทำ เพราะผมถือว่าผมได้ถ่ายทอดและเก็บไว้ให้คนที่สนใจสามารถค้นหา แบบเป็นที่เป็นทางและพร้อมใช้ประโยชน์แล้ว ”ศ.นพ.พูนพิศ อมาตยกุล สรุป

แหล่งที่มาของข่าว หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ