คนไทยเครียดรุนแรงป่วยทางอารมณ์

กรมสุขภาพจิตเผยคนไทยเครียดรุนแรงป่วยทางอารมณ์ 20 ล้านคนแล้ว


กรมสุขภาพจิตสำรวจอารมณ์ทางการเมืองคนไทย ร้อยละ 30 อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว ชี้อารมณ์โกรธทำให้เครียดรุนแรง แนวโน้มคนกรุงเทพฯ – อีสาน อารมณ์รุนแรงต่อเนื่อง ป่วยทางอารมณ์ 1 ใน 3 หรือราว 20 ล้านคน คาดสติหลุดเข้าโรงพยาบาลอีกนับ 10 ราย ขณะที่หากไม่ได้รับการเยียวยาจิตใจ ม็อบอาจตกอยู่ในภาวะพารานอยฯ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย สร้างภาพรวมกลุ่มรักกันเหนียวแน่น


นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้สำรวจอารมณ์ทางการเมืองของประชาชนไทย ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-22 เมษายน 2553 ในทุกภาคของประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่มีอารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับปกติคิดเป็นร้อยละ 39.44 ส่วนอารมณ์ทางการเมืองระดับรุนแรงพบร้อยละ 27.84 ซึ่งใกล้เคียงกับผลการสำรวจรอบแรก ร้อยละ 29.89 โดยเป็นเพศชาย ร้อยละ 31.33 และเป็นเพศหญิงร้อยละ 25.73 เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า ส่วนใหญ่อารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอารมณ์ระดับรุนแรงในประเทศขณะนี้ เท่ากับมี 1ใน 3 ของประชากร หรือประมาณ 20 ล้าน คน


นพ.ชาตรี กล่าวต่อว่า เมื่อแยกรายภูมิภาคพบว่าประชาชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับรุนแรง มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 39.40 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจรอบก่อนหน้านั้นพบเพียงร้อยละ 19.87 เช่นเดียวกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ที่มีการเพิ่มขึ้นของอารมณ์รุนแรงจากเดิมร้อยละ 24.24 เป็นร้อยละ 34.00 และในภาคเหนือพบเพิ่มขึ้นจากเดิม ร้อยละ 22.49 เพิ่มเป็น ร้อยละ 24.44 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องน่าเป็นห่วงมาก ขณะที่ภาคอื่นๆ มีแนวโน้มลดลง เช่น ภาพใต้ ภาคกลาง ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานที่การชุมนุมและกลุ่มคนที่มาชุมนุม


นพ.ชาตรี กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังพบว่า เพศชายที่มีการติดตามข่าวการเมืองทุกวัน มีอารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับรุนแรงเพิ่มจากเดิมร้อยละ 33.45 เป็นร้อยละ 42.21 ส่วนในเพศหญิงที่มีการติดตามข่าวการเมืองทุกวัน อารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับรุนแรงเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 30.43 เป็นร้อยละ 37.41 ทั้งนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากรับรู้สถานการณ์การเมือง โดยสูงสุดพบในภาคใต้ร้อยละ 68 และเมื่อถามว่าข่าวการเมืองมีผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของท่าน พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่าไม่มีผลต่อครอบครัว โดยพบสูงสุดในภาคใต้ร้อยละ 88


ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสรุปการเยี่ยมเยียนและเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง เฉพาะประชาชน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553ที่โรงพยาบาล 9 แห่ง จำนวน 70 ราย แบ่งเป็น ผู้ป่วย 50 ราย ญาติ 20 ราย พบว่า ปฏิกิริยาทางอารมณ์และจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบฯ และญาติ ส่วนใหญ่มีอารมณ์ โกรธ ก้าวร้าวรุนแรง เครียด วิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง ขณะที่บางคนท้อแท้ เสียใจ ซึมเศร้า รับไม่ได้กับการกระทำ ทำไมคนไทยถึงทำร้ายกันเอง ทำไมถึงเกิดเหตุแบบนี้ ในรายที่เสียชีวิต พ่อแม่ทำใจไม่ได้และรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุการณ์เสียชีวิตของลูก นอนไม่หลับ ฝันร้าย ผวา หวาดระแวง และไม่ไว้วางใจ ฮึกเหิม ในรายที่บาดเจ็บเล็กน้อย ถ้าออกจากโรงพยาบาลคิดว่าจะกลับไปร่วมชุมนุมอีก เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และคิดว่าตนเองทำเพื่อชาติ ในส่วนการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถนนสีลม จะต้องรอเวลาที่เหมาะสมหลังได้รับการบาดเจ็บ ภายใน 48-72 ชั่วโมง ซึ่งจะใช้ขั้นตอนในลักษณะเดียวกัน ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม


“ความรุนแรงทางอารมณ์ ส่งผลต่อความรุนแรงทางด้านพฤติกรรม ซึ่งผลจากสถานการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่พบโดดเด่นมากนอกเหนือจากความเศร้าวิตกกังวล คือ การใช้ความรุนแรง ก้าวร้าว ขณะเดียวกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 จะมีบาดแผลทางจิตใจรุนแรง หากไม่ได้รับการเยียวยา จะทำให้นอนฝันร้าย นอนไม่หลับ หวาดระแวง รู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งทำให้เกิดภาวะพารานอย ซูโด คอมมูนิตี้ คือ คนที่มีหัวอกเดียวกัน มีความหวาดกลัวสิ่งเดียวกัน เกิดความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันเหนียวแน่นมากขึ้น ถือเป็นอาการทางจิตใจ” พญ.อัมพร กล่าว


พญ.อัมพร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้พบว่า มีผู้ที่มีอาการทางจิต ซึ่งเป็นผู้ที่ความเข้มแข็งทางจิตใจน้อย เมื่อเผชิญกับสภาวะความกดดันจากเหตุการณ์ความรุนแรงจากเหตุการณ์ชุมนุม ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งไม่มีการเก็บตัวเลขชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะมีผู้ที่ป่วยทางจิตแล้วกว่า 10 ราย ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก ขณะที่คนส่วนหนึ่งจะระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงออกไป โดยแสดงออกในลักษณะไม่กลัวตายหรือบ้าเลือด


ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า อารมณ์ทางการเมืองของประชาชนขณะนี้คือ อารมณ์โกรธ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิตตัวเอง บุคคลอื่นและสังคม ซึ่งอาการโกรธรุนแรงเทียบเท่ากับความเครียดรุนแรง อีกทั้งทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันง่ายหากมีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งในครอบครัว เพื่อน ชุมชนและสังคม หากคนกลุ่มนี้เข้าร่วมชุมนุมก็จะใช้ความรุนแรงซึงวิธีง่ายๆ ในการควบคุมอารมณ์ ลดอุณหภูมิของตัวเองลง โดยการบริหารเวลาให้ถูกต้อง เช่น ลดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร วันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง ไม่รับข่าวสารเพียงช่องทางเดียวแต่ควรมีความหลากหลายและเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นผ่อนคลายความเครียดบ้าง โดยคนรอบข้างก็มีส่วนรวมช่วยได้เช่นกัน เช่นรับฟัง แสดงความห่วงใย เป็นต้น


ที่มาข้อมูล : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 23 เมษายน 2553