แค่รับสายก็เสียครึ่งล้าน? ถอดรหัส 4 ขั้นตอนกลโกง ‘ผู้โชคดี’ ที่คุณต้องรู้ทัน

แค่รับสายก็เสียครึ่งล้าน? ถอดรหัส 4 ขั้นตอนกลโกง ‘ผู้โชคดี’ ที่คุณต้องรู้ทัน

เสียงโทรศัพท์ที่ไม่คาดคิดดังขึ้น ปลายสายแจ้งข่าวดีว่าคุณคือ “ผู้โชคดี” ได้รับรางวัล ความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเสียงโทรศัพท์แห่งโชคนั้น ไม่ได้นำโชคมาให้จริง แต่กลับเป็นก้าวแรกของกับดักที่มิจฉาชีพวางแผนไว้

1. จุดเริ่มต้น : เหยื่อล่อคือ “รางวัล” ที่คุณไม่ได้ร้องขอ

กลโกงนี้เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายด้วยโทรศัพท์หนึ่งสาย มิจฉาชีพจะสวมรอยเป็นตัวแทนจากองค์กรที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น มูลนิธิฯ บริษัทฯ และแจ้งว่าคุณได้รับรางวัลเป็นของเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ไดร์เป่าผม กระทะไฟฟ้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น พวกเขาอาจเสนอทางเลือกว่า “จะรับเป็นของ หรือจะรับเป็นเงินสด” การเสนอรางวัลที่ไม่คาดคิดพร้อมทางเลือกนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึกดีใจและประหลาดใจ ทำให้เหยื่อลดกำแพงการป้องกันตัวเองลง และเปิดรับฟังสิ่งที่มิจฉาชีพจะพูดต่อไป
หากมีใครโทรหาท่าน แล้วบอกว่า ท่านได้รับรางวัล ถ้าท่านดีใจ แสดงว่าท่านมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

2. สัญญาณอันตราย : เมื่อการรับรางวัลต้อง ‘แอด Line’ และเข้า ‘OpenChat’

หลังจากเหยื่อตอบตกลงที่จะรับรางวัล มิจฉาชีพจะดำเนินแผนขั้นต่อไปทันที โดยการขอให้แอดบัญชี Line และดึงเข้ากลุ่ม Line OpenChat นี่คือสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนที่สุด เพราะมันคือการย้ายเหยื่อจากการสนทนาทั่วไป ไปสู่ห้องปิดที่มิจฉาชีพสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและข้อมูลทั้งหมดได้ การทำเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อตัดขาดเหยื่อจากโลกภายนอกและล้อมรอบด้วย “หน้าม้า” ซึ่งก็คือมิจฉาชีพคนอื่นๆ ที่แสร้งทำเป็นผู้ร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและแรงกดดันทางสังคม ทำให้การหลอกลวงดูเป็นเรื่องปกติ จากนั้นเรื่องราวของรางวัลชิ้นแรกก็จะค่อยๆ เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา

3. การไต่ระดับ : จากของรางวัลสู่ภารกิจและตัวเลขในอากาศ

ณ จุดนี้เองที่กลโกงได้เปลี่ยนไปอย่างแนบเนียน จากความดีใจที่ได้ของฟรี สู่ความโลภที่อยากได้เงินเพิ่ม บทสนทนาจะเปลี่ยนจากเรื่องของรางวัลไปสู่การทำ “ภารกิจ” ต่างๆ เช่น กดไลก์เพจ การรีวิวสินค้า หรือแม้กระทั่งกลวิธีที่แยบยลยิ่งกว่าอย่างการชวนให้ “โอนเงินร่วมบริจาคกับมูลนิธิ”  เพื่อใช้ประโยชน์จากความใจบุญของเหยื่อและทำให้การโอนเงินดูเป็นเรื่องปกติ
จุดสำคัญของกลลวงในขั้นตอนนี้คือ มิจฉาชีพจะโชว์ตัวเลขหลอกๆ ให้เราเห็นในระบบที่สร้างขึ้น ว่าเรามีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทำภารกิจสำเร็จ กลยุทธ์นี้ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะมันสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินก้อนนั้น ทำให้เหยื่อรู้สึกว่า “เฮ้ย เงินเราอ่ะ เงินเรามันอยู่นั้น” ความรู้สึกนี้เองที่เปลี่ยนความดีใจในช่วงแรกให้กลายเป็นความโลภและความต้องการที่จะเอาเงินของเราออกมาให้ได้ ทำให้เหยื่อติดกับและเริ่มลงทุนด้วยเงินของตัวเองโดยหวังผลตอบแทนก้อนใหญ่

4. กับดักสุดท้าย : เมื่อ ‘การถอนเงิน’ คือประตู่สู่การสูญเสีย

จุดจบของกลโกงนี้จะมาถึงเมื่อเหยื่อพยายามถอนเงินที่เห็นเป็นตัวเลขในระบบออกมา แต่แน่นอนว่าคำสั่งถอนเงินจะล้มเหลว เมื่อเหยื่อทักท้วง มิจฉาชีพจะใช้จิตวิทยาขั้นสุดในการกล่าวโทษเหยื่อกลับ โดยอ้างว่า “เราทำผิดวิธี…แค่นี้ก็ทำผิด” คำพูดลักษณะนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความตื่นตระหนกและความรู้สึกผิด ทำให้เหยื่อเชื่อว่าเป็นความผิดของตัวเองและต้องรีบแก้ไขสถานการณ์โดยการโอนเงินเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อเป็นค่าปลดล็อกระบบหรือค่าแก้ไขข้อผิดพลาด

“จากกรณีศึกษาของผู้เสียหายหญิงวัย 37 ปี ที่เริ่มต้นจากการได้รับแจ้งว่าเป็นผู้โชคดีได้รางวัลไดร์เป่าผม เธอถูกหลอกให้ทำภารกิจและโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายามถอนยอดเงินในระบบที่ไม่มีอยู่จริงออกมา สุดท้ายเธอต้องสูญเงินไปกว่า 500,000 บาท จากการโอนเงินทั้งหมด 8 ครั้ง กลายเป็นสูญเสียเงินจำนวนมากที่เริ่มจากโทรศัพท์เพียงสายเดียว”