ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จนกระทั่งไปถึงกลางเดือนกันยายน เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือกของโครงการ “ลับสมองประลองปัญญา สรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) ณ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของโครงการนี้ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค), นิตยสาร Mother&Care, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดโครงการให้เด็กๆ เล่านิทาน เพื่อสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน 3 ประเภท 5 รุ่น ได้แก่ ประเภทเดี่ยว ซึ่งแบ่งออกเป็นสองรุ่น คือ 4-6 และ 6-9 ปี ประเภทที่สองคือประเภททีมโรงเรียนซึ่งแบ่งเป็นสองรุ่นตามอายุแบบประเภทเดี่ยวเช่นกัน และประเภทสุดท้ายคือประเภทครอบครัว
ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการจัดงานสัญจรไปสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทานในต่างจังหวัด โดยเริ่มที่ภาคอีสาน จัดการแข่งขันที่ จังหวัดนครราชสีมา และภาคเหนือ จัดที่จังหวัดเชียงใหม่
วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ ต้องการกระตุ้นให้เด็กไทยอ่านหนังสือดีๆ และต้องการให้พ่อแม่ส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านผ่านสื่อนิทานเล่มโปรด
ดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดงานและร่วมเป็นกรรมการด้วย ยอมรับว่า ทีแรกก็เป็นกังวลเหมือนกัน เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบจับเด็กมาประกวดแข่งขันให้เกิดการแพ้ชนะ
แต่สุดท้ายหลังจากหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ และเมื่อคิดใคร่ครวญถึงเจตนาตั้งใจดี ก็เลยจัดงานนี้ขึ้นมา โดยใช้กฎกติกาเป็นกรอบการประกวด ที่เน้นไปเรื่องความเป็นธรรมชาติของเด็ก ไม่เน้นอุปกรณ์เยอะ ประเภทซื้อหามาก็ถูกหักคะแนนอีกต่างหาก รวมถึงเสื้อผ้าซึ่งกำหนดให้เด็กนักเรียนใส่ชุดนักเรียน เพราะไม่อยากให้เสียเงินเสียทอง หรืออลังการงานสร้างเกินวัย
เพื่อเป็นการตัดปัญหา และต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง งานนี้จึงเกิดขึ้นมา พร้อมด้วยกฎกติกาที่สุดแสนจะธรรมดา ไม่เน้นวิลิศมาหรา อีกทั้งเรายังได้คณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญและอยู่ในแวดวงคนทำงานสำหรับเด็กจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์พรอนงค์ นิยมค้า, รศ.กุลวรา ชูพงษ์ไพโรจน์, อาจารย์ชีวัน วิสาสะ, อาจารย์ปรีดา ปัญญาจันทร์, อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข, อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์, อาจารย์รพินทร ณ ถลาง, คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป, คุณทัศนัย วงษ์พิเศษกุล, คุณทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์, คุณหมอนิชรา เรืองดารากานนท์, คุณหมอสุธิรา ริ้วเหลือง, คุณริสรวล อร่ามเจริญ ฯลฯ
เป้าหมายเพื่อให้เด็กๆ ได้สนุกไปกับนิทาน เพราะด้วยความเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า หนังสือนิทานดีๆ มีส่วนต่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการในด้านอื่นๆ ที่ดีไปด้วย รวมถึงการเป็นเด็กรักการอ่าน เพราะฉะนั้น เวลาพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ผู้ปกครองและคุณครู จึงเน้นเรื่องการส่งเสริมและกระตุ้นลูกน้อย แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการแข่งขัน และรางวัลเป็นที่ตั้ง
เหล่าคณะกรรมการทุกท่านต่างก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่ต้องการปลูกฝังให้มีบรรยากาศการกดดัน และแกมบังคับให้เด็กมาแข่งขันในครั้งนี้
ผ่านมาได้หนึ่งเดือน ก่อนจะไปชิงชนะเลิศกลางเดือนตุลาคม ภาพบรรยากาศของเด็กระดับอนุบาล และเด็กประถมศึกษา ที่มาเล่านิทานให้เพื่อน ๆ และผู้ใหญ่ฟัง เป็นภาพบรรยากาศที่น่ารักยิ่งนัก สร้างความสุข สนุกสนาน น่าเอ็นดู และรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ที่ได้ฟังนิทานสารพัดจากเด็กน้อย
เด็กส่วนใหญ่ที่เติบโตขึ้นมา โดยมีพ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟังมาโดยตลอด จนถึงวันหนึ่งวันที่เขาพร้อม เขาหรือเธอตัวน้อยสามารถถ่ายทอดเรื่องราวจากหนังสือนิทานเล่มโปรด ลุกขึ้นมาเล่านิทานได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีความสุข และแสดงออกได้อย่างน่ารักเหมาะสมตามวัย โดยมีพ่อแม่ ผู้ปกครองพร้อมกับกองเชียร์ คอยสนับสนุนส่งกำลังใจทั้งก่อนและหลังการประกวด
เป็นภาพความประทับใจยิ่งนัก
เพราะนั่นหมายความว่า พ่อแม่กลุ่มนี้มีทัศนคติในการให้ลูกมาเล่านิทาน เพื่อให้ลูกกล้าแสดงออก โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องรางวัลเป็นเป้าหมายใหญ่ในชีวิต แต่ใส่ใจที่จะให้ลูกได้เข้าร่วมกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย
แตกต่างจากพ่อแม่อีกกลุ่มหนึ่ง ที่มาด้วยเป้าหมายของผลชนะเท่านั้น
สิ่งที่เราพบเห็นจากการแข่งขันที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลา 4 ปี ก็คือ เด็กๆ สนุกสนานกับการได้ถ่ายทอดนิทานที่ตนเองได้เลือกมาเล่าให้ผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ฟัง ยิ่งเป็นรุ่นเด็กเล็ก ความเป็นธรรมชาติจะชัดเจนมาก และตัวเด็กเองก็ไม่สนใจถึงเรื่องผลการแข่งขัน เพราะเวลาประกาศผล เด็กๆ ก็ไม่สนใจ ยังคงไปวิ่งเล่นและทำกิจกรรมปกติ
ในขณะที่ผู้ใหญ่ต่างหากที่สนใจเรื่องผลแพ้ชนะอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่คุ้นเคยกับการเป็นนักล่ารางวัล ก็จะทนไม่ได้ถ้าหากลูกของตนเองที่เทรนมาอย่างดี จะต้องตกรอบไป โดยหารู้ไม่ว่าได้ทำร้ายลูกของตัวเองไปด้วย เพราะลูกทุกคนต่างก็รักแม่ อยากเอาอกเอาใจคนเป็นแม่ เมื่อตนไม่สามารถทำได้อย่างที่พ่อแม่คาดหวัง เขาจะเสียใจขนาดไหน ความมั่นใจในตนเองจะหายไปหรือไม่ แล้วความสุขจากการได้ทำสิ่งที่ตนเองรักอย่างเหมาะสมตามวัยล่ะ
เด็กที่ถูกหล่อหลอมแบบนี้จะเติบโตไปอย่างไร ? อย่างนี้เข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉันด้วยหรือเปล่า…!!!
จนถึงขณะนี้การแข่งขันรอบคัดเลือกก็ยังดำเนินต่อไป การพยายามทำความเข้าใจกับพ่อแม่ คุณครูก็ยังต้องดำเนินต่อไป
เพราะเป้าหมายของการจัดงานก็ยังคงเหมือนเดิม
เราเชื่อว่า เด็กส่วนใหญ่ที่เติบโตมาจากหนังสือนิทาน มีพ่อแม่ ผู้ปกครองเล่านิทานให้ฟังตั้งแต่เล็กพอถึงวันที่เขาสามารถอ่านนิทานเองได้ เขาจะสามารถเล่านิทานได้อย่างมีชีวิตชีวา สนุกสนาน และมีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นนักอ่านในอนาคต ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธถึงคุณประโยชน์ของการอ่านที่มีมากมายเหลือเกิน
แต่ปัญหาที่เราพบเจอ คือ ความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด
ความพยายามในการทำความเข้าใจ และเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องความสำเร็จของเด็กจากโครงการนี้ ไม่ใช่เรื่องของรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่ความสำเร็จของเด็กอยู่ที่การเรียนรู้ในกระบวนการระหว่างทาง อยู่ที่ความตั้งใจและความพยายามในสิ่งที่ตัวเองรัก รวมถึงการได้เรียนรู้ว่า ทุกการแข่งขันต้องมีผู้ชนะ และผู้แพ้ โดยมีพ่อแม่เป็นอ้อมแขนที่อบอุ่นที่พร้อมจะโอบกอดลูกด้วยความรักและมีเมตตา
แม้จะไม่ได้รางวัล แต่ความภาคภูมิใจในตัวลูกเป็นรางวัลที่ดีที่สุดสำหรับพ่อแม่
สิ่งที่ได้จากโครงการนี้ นอกจากความสุขจากการที่เด็กๆ เล่านิทานให้ฟัง ก็ยังได้รู้จักเพื่อนพ่อแม่อีกจำนวนมากที่มีความน่ารักไม่น้อยทีเดียว และจากการที่ได้สัญจรไปต่างหวัด ทำให้ได้เห็นความแตกต่างของการใส่ใจในเรื่องการเลี้ยงลูก โดยการเอาหนังสือนิทานเป็นเครื่องมือหนึ่งในการหยิบยื่นให้ลูก ซึ่งแม้ในภาพใหญ่ยังจัดว่าเด็กกลุ่มนี้ยังถือว่าเป็นกลุ่มน้อยอยู่ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่า เป็นกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ
และทำให้เข้าใจได้ว่า โอกาสของการนำหนังสือไปสู่เด็ก ยังคงกระจุกอยู่ในสังคมเมือง พ่อแม่ที่ใส่ใจในการเลี้ยงลูก และสนับสนุนให้ลูกรักการอ่าน โดยเฉพาะหนังสือนิทาน ยังคงเป็นส่วนน้อยของสังคม
แต่พ่อแม่ที่ใส่ใจ และเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ก็มีน่ารักจำนวนมาก เพราะเข้าอกเข้าใจ และอยากให้ลูกมีพื้นที่ดีๆ ให้ลูกๆ ได้แสดงออกอย่างเหมาะสมตามวัย
และ…นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนเป็นพ่อแม่สามารถปลูกฝังทัศนคติที่ดีเรื่องการแข่งขันให้กับลูกได้
โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้จัดการออนไลน์
