พ่อแม่คนไหนไม่เคยทะเลาะกับลูกบ้าง ยกมือขึ้น ?
คำตอบ…ไม่มีแน่…เพราะเรื่องพ่อแม่ลูกทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย
ไล่เรียงมาตั้งแต่เมื่อสมัยที่ลูกยังเป็นเด็กเล็ก เรื่องทะเลาะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องลูกขัดใจพ่อแม่ ลูกมักทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ หรือไม่ก็เป็นการเอาแต่ใจตัวเองของลูก ในขณะที่คนเป็นพ่อแม่ก็กังวลกลัวลูกไม่ปลอดภัย ไม่ได้ดั่งใจ รูปแบบการทะเลาะถ้าไม่จบลงด้วยพ่อแม่ตามใจลูก ก็จะมีการทำโทษในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
พอลูกเริ่มเป็นเด็กโต การทะเลาะกันของพ่อแม่กับลูกส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องพฤติกรรม เช่น ขาดวินัย ไม่ทำการบ้าน ไม่สะอาด ไม่รับผิดชอบ ไม่ทำสิ่งใดที่พ่อแม่คิดว่าควรจะทำ หรือไม่ได้ดั่งใจ บางคนอาจถึงขั้นทำตรงข้ามซะงั้น รูปแบบการทะเลาะของพ่อแม่กับลูกวัยนี้ จะเพิ่มดีกรีมากกว่าลูกวัยเด็กเล็ก เพราะเขาหรือเธอรู้จักโต้เถียง และแสดงอารมณ์ไม่พอใจเวลาทะเลาะกับพ่อแม่
ถ้าพ่อแม่สามารถระงับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นเหตุได้เร็ว หรือมีวิธีจัดการที่ดี ปัญหาการทะเลาะกันก็จะไม่บานปลาย แต่ถ้าพ่อแม่ก็มีโทสะตามไปด้วย ยิ่งเห็นลูกโต้เถียงก็ยิ่งปะทุอารมณ์ไปด้วย ผลที่ตามมาก็จะบานปลาย และอาจจบเรื่องราวไม่สวย กลายเป็นความฝังใจในทางไม่ดีของลูกไปได้
และถ้าลูกเข้าสู่วัยรุ่นเมื่อไรแล้ว ปัญหาเหล่านี้ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะมีโอกาสและสุ่มเสี่ยงในการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกันได้ง่าย
ดิฉันมีเพื่อนคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่นหลายคน และมักจะได้ยินเพื่อนคุณแม่บ่นให้ฟังเสมอเรื่องทะเลาะกับลูก บางคนทะเลาะกันแทบทุกวัน จนกลายเป็นปัญหาภายในครอบครัว
หัวข้อในการทะเลาะส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องเพื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น เพราะลูกติดโทรศัพท์ ติดคอมพิวเตอร์ต้องคุยกับเพื่อน และนำไปสู่การไม่รับฟังพ่อแม่ และโกหก รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอีกมากมาย
ถึงขนาดมีเพื่อนคุณแม่คนหนึ่งต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการบำบัด ในขณะที่ลูกก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ และกลายเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้นจนถึงทุกวันนี้
พ่อแม่ที่มีลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่น คงจะเข้าใจดี และคงต้องเคยผ่านอารมณ์ทะเลาะกับลูกกันมาบ้างไม่มากก็น้อย
ในต่างประเทศ เขามีการนำเอาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว หยิบมาเป็นประเด็นในงานศึกษาวิจัยอีกต่างหาก
ผลสำรวจล่าสุดจากเว็บไซต์ Uinvue.com พบว่าในแต่ละปีพ่อแม่และลูกจะมีเรื่องขัดใจ โต้เถียงไปจนถึงขั้นมีปากเสียงทะเลาะกันรวมแล้ว 4 วันต่อปี
จำนวน 4 วันต่อปี อาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมดใน 1 ปี ที่มี 365 วัน แต่ถ้าคิดว่า 4 วันที่หมดไปกับเรื่องไม่เรื่องที่ชวนให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจระหว่างพ่อแม่และลูก ก็มากอยู่ เพราะวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง เท่ากับว่าเราต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันประมาณ 96 ชั่วโมงต่อปี
สู้เอาเวลาที่ว่านี้ไปทำอะไรสร้างสรรค์ไม่ดีกว่าหรือ…!!
แต่ที่น่าสนใจจากการสำรวจ พบว่าคนเป็นแม่มักจะเป็นผู้จุดประเด็นเรื่องชวนให้อารมณ์เสียจนนำไปสู่การดุด่าลูกและมีปากเสียงอยู่เสมอ
บางครั้งจากเรื่องเล็กๆ แต่ก็สามารถขยายวงกว้างได้ เช่น งานบ้านธรรมดาๆ นี่เอง โดยเด็กๆ มักจะทำตัวประหนึ่งว่ากำลังอยู่ในโรงแรมแทนที่จะเป็นบ้าน ไม่สนใจช่วยทำงานบ้านและไม่ยอมทำงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย
ในขณะที่คนเป็นแม่ บางคนต้องทำงานนอกบ้าน เมื่อกลับมาบ้านก็ต้องมาดูแลรับผิดชอบงานบ้าน ส่งผลให้แม่ซึ่งมักต้องรับบทหนักในการทำงานบ้านแต่เพียงผู้เดียวต้องหงุดหงิด อารมณ์เสีย จนอดไม่ได้ที่จะอาละวาดเอากับลูกๆ และคุณสามีที่รัก
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,000 ครอบครัวนั้น พบว่าในแต่ละวันจะต้องมีการขึ้นเสียง มีปากเสียงกันเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที เมื่อลองคำนวณดูแล้วจะเท่ากับเวลา 91 ชั่วโมงใน 1 ปี หรือประมาณ 3.79 วันนั่นเอง
มาร์ค เดอ เนตโต้ โฆษกของ Uinvue.com กล่าวว่าเมื่อเป็นเรื่องภายในบ้าน คนเป็นแม่ยังคงมีบทบาทสำคัญเป็นตัวหลัก และดูเหมือนฝ่ายพ่อก็จะขออยู่ห่างๆ เสมอ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ในการดูแลจัดการกับลูกๆ
นอกจากเรื่องงานบ้านที่เป็นชนวนทำให้แม่ดุลูกแล้ว รายการทีวีก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คนเป็นพ่อและแม่มีปากเสียงกันด้วย เพราะชอบดูรายการคนละแนว แม่มักจะดูรายการเพลง ส่วนพ่อจะสนใจรายการกีฬาและสารคดี ขณะที่เด็กๆ อยากจะดูหนังหรือไม่ก็เรียลลิตี้โชว์ต่างๆ
“แม้การมีปากเสียง การทะเลาะกันจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว แต่จากการศึกษาก็พบว่ามันมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวไม่ใช่น้อย หากเป็นกรณีที่เบาๆ ก็จะเป็นผลดีช่วยให้ชีวิตครอบครัวได้เรียนรู้กันและกัน”
ที่ฮาไม่น้อย ระหว่างการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนั้น 1 ใน 10 บอกว่าพวกเขากำลังทะเลาะกัน อยู่ในช่วงโกรธกันงอนกันไม่พูดจากันพอดี
เรื่องทะเลาะกันภายในครอบครัวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องจะบานปลายและกลายเป็นเรื่องใหญ่โตก็เพราะอารมณ์ที่ปะทุคุกรุ่นในช่วงเวลานั้นๆ และนำไปสู่การบานปลาย
เทคนิคการจัดการอารมณ์ของสมาชิกในบ้าน
หนึ่ง – หลีกเลี่ยงการใช้คำพูด หรือการกระทำที่เป็นชนวนของความขัดแย้ง
สอง – การใช้ปิยวาจาในการสื่อสารในครอบครัว ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ชอบใจ
สาม – ไม่ใช้อำนาจในครอบครัว หรือเพราะว่าฉันเป็นพ่อแม่ ฉะนั้นฉันต้องถูกเท่านั้น
สี่ – กำหนดกฎ กติกา ภายในบ้านว่าอะไรควร อะไรไม่ควรตั้งแต่แรก รวมทั้งให้สมาชิกในบ้านรู้จักหน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่ให้มีการล่วงล้ำสิทธิซึ่งกันและกัน
ห้า – ถ้ามีเหตุให้ทะเลาะกัน ควรหลีกเลี่ยงทะเลาะกันในห้วงเวลานั้นๆ แต่รอให้อารมณ์เข้าสู่ปกติ ค่อยพูดกันด้วยเหตุผล
สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ และซึมซับสิ่งเหล่านี้ เท่ากับเป็นการป้องกันเหตุ ย่อมดีกว่ามาแก้ไขในภายหลังและต้องทำความเข้าใจว่า การทะเลาะกันในครอบครัวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และก็พร้อมปรับปรุงแก้ไขได้เช่นกัน
โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
ที่มา : ผู้จัดการ Online
