รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดกิจกรรมที่สำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศภายใต้ชื่องาน “มิติใหม่การศึกษา เดินหน้าประเทศไทย” เพื่อแสดงผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาการศึกษาในรอบ 6 เดือน กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นใน 9 มิติซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนพอสมควร ที่น่าสนใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงแนวคิดเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาไทยซึ่งน่าสนใจไม่น้อย
การจัดงานดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจอย่างแรงกล้าของรัฐบาลและชาวกระทรวงศึกษาธิการที่จะสะท้อนให้สังคมเห็นว่ารัฐให้ความสำคัญกับงานด้านการศึกษาไม่แพ้รัฐบาลในอดีต แต่ที่น่าเสียดายในทรรศนะของผู้เขียนเห็นว่างานสำคัญอย่างนี้ถ้าหากจะเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับการเดินหน้าประเทศไทยให้กว้างขวาง ควรที่จะมีการจัดให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าการจะสร้างมิติใหม่ทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้บรรลุวัตถุประสงค์ประชาชนส่วนใหญ่ที่กระจายอยู่ในต่างจังหวัดควรจะมีส่วนในการรับรู้ซึ่งในประเด็นนี้คงต้องฝากไปยังรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการว่าจะทำงานใหญ่ทั้งที่ต้องสื่อสารให้ผู้คนรับรู้และเข้าถึงให้มากที่สุดเปรียบเสมือนจะฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ
มิติใหม่การศึกษากับการเดินหน้าประเทศไทย ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นอะไรในหลายอย่างโดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของผู้นำรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการที่น่ายินดียิ่ง รัฐบาลนี้ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากจะมองย้อนกลับไปกับการพัฒนาการศึกษาชาติจะพบว่านับตั้งแต่ พ.ศ.2539 เป็นต้นมารัฐบาลแต่ละยุคต่างทุ่มเทงบประมาณเพื่อการศึกษาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกันที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปว่าประเทศไทยเป็นประเทศใน ระดับต้นๆ ของโลกที่ภาครัฐจัดสรรงบประมาณลงไปมากแต่ผลการประเมินการศึกษาของเด็กไทยกลับต่ำกว่าหลายประเทศอย่างไม่น่าเป็นไปได้
การปฏิรูปประเทศและการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ ผู้คนในสังคมมองว่าไม่อยากให้ปฏิรูปแล้วเกิดการเสียของ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาหากย้อนกลับไปในปี 2542 จนถึงปัจจุบันนับว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งระดมทุกภาคส่วนให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตามการปฏิรูปประเทศและการปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้หรือไม่ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือวิสัยทัศน์ของผู้นำ วันนี้ประเทศไทยนายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นการพัฒนาโดยชูแนวคิดผ่านสื่อให้ได้ฟังกันบ่อยครั้ง คือ ประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน
หากพูดถึงวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีนี้สอดคล้องกับการที่ นายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ล นักวิชาการชาวอเมริกันได้เขียนหนังสือเรื่องผู้สร้างยุทธศาสตร์สมัยใหม่ (The Makers of Modern Strategy) เมื่อ คศ.1943 ที่มีเป้าหมายในการนำเสนอแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ยุทธศาสตร์ชาติทุกมิติให้ประเทศสหรัฐอเมริกามั่นคงประชาชนมั่งคั่ง ด้วยการรวบรวมทฤษฎีรัฐศาสตร์การทหารของนักรัฐศาสตร์ต่างๆ
แนวคิดของ เอ็ดเวิร์ด เอิร์ล ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของชาติได้อย่างชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศทุกมิติและมีอำนาจต่อรองกับชาติใดๆ ก็ตามที่ขัดผลประโยชน์กับสหรัฐอเมริกา จากวัตถุประสงค์ของการทำให้ประเทศมั่งคง ประชาชนมั่งคั่งของสหรัฐ ทำให้สหรัฐเป็นประเทศเดียวขณะนี้ซึ่งมีงบประมาณทางทหารสูงสุด 607 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าจีนซึ่งเป็นที่สอง 4 เท่าตัวและนโยบายสหรัฐในด้านความมั่งคงง่ายๆ นั่นคือสามารถทำสงครามได้สองแนวรบในเวลาเดียวกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ทุกมิติ
ในมิติที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยปี 2015-2020 ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มั่นคง ประชาชนมั่งคั่งอย่างอย่างยั่งยืน คือต้องการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม และภาคเอกชน ไปขับเคลื่อนโดยเน้นความมั่นคงไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง รับฟังความคิดเห็นกันและกันอยู่ร่วมกันไม่ใช้วิธีการนอกกฎหมายหรือทำให้เกิดความรุนแรง มั่งคั่ง คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างกัน การค้าขายในประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าส่งออกไปประเทศไกลๆ ความยั่งยืนคือตามแนวคิดของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีมากใช้มากมีน้อยใช้น้อยและสร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง
อย่างไรก็ตามเมื่อมองถึงผู้นำประเทศกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนา ผู้เขียนเห็นว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยต่างมีวิสัยทัศน์เพื่อการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างชัดเจน แต่ถ้าต้องการให้การปฏิรูปการศึกษาไปสู่ความสำเร็จผู้นำประเทศไทยและผู้เกี่ยวข้องจะต้องมองไกลไปที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราเช่นเดียวกัน ว่าเขามียุทธศาสตร์ในการพัฒนาการศึกษาอย่างไร
ประเทศมาเลเซียหนึ่งในสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจปอาเซียน นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี ได้จัดทำพิมพ์เขียวการศึกษาฉบับใหม่ คือ Malasia Education Blueprint 2013-2025 ในประเด็นนี้มีสาระที่น่าสนใจในฐานะที่ประเทศมาเลเซียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีพัฒนาการศึกษาดีกว่าบ้านเราและอีกหลายประเทศ
พิมพ์เขียวการศึกษาใหม่ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่ประกาศใช้ไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2555 ได้ตั้ง เป้าหมายที่จะยกระดับการศึกษาของคนมาเลเซียให้ขึ้นเทียบชั้นกับคนในประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลกในปี 2025 นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้กล่าวว่า การศึกษาคือต้นทุนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมเป็นการเตรียมพร้อมเด็กและเยาวชนให้มีทักษะที่จำเป็นสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานยุคใหม่ได้และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมาเลเซีย
การจัดทำพิมพ์เขียวการศึกษาของมาเลเซียในครั้งนั้นกระทรวงการศึกษามาเลเซียใช้เวลาถึง 11 เดือน โดยดึงผู้เชี่ยวชาญการศึกษาทั่วโลก เช่น ยูเนสโก ธนาคารโลก โออีซีดี และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 6 แห่งในมาเลเซียพร้อมกับเชิญครูชั้นนำพ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนจากทุกรัฐเข้าร่วมระดมสมองผลิตเป็นพิมพ์เขียว
สำหรับ Malasia Education Blueprint 2013-2025 มุ่งเน้นให้นักเรียนนักศึกษาต้องบรรลุคุณลักษณะหลัก 6 ประการ คือ มีความรู้ มีทักษะในการคิดมีทักษะในการเป็นผู้นำ มีความเชี่ยวชาญในการพูดสองภาษา มีคุณภาพจริยธรรมและมีจิตสำนึกในชาตินิยม นอกจากนั้นพิมพ์เขียวการศึกษาดังกล่าวมียุทธศาสตร์ 11 ข้อ ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จของชาติในอนาคตภายในปี คศ.2025 คือ ทรัพยากรบุคคลของมาเลเซียจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เช่น นักเรียนนักศึกษาเมื่อจบการศึกษาออกไปจะมีความรู้และทักษะในระดับเวิลด์คลาส มีจริยธรรมที่แข็งแรงและสามารถจะออกไปแข่งขันกับคนในระดับเดียวกันในประเทศอื่นได้ ทางด้านครูจะต้องพัฒนาความรู้ความสามารถในการสอนสู่ระดับเวิลด์คลาสเพื่อสนองตอบความกระหายการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาและครูจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากอาชีพครูที่จะเชื่อมโยงไปสู่การแข่งขันโดยตรง
เมื่อพูดถึงยุทธศาสตร์การศึกษาชาติแล้วจะพบว่าประเทศที่เจริญแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ถือว่าการศึกษาเป็นวาระของชาติและที่สำคัญไม่มีนักการเมืองคนไหนที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในพิมพ์เขียวได้ตามใจชอบเว้นเสียจากการปรับปรุงรายละเอียดให้ดีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนผ่านเท่านั้น
ในทางกลับกันประเทศไทยก็มีวาระแห่งชาติว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษามาหลายรัฐบาล แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลทีไรพิมพ์เขียวหรือยุทธศาสตร์มักจะไม่ค่อยจะต่อเนื่อง นักการเมืองที่เข้ามากำกับดูแลงานศึกษาของชาติมักจะทำนโยบายของพรรคและของตนเองมาปรับเปลี่ยนในลักษณะประชานิยม จนทำให้การศึกษาไทยตกอยู่ในหลุมดำมาจนถึงวันนี้
วันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูป และนายกรัฐมนตรีตลอดจนคณะรัฐมนตรีตลอดจน คสช.ต่างมีจุดยืนอุดมการณ์ที่ชัดเจนที่จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าดังที่สังคมพึงประสงค์ ผู้เขียนหวังว่าด้วยความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องที่ได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจน คงจะส่งผลให้การปฏิรูปสำเร็จทุกด้าน โดยเฉพาะการศึกษาของชาติ และเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาของไทยเป็นมิติใหม่อย่างแท้จริง ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการทุกระดับต้องนำแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ได้กล่าวไว้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ในโอกาสที่ท่านนายกฯเป็นประธานเปิดงาน “มิติใหม่การศึกษา เดินหน้าประเทศไทย ไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งความตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “ประเทศไทยติดหล่มหลายเรื่อง สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้คือ การศึกษา” ฯลฯ
วันนี้การสร้างมิติใหม่ทางการศึกษาจะเกิดไม่ได้เลยถ้าคนไทยทุกภาคส่วนไม่ตื่นตัวและผู้ที่จะต้องขานรับวิสัยทัศน์ตลอดจนนโยบายไปสู่การปฏิบัติโดยเฉพาะชาวกระทรวงศึกษาธิการทุกระดับชั้น ถ้ายังอยู่ในวังวนของหลุมดำในอดีต ก็อย่าหวังเลยว่าการสร้างมิติใหม่จะสำเร็จหรือจะปล่อยให้เป็นเพียงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ตลอดไป
“การปฏิรูปประเทศและการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ผู้คนในสังคมมองว่าไม่อยากให้ปฏิรูปแล้วเกิดการเสียของ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาหากย้อนกลับไปในปี 2542 จนถึงปัจจุบันนับว่ายังไม่ประสบความสาเร็จมากนัก
เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย จาเป็นต้องเร่งระดมทุกภาคส่วนให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม”
–จบ–
–มติชน ฉบับวันที่ 4 มิ.ย. 2558 (กรอบบ่าย)–
