มอบของขวัญวันเด็กด้วยการสอนลูกใช้เงินให้ “เป็น”







       เรื่องเด็กกับเงินดูจะเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะเด็กในสังคมเมือง มักจะมีเรื่องให้ต้องวิ่งมาขอเงินพ่อแม่เพื่อนำไปซื้อขนมบ้าง ของเล่นบ้าง ของที่อยากได้บ้าง ส่วนคนเป็นพ่อแม่ก็มักจะใจอ่อน หรือไม่ก็ทนรบเร้าไม่ได้ ก็มักตัดความรำคาญให้เงินไปซื้อของที่เขาอยากได้มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ให้เงินลูกซื้อขนมหรือของเล่น เพียงเพราะตัดความรำคาญ หรือทนความรบเร้าไม่ได้ หรือไม่ต้องการให้ลูกร้องไห้ ก็เลยให้ไป โดยไม่ได้สนใจว่าลูกจะไปซื้ออะไร


    
ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่เข้าข่ายประเภทนี้แล้วล่ะก็ ต้องคิดใหม่แล้วล่ะค่ะ…!!!











       เพราะพฤติกรรมตัดความรำคาญของคุณ ได้มีส่วนต่อการบ่มเพาะนิสัยเรื่องการใช้เงินที่ไม่เหมาะสมกับลูกเป็นอย่างมาก
       
       ประการแรก เขาได้เรียนรู้แล้วว่าเขาจะใช้วิธีไหนในการจัดการกับพ่อแม่เพื่อที่พ่อแม่จะได้ให้เงินเขา เขารู้ว่าแม่ขี้รำคาญ ก็ต้องอาศัยลูกตื้อเท่านั้น แต่ถ้าพ่อแม่กลัวอายคนอื่น ก็แหกปากร้องไห้ซะจะได้จบๆ หรือถ้าเขารู้ว่าทำแบบนี้แม่ไม่ให้แน่ แต่ทำวิธีเดียวกันแบบนี้ รับรองพ่อต้องให้
       
       นั่นล่ะค่ะ…เด็กเรียนรู้ได้เร็ว และสามารถจัดการกับพ่อแม่ได้มากกว่าที่เราคิด
       

       ประการที่สอง เขาจะไม่รู้คุณค่าของเงิน เพราะเมื่อเขาได้เงินมาง่าย เขาก็ยอมจ่ายไปได้ง่ายๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง โดยไม่เห็นคุณค่าของเงินที่พ่อแม่หามาอย่างยากลำบาก และมักจะเข้าใจว่าพ่อแม่มีอยู่แล้ว เมื่อเขาอยากได้ก็ขอเอาเท่านั้น เพราะภาพที่เขาเห็นก็คือเมื่อพ่อแม่อยากได้เงินก็ไปที่ตู้เอทีเอ็มแล้วกดเงินก็จะออกมา โดยไม่ได้เรียนรู้ว่า พ่อแม่ต้องทำงานหนักเพื่อได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน
       
       ประการที่สาม พฤติกรรมการใช้เงินของเขาจะติดตัว เพราะเขาจะใช้เงินได้ แต่ใช้เงินไม่เป็น เขาจะซื้อของที่เขาอยากได้ มากกว่าจะซื้อของที่เขาจำเป็น
       
       เรื่องการใช้เงินดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเมื่อมีเงินก็สามารถซื้อของได้ แต่เรื่องที่ควรสอนให้เด็กได้เรียนรู้ก็คือเรื่องการปลูกฝังให้ใช้เงิน “เป็น” ไม่ใช่ใช้เงิน “ได้” เท่านั้น
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กในยุคปัจจุบัน ที่สุ่มเสี่ยงต่อสิ่งยั่วยวนกิเลสตั้งแต่เล็กจนโต ถ้าเราไม่อยากให้ลูกของเราเติบโตขึ้นไปแบบเป็นเด็กติดกับดักวัตถุนิยม ก็จำเป็นต้องปลูกฝังลูกของเราเรื่องการใช้เงินอย่างรู้คุณค่าตั้งแต่เล็ก
       
       ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งในประเทศอังกฤษ ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,000 คน ในการซื้อของใช้ประจำวัน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ พบว่าหลายคนยอมรับว่ามีสไตล์การใช้เงินเหมือนพ่อแม่ โดย 24% บอกว่าได้นิสัยการใช้เงินมาจากแม่ 15% ถอดแบบมาจากพ่อ ส่วนอีก 2% ได้มาจากปู่ย่าตายาย ในขณะที่ 45% ยืนยันว่ามีสไตล์การใช้เงินเป็นของตัวเอง
       
       ดร. ลิซ มิตเชลล์ นักจิตวิทยา กล่าวว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนานิสัยและพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของเด็ก
       
       “เมื่อเป็นเด็กเล็ก พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่ และนำไปสู่การพัฒนานิสัยและพฤติกรรมในด้านต่างๆ ซึ่งจะแสดงออกมาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
       

       เราต้องไม่ลืมว่าเรื่องการใช้เงินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในยุคนี้ไปซะแล้ว เรียกว่าตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา เราก็ต้องเผชิญกับการใช้เงินทั้งการเดินทาง อาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายซื้อของใช้อย่างอื่นทั้งที่จำเป็น และเพื่อความสวยงามอื่นๆ อีกต่างหาก เรียกว่าค่าใช้จ่ายจิปาถะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ตามความคิดว่าจำเป็นของแต่ละคน ยิ่งครอบครัวที่มีลูก ค่าใช้จ่ายจะงอกเพิ่มพูนชนิดตั้งตัวไม่ทันเหมือนกันถ้าไม่รับมือให้ดี เพราะค่าใช้จ่ายจะเพิ่มตามอายุลูกที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
       
       และสำหรับคนเป็นพ่อแม่ โปรดอย่าลืมว่าการใช้เงินของคุณในแต่ละวันนี่แหละ ที่อยู่ในสายตาของลูก และซึมซับเข้าไปในตัวลูกโดยไม่รู้ตัว
       
       เรื่องสอนลูกให้ใช้เงินเป็น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งดิฉันเองก็เคยประสบปัญหาเรื่องลูกขอเงินไปโรงเรียนเหมือนกัน เขาทั้งสองเริ่มเรียกร้องที่จะขอเงินไปโรงเรียนตั้งแต่อยู่ชั้นประถมต้น เพราะเห็นว่าเพื่อนบางคนได้เงินไปโรงเรียนแล้ว ทำไมเขาถึงไม่ได้บ้าง เรียกว่าต้องใช้เวลาอธิบายกันยกใหญ่และหลายครั้งทีเดียวกว่าเขาจะยอมรับได้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินที่โรงเรียน
       
       ดิฉันค่อนข้างโชคดี เพราะโรงเรียนของลูกทั้งสองแห่งไม่มีนโยบายขายขนมและน้ำอัดลมในโรงเรียน เพราะตระหนักถึงภัยร้ายของมันได้เป็นอย่างดี โรงเรียนมีอาหารกลางวัน และอาหารว่างไว้ให้เด็กๆ ได้กินอย่างอิ่มท้อง ถูกหลักโภชนาการและเอร็ดอร่อยไม่แพ้ที่อื่น ก็เลยทำให้ไม่มีเหตุผลที่เขาทั้งสองต้องใช้เงินในส่วนเกิน ถ้าเขาต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถเบิกจากโรงเรียนได้อยู่แล้ว
       
       ปัญหาที่ตามมาของดิฉันที่มีเพื่อนคุณแม่ด้วยกันเป็นห่วง ก็คือ แล้วลูกเธอจะใช้เงินเป็นหรือ เพราะจนถึงวัยประถมปลาย จนขณะนี้ เขาทั้งสองก็ยังไม่เคยได้เงินไปโรงเรียน
       
       ดิฉันกลับไม่คิดเช่นนั้น ดิฉันเชื่อว่าเด็กสามารถใช้เงินได้ทุกคน ขอเพียงให้ได้มีเงินเถอะ เขาพร้อมและมีความสามารถใช้เงินหมดได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่เราคาดไม่ถึง และจะมีเหตุผลประกอบเสมอเวลาใช้เงินซื้ออะไรก็ตาม
       
       ฉะนั้น เรื่องการปลูกฝังให้ลูกใช้เงิน “เป็น” จึงเป็นเรื่องสำคัญ ลองมาดูวิธีที่ง่าย และสามารถประสบผลสำเร็จได้
       
       ประการแรก แบบอย่างการใช้เงินของพ่อแม่ จะเป็นการซึมซับทางตรงที่สุดของลูก เด็กจะเรียนรู้การใช้เงินว่าพ่อแม่ซื้อทุกสิ่งอย่างที่อยากได้ หรือซื้อของที่จำเป็น เขาจะเรียนรู้ว่าอะไรฟุ่มเฟือยหรือไม่ก็จากการใช้เงินของพ่อแม่
        
       ประการที่สอง
สอนให้เขารู้ว่าเงินที่ได้มา ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง พ่อแม่ต้องเรียนจนจบ และต้องทำงานถึงจะได้เงินมา ไม่ใช่ได้เงินมาเฉยๆ และเมื่อได้เงินมาแล้ว เราควรจะใช้เงินแบบไหนจึงจะคุ้มค่า เพราะเงินสามารถหมดไปได้ ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ทำงาน
        
       ประการที่สาม สอนจากชีวิตจริง ลองสมมติให้เด็กๆ เห็นภาพว่าเรามีเงินจำนวนหนึ่ง ต้องแบ่งออกเป็นกี่กอง กองแรกเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้านที่จำเป็น ส่วนที่สองสำหรับเงินออมเพื่ออนาคตของครอบครัว พร้อมทั้งบอกเขาด้วยว่า ลูกเข้าโรงเรียนต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และถ้าเราเหลือเงินเพียงเท่านี้ ลองถามลูกว่าแล้วเราควรจะใช้เงินซื้อของฟุ่มเฟือยหรือไม่ เราควรจะซื้ออะไรก่อนหลังดี โดยให้เขาได้มีส่วนร่วมในเรื่องการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เขาคิดเป็น และเห็นคุณค่าของเงินด้วย
        
       ประการที่สี่ จากสิ่งที่เขาเรียนรู้จากพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก จะทำให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าของเงิน ว่าพ่อแม่ไม่ได้ได้เงินมาง่ายๆ ฉะนั้น เขาจะคิดมากก่อนตัดสินใจจะซื้อ และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปจนเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
       
       การใช้เงิน “เป็น” เป็นเรื่องที่ต้องสอนและปลูกฝัง รวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กด้วย ทุกวันนี้เด็กส่วนใหญ่ใช้เงินได้ แต่มักใช้เงินไม่เป็น ซึ่งวิธีการใช้เงินเป็น ก็ไม่มีในตำราเรียน ไม่มีสูตรสำเร็จชัดเจนในการบอกว่าต้องใช้วิธีอย่างนี้สิถึงจะคุ้มค่า เพราะความจำเป็นและคุ้มค่าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
       
       สิ่งที่ควรคำนึงและระลึกเสมอก็คือ ทุกขณะที่เราใช้เงิน เรากำลังเป็นบทเรียนให้ลูกอยู่ทุกเมื่อ ส่วนใหญ่ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรไม่ควร อะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น และพฤติกรรมการใช้จ่ายของเรา ล้วนแล้วอยู่ในสายตาของลูก และลูกพร้อมที่จะก็อปปี้พฤติกรรมของเรา
       
       ฉะนั้น ช่วงเวลาใช้เงินจึงเป็นช่วงเวลาสอนลูกได้เป็นอย่างดี เราอยากให้ลูกของเราใช้เงินเป็นแบบไหน สามารถออกแบบได้ โดยเริ่มจากตัวเราก่อนนั่นแหละค่ะใกล้ถึงวันเด็กแล้ว ลองเปลี่ยนจากการซื้อของให้ลูก เป็นการมอบบทเรียนการใช้เงินให้ “เป็น” ให้กับลูกรักของเราดูสิคะ

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผู้ออนไลน์