คอลัมน์: ครูดี…โรงเรียนเด่น: ฟัง’ครูถิ่น’กะเหรี่ยง-มอญกับแนวสอนทวิภาษา
edusiamrath@gmail.com
เก็บตกจากวงเสวนา “เครือข่ายผู้นำการเรียนรู้ สู่สังคมพหุวัฒนธรรม”จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหยิบยกเรื่องการใช้นวัตกรรมทวิภาษา เพื่อแก้ปัญหาการอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ในกลุ่มเด็กชาติพันธุ์โดยมีผู้ร่วมเสวนาทั้งนักประวัติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา ร่วม 60 ท่าน
แต่กลุ่มเสวนาที่ชวนติดตามมากที่สุดก็ต้องยกให้ “ครูถิ่น” ทั้งครูมอญ ครูกะเหรี่ยง ในฐานะ “ครูบัดดี้” กับครูไทยในการช่วยให้เด็กชายขอบอ่านเขียนเรียนภาษาไทยได้คล่องมากขึ้น
“ครูถิ่น” ถือเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการสื่อสารภาษาไทย กับกลุ่มเด็กชาติพันธุ์ในโรงเรียนชายขอบ อย่าง
“จันทร์สุดา ปุณณะการี” ครูถิ่นชาวมอญ จากโรงเรียนวัดวังก์วิเววังการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีสะท้อนการสอนทวิภาษานั้นเป็นการเปิดโลกภาษาและวัฒนธรรมของสองชาติไปในคราวเดียวกัน เวลาที่สอนหนังสือนั้น ต้องพยายามศึกษาวัฒนธรรมตัวเองเป็นอย่างมาก เพื่อให้เด็กเข้าใจและรักวัฒนธรรมตัวเอง โดยเฉพาะเด็กเล็กจะรู้สึกอุ่นใจที่ได้พูดภาษาเดียวกับครู
“เด็กๆ มักมากระซิบกับเราเวลาสื่อสารกับครูไทยไม่เข้าใจฟังแล้วก็สะเทือนใจ เพราะเป็นคำง่ายๆ”
ครูถิ่นชาวมอญ ยังบอกว่า เราพยายามปรับทัศนคติของเด็กๆ ว่าเป็นเด็กไทยเชื้อสายมอญก็เก่งได้ อย่าอายในความเป็นตัวเอง อย่างเมื่อก่อนเวลาที่ครูพาไปแข่งขันวิชาการ แล้วให้ใส่ชุดมอญเด็กๆ จะอายเสร็จงานก็รีบเปลี่ยนชุดทันที แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว
ขณะที่”ปรียาพร สายชลค้ำจุล” ครูชาวกะเหรี่ยงจากโรงเรียนบ้านพุย อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ บอกว่า แต่ก่อนจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีศักดิ์ศรี อายที่จะพูดคุยเป็นภาษากะเหรี่ยง แล้วก็อายที่จะพูดภาษาไทยกับคนไทย เพราะพูดไม่ชัด”ตอนที่ได้เป็น”ครูถิ่น” ใหม่ๆ นั้นขาดความมั่นใจอย่างมาก”
ครูชาวกะเหรี่ยง บอกอย่างตรงไปตรงมา และไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาร่วมเสวนา ซึ่งเปิดโอกาสให้พูดถึงตัวตนของเราอย่างยอมรับและเข้าใจ “…ดิฉันภูมิใจที่ได้สอนเด็กชาวกะเหรี่ยงดีใจที่ได้มาเป็นครูถิ่น ได้ร่วมสืบทอดความเป็นอัตลักษณ์ให้แก่เด็ก เพราะแม้เราจะมีความรู้สู้ครูคนไทยไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้เด็กอบอุ่นใจได้ จากแต่ก่อนเราอาจจะอยากปกปิดความเป็นกะเหรี่ยง พยายามมุ่งหาสิ่งใหม่ๆหลงลืมรากเหง้าตัวเองแต่ตอนนี้ภูมิใจ แล้วก็ดีใจที่เด็กของเราสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยกะเหรี่ยง เวลาพาไปแข่งขัน เด็กก็จะพยายามคุยกับเพื่อนๆ ชาติพันธุ์ด้วยภาษาไทย เด็กกล้าแสดงออก และมีความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด…”
ด้านศิลป์นคร หิรัญกนกธร อีกหนึ่งครูถิ่นชาวกะเหรี่ยงผู้โชคดีที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็น “ครูผู้ช่วย” โรงเรียนบ้านแม่อ่างขาง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่กล่าวว่าสำหรับครูถิ่นนั้นมีความจำเป็นกับโรงเรียนชายขอบมาก ซึ่งโดยส่วนตัวอยากให้มีการบรรจุครูถิ่น ทั้งที่จบ ม.6 หรือปริญญาในระบบ และเปิดเป็นพื้นที่พิเศษ ให้พอครูถิ่นเหล่านี้จบมาแล้ว ก็มีการทำข้อตกลงร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา ให้เขากลับมาสอนได้ เพื่อทำให้การเรียนรู้แบบ “ทวิภาษา” ซึ่งต้องอาศัยบุคลากร และการทำงานอย่าง
ต่อเนื่องเกิดความยั่งยืน
ทิ้งท้ายกันที่ “นักเขียนสารคดี”ธีรภาพ โลหิตกุล ที่เสนอว่า “ครูถิ่น” เปรียบเสมือนทูตสันถวไมตรีทางวัฒนธรรม ที่จะทำให้ทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันได้ โดยเฉพาะการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลถึงประถมต้นนั้น ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในชีวิต การเรียนทวิภาษา จึงทำให้เด็กชายขอบมีความมั่นใจ และกล้าที่จะยอมรับความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง
“ผมเสนอว่าเพื่อแก้ปัญหาครูโยกย้าย หรือไม่มีอัตราจ้างให้ครูถิ่น จะเป็นไปได้ไหมที่เราสร้างครูแบบทูอินวัน คือ ครูคนเดียวที่มีความรู้ทั้งภาษาไทยอย่างดี แต่ตัวเองเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่น ปั้นเด็กชาติพันธุ์เหล่านี้ แล้วให้ทุนการศึกษาโดยมีข้อตกลงให้กลับมาสอนในพื้นที่ น่าจะแก้ไขได้ง่ายกว่า การแก้ปัญหาย้ายครูไม่ให้ออกจากพื้นที่”ธีรภาพ กล่าวเสนอแนะ
บรรยายใต้ภาพ
ปรียาพร สายชลค้ำจุล
จันทร์สุดา ปุณณะการี–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
