พลังของความคิด (The Power of Ideas)

…”การเอาชนะทาง ความคิด ต้องใช้ความคิดที่ดีกว่า…แต่ไม่ต้องการความคิดที่ดีที่สุด”…
…”การ ครอบครองความคิดได้ เป็นการครอบครองที่เหนือกว่าการครอบครองเทคโนโลยี”…

พื้นฐานของความคิด

ความคิดเป็นสภาวะของการถูกกระตุ้นอันเป็นผลมาจาก การขาดความสมดุลย์ มีช่องว่าง หรือ เรียกว่ามีปัญหา ความคิดเกิดขึ้นเพื่อสร้างความสมดุลย์ เติมเต็มช่องว่าง หรือหาคำตอบของปัญหา เมื่อเกิดความสมดุลย์ ไม่มีช่องว่าง ไม่มีปัญหา จะไม่เกิดกระบวนการของการคิด เป็นสภาพของความว่าง ความคิดนำไปสู่ความรู้ และการกระทำหรือพฤติกรรมของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

ความหมายที่ แคบของความคิดนั้น หมายถึง สิ่งที่อยู่ในจิตใจของคน ส่วนความหมายที่กว้างกว่านั้น หมายถึง ศักยภาพในการสร้างนามธรรมในตัวมนุษย์

ความ คิด (Ideas) เป็นผลของการคิด (Thinking) นักปรัชญาและนักคิดผู้มีชื่อเสียงในอดีตให้ความเห็นเรื่องของการคิดดังนี้

Plato เชื่อว่า ความคิด (Ideas) เป็นความสมบูรณ์ (Perfect) เป็นนิรันดร (Eternal) และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ (Immutable)

René Descartes ได้ให้ความหมายของความคิดว่าเป็นภาพพจน์ หรือการมีตัวแทนของสิ่งที่อยู่ในจิตใจ เรียกเป็นภาษาทั่วไปได้ว่าเป็น “มโนภาพ”

John Lock มีความเห็นแย้งกับ Plato เขาเชื่อว่า ความคิดเป็นสิ่งที่มนุษย์ยืนยันความเข้าใจที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

David Home มีความเห็นต่างไปจาก John Lock โดยจำกัดความคิดไว้เพียงเป็นกระบวนการทางสมอง เป็นกระบวนการที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิด

การสอนให้ค้นพบพลังของความคิด

มีวิธีการสอนหลายวิธีที่ใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็น ผลจากการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามนัยนี้เรียกว่าทำให้เกิด “การเรียนรู้” ในอดีตเคยมีการตั้งจุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียน “คิดเป็น” แต่นักการศึกษาไม่ได้รับการขยายความให้เข้าใจตรงกันจึงไร้ทิศทางและไม่บรรลุ ผลสมความตั้งใจ

ต่อมานักการศึกษาให้ความสำคัญกับผู้เรียนเรียกว่า “ผู้เรียนเป็นสำคัญ” จึงทำให้ความสำคัญของการสอนให้ผู้เรียน “คิดเป็น” หรือสอนให้ค้นพบพลังของความคิดจึงถูกลดความสำคัญลงจนเกือบไม่มีใครกล่าว ถึงกันอีกในขณะนี้

แต่เมื่อสังคมมีปัญหา และมีการต่อสู้กันทางความคิด…สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงคือ การประณามว่า…”ไม่รู้จักคิด”…”คิดไม่เป็น”..หรือ กล่าวรวม ๆ ว่า “ไม่มีสมอง” หรือ “โง่” บ้าง ถูกชักจูงให้หลงผิด กลายเป็น “ผู้หลงผิด” ผู้ที่รับผิดชอบเบื้องต้นที่ทำหน้าที่ให้พลเมืองในชาติเป็นคน “คิดเป็น” คือ ครู และอาจารย์ทั้งหลายที่สั่งสอนลูกศิษย์ให้เติบโตเป็นพลเมืองในชาติ

การ จะเอาชนะความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ต้องใช้ความคิดที่ดีกว่า เหนือกว่า เท่านั้น ไม่ต้องการความคิดที่ดีที่สุด ประเสริฐสุดแต่อย่างใด

การ ตอบโต้ด้วยวาทกรรมหรือการพูดอันเป็นผลจากการคิดเป็นสิ่งที่สำนักวิชาใน อดีตกาลเปิดสำนักสอนกันอย่างแพร่หลาย เจ้าชายสิตธัตถะ ก่อนเป็นพระพุทธเจ้าก็เคยเข้าเรียนในสำนักแบบนี้ และการสอนการใช้วาทกรรมหรือการพูดนั้นเป็น 1 ใน 7 อย่างของการเรียนการสอนแบบ Liberal Art ซึ่งได้แก่ ดาราศาสตร์ ตรรกวิทยา ไวยากรณ์ การพูด เลขคณิต เรขาคณิต และ ดนตรี ซึ่งการสอนการพูดหรือใช้วาทกรรมยังมีการเรียนการสอนและส่งเสริมอยู่ใน ปัจจุบัน ถือว่าเป็นวิธีการสอนที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดที่มีประสิทธิภาพ

การ สอนให้คิดเป็นนั้น ต้องควบคู่กับการจัดกิจกรรมให้แสดงออกทางความคิด พลังของความคิดจะถูกปลดปล่อยออกมาผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น เช่น การพูด การวาดภาพ การเขียน การแสดง และการปฏิบัติโครงงานเป็นต้น กิจกรรมสร้างสรรค์เหล่านี้ล้วนส่งเสริมการคิด และเมื่อผู้เรียนได้มีช่องทางของการปลดปล่อยพลังของความคิดออกมาแล้ว ผู้เรียนจะค้นพบพลังของความคิดและจะสามารถเลือกใช้พลังนั้นให้เป็นประโยชน์ ต่อไป

การใช้ประโยชน์จากพลังความคิด

ศาสดาของทุกศาสนา ได้ค้นพบประโยชน์ของพลังความคิดและใช้พลังนี้เพื่อการสร้างศรัทธา และความเชื่อ ความคิดเกิดขึ้นได้อีกจากการกระตุ้นของความศรัทธาและความเชื่อ กลายเป็นความคิดที่เป็นบ่อเกิดของเจตคติ วิสัยทัศน์ อุดมการณ์และกลายเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาในที่สุด

ความคิดเป็น นามธรรม เช่นเดียวกับ การเรียนรู้ พลังของความคิดจะเกิดผลเป็นรูปธรรมเมื่อมีการนำสู่การปฏิบัติ เช่นเดียวกับการเรียนรู้ จะสามารถทราบได้เป็นรูปธรรมจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ปรากฎการณ์ใน สังคมพบว่าผู้ที่สามารถใช้วาทกรรมหรือการพูดเพื่อกระตุ้นความคิดผู้อื่นได้ ดีนั้นสามารถสร้างมวลชนให้เกิดความคิดคล้อยตาม และปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับศาสดาของศาสนาต่าง ๆ ที่สามารถสร้างความคิดและกำหนดพฤติกรรมของการปฏิบัติ เป็นการครอบครองความคิดของผู้อื่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ การครอบครองความคิดของผู้อื่นได้เป็นการครอบครองที่เหนือกว่าการครอบครอง เทคโนโลยีอีกด้วย

เรื่องของพลังและอำนาจนั้น Alvil Toffler ได้เขียนไว้ในหนังสือ Power Shift หรือ “อำนาจใหม่” โดยได้กล่าวถึงอำนาจที่มีการพัฒนาการมาเป็นลำดับได้แก่

1. อำนาจจากการใช้กำลัง หมายถึง พละกำลังหรือแสนยานุภาพ ถ้าใครมีมากก็จะสามารถครอบครองหรือปกครองผู้อื่นได้ จึงมีการใช้กำลังหรือแสนยานุภาพที่เหนือกว่าแย่งชิงเพื่อครอบครองสิ่งที่ ต้องการ

2. อำนาจที่เกิดจากเงิน หมายถึง เงินตรา ทรัพย์สมบัติต่างๆ ถ้าใครมีมากก็สามารถมีพลังมาก สามารถใช้กำลังของเงินตราเข้าครอบครอง ซื้อ หรือควบคุมผู้อื่นได้อย่างชอบธรรม

3. อำนาจที่เกิดจากความรู้ หมายถึง ความรอบรู้ในข้อมูลข่าวสาร ผู้ใดรู้มากกว่าก็ได้เปรียบผู้อื่นสามารถเอาชนะชนะผู้อื่นที่มีความรู้น้อย กว่า

นอกจากนั้นยังมีคำกล่าวว่า “ผู้ใดครอบครองเทคโนโลยีผู้นั้นครองโลก” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังและอำนาจนั้นมีพัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ กำลังและอำนาจจากการใช้พละกำลังไปสู่การใช้เงินตรา และในปัจจุบันนิยมการใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบหรือ ชนะคู่ต่อสู้

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือ พลังของความคิด ถ้าผู้ใดสามารถครอบครองความคิดผู้อื่นได้ผู้นั้นมีพลังอำนาจมากที่สุดและ เป็นนิรันดร ผู้ที่อยู่ภายใต้พลังของความคิดสามารถทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจให้กับความคิด ของตน และพลังนี้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สามารถใช้ในการสร้างสรรค์หรือทำลายล้างได้เช่นกัน

จากการสอบถาม นักศึกษาที่ชนะการประกวดหุ่นยนต์ในระดับโลกพบว่า สิ่งที่พวกเขาใช้อย่างมากคือ ความคิด พวกเขาใช้เวลาในการคิดมากว่าเวลาที่ลงมือปฏิบัติ และเมื่อลงมือปฏิบัติพวกเขาก็ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจกับความคิดของเขา และเมื่อเขาได้รับรางวัลชนะเลิศ เขาพบว่าพลังความคิดของพวกเขาคือ สิ่งสำคัญที่สุดของความสำเร็จ และความคิดนั้นเป็นเพียงความคิดที่ดีกว่า หรือเหนือกว่าเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาชนะได้ แต่ยังไม่เป็นความคิดที่พวกเขาคิดว่าเป็นความคิดที่ดีที่สุดแล้ว

รอง ศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์