พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

                   ในโลกที่วุ่นวายสับสน  บางคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำดีแล้วได้อะไร?” หรือ “ความดีที่แท้จริงนั้นต้องทำอย่างไร  ที่ไหนและเมื่อไหร่?”    

                  กว่าสองพันปีมาแล้ว   พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องความดีที่บันทึกในพระไตรปิฏกไว้ว่า

  1.    ความดีทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่?       พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การทำความดีนั้น  ไม่มีข้อจำกัดข้อกำหนด  เรื่องกาลเวลา (อกาลิโก) หรือสถานที่  จะทำเมื่อไรก็ได้  เป็นสิ่งดีทั้งนั้น      ดังความในพระไตรปิฎก เล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 12 อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต  สุปุพพัณหสูตร (พระสูตร เกี่ยวกับกาลเวลาอันดี) ความว่า: “ สุนกฺขตฺตํ  สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ สุขโณ สุมุหุตฺโต จ สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ  แปลว่า   “ ความดีนั้นควรทำทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย หรือค่ำ หากจิตเป็นกุศลในตอนนั้น ย่อมถือเป็นฤกษ์ดีและมงคลดีเสมอ”      คำสอนดังกล่าวหักล้างความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ว่า  การทำความดีนั้นไม่ต้องรอฤกษ์งามยามดี  ไม่ต้องดูดวงดาวบนท้องฟ้า    ไม่ต้องรอวันเวลาอันเป็นมงคล   เพราะการทำดีด้วยใจเป็นกุศลนั้น จะทำเมื่อไรที่สะดวกก็จะเป็นฤกษ์ดีเสมอ   
  2. กลิ่นหอมของคนดี    พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย ธรรมบท  (ปุปผวรรค)   บันทึกไว้ว่า   ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “กลิ่นของดอกไม้หรือแก่นจันทน์ แม้จะหอมเพียงใดก็ลอยไปได้ตามลมเท่านั้น มีกลิ่นอะไรบ้างไหมพระเจ้าข้า ที่สามารถหอมทวนลมได้?”   พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า: “ น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิโลตเมติ น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา สตญฺจ คนฺโธ ปฏิโลตเมติ สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ”   แปลว่า  “กลิ่นดอกไม้นั้น ย่อมจะกระจายไปทวนลมไม่ได้    กลิ่นไม้จันทน์ กลิ่นไม้กฤษณา หรือกลิ่นดอกมะลิ ก็ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้   แต่กลิ่นของสัตบุรุษ (คนดี) จะฟุ้งกระจายทวนลมได้  สัตบุรุษย่อมฟุ้งไป (ขจรขจาย) ทั่วทุกทิศ”
  3. หลักการทำความดี  พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำความดี  ด้วยบุญกิริยาวัตถุ 10 ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 15 อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (หน้า 245-247)    สรุปใจความสำคัญออกเป็น 3 หมวด 10 ข้อ คือ 

            “ตีณิมานิ ภิกฺขเว ปุญฺญกิริยาตฺถูนิ. กตมานิ ตีณิ? ทานมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, สีลมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, ภาวนามยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ.”แปลว่า: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ (เหตุเป็นที่ตั้งแห่งบุญ) มี  3 ประการนี้คือ:

  1. ทานมัย: บุญสำเร็จด้วยการให้ทานเพื่อลดความตระหนี่
  2. สีลมัย: บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีลไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  3. ภาวนามัย: บุญสำเร็จด้วยการฝึกจิตให้สงบและเกิดปัญญา

             ในชั้นอรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) ได้ขยายความจาก 3 ข้อข้างต้น ออกเป็น 10 ประการ เพื่อให้ครอบคลุมการทำความดีในทุกมิติ ดังนี้:

  1. ทานมัย (ให้ทาน) คือการทำความดีด้วยการ “สละออก” ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งของ ความรู้ หรือการให้อภัย เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียว  ด้วย เจตนาที่เป็นกุศล ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้
  2. สีลมัย (รักษาศีล) คือการทำความดีด้วยการ “สำรวมกาย วาจา” ให้อยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การรักษาศีล 5 หรือศีล 8  ด้วยการยับยั้งชั่งใจ และการเคารพในสิทธิของผู้อื่น
  3. ภาวนามัย (เจริญภาวนา) คือการทำความดีด้วยการ “พัฒนาจิตและปัญญา” เช่น การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการวิปัสสนาเพื่อให้เห็นแจ้งในธรรม ด้วยการมีสติ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง
  4. อปจายนมัย (อ่อนน้อมถ่อมตน) คือการทำความดีด้วยการ “ลดมานะละทิฐิ” ให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่า รวมถึงการมีกิริยามารยาทที่สุภาพรลดความถือตัว เย่อหยิ่งจองหอง (Ego) และการสร้างบรรยากาศที่ดีในสังคม
  5. เวยยาวัจจมัย (ช่วยเหลือขวนขวาย) คือการทำความดีด้วยการ “สละแรงกาย” ช่วยเหลืองานส่วนรวมหรืองานของผู้อื่นที่ชอบด้วยธรรม เช่น การช่วยงานวัด งานจิตอาสา หรือการช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน  ด้วยความมีน้ำใจและการมีส่วนร่วมในสังคม
  6. ปัตติทานมัย (แบ่งปันส่วนบุญ) คือการทำความดีด้วยการ “ขยายความดี” คือเมื่อเราทำความดีแล้ว ก็นึกถึงผู้อื่น แบ่งปันความสุขหรืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น   ด้วยใจที่กว้างขวาง ไม่หวงความดีไว้เพียงคนเดียว
  7. ปัตตานุโมทนามัย (ยินดีในบุญของผู้อื่น) คือการทำความดีด้วยการ “ร่วมยินดี” เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีหรือมีความสุข โดยไม่มีความริษยา (การกล่าวคำว่า “สาธุ”กำจัดความอิจฉาริษยาออกจากใจ
  8. ธัมมัสสวนมัย (ฟังธรรม) คือการทำความดีด้วยการ “แสวงหาความรู้” ไม่ใช่แค่การฟังพระเทศน์ แต่รวมถึงการอ่านหนังสือธรรมะ หรือการฟังเรื่องราวที่ทำให้เกิดสติปัญญา   เปิดรับความจริงเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิต
  9. ธัมมเทสนามัย (แสดงธรรม) คือการทำความดีด้วยการ “ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์” การแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ดีงาม การแชร์แง่คิดที่เป็นประโยชน์ หรือการให้คำปรึกษาเพื่อทางสว่างแก่ผู้อื่น ด้วยความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
  10. ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำความเห็นให้ตรง) คือการทำความดีด้วยการ “ปรับทัศนคติ” ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เช่น เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว       ข้อนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะถ้ามีความเห็นที่ถูกต้อง อีก 9 ข้อที่เหลือจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง

                  การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ1 ทำความดีด้วยการบริจาคทานคือบริจาคความรู้ (ทานมัย)  และ ข้อ 9 ทำความดีด้วยการสั่งสอน  ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ (ธัมมเทสนามัย)

                   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การทำความดีตามคำสอนของพระพุทธองค์ นั้น   ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ต้องรอให้ถึงฤกษ์งามยามดี”

                                                                       อาทร  จันทวิมล