นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมประชุมทางไกล
นายกฯ ชื่นชมโครงการคูปองพัฒนาครู
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฝากความขอบคุณบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการที่สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความก้าวหน้า และลงไปถึงเด็กจริง ๆ โดยเฉพาะโครงการคูปองพัฒนาครู ซึ่งนอกจากจะมีข้อมูลครูจากระบบลงทะเบียนออนไลน์ที่จะพัฒนาเป็น Big Data ต่อไปแล้ว ยังถือ “เป็นการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง” เพราะเป็นโครงการที่ไปถึงตัวครูจริง ครูได้เลือกอบรมในหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการ และนำไปใช้ในการเรียนการสอนในห้องเรียนที่จะส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนอย่างแน่นอน ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้โครงการนี้ไปถึงครูทั่วประเทศ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกคนอย่างแท้จริง
แนวทางการใช้งบเหลือจ่าย 3 พันล้านบาท
สำหรับการใช้จ่ายงบประมาณเหลือจ่ายปลายปีงบประมาณ 2561 ที่มีอยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการคงใช้หลักการทำงานแบบกระจายอำนาจ (Decentralize) เช่นเดิม โดยลดการคิดหรือสั่งการจากส่วนกลางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ แต่จะให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนเสนอความต้องการส่งมายัง สพฐ. เพื่อรวบรวมและจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็นจากพื้นที่จริง ๆ เพื่อเร่งใช้งบประมาณเหลือจ่ายในส่วนนี้อย่างถูกต้องตามระเบียบ โดยมีกรอบแนวทางการใช้จ่ายใน 2 ส่วน คือ
– ด้านโครงสร้างและการบริการพื้นฐาน ได้แก่ ค่าสาธารณูปโภคค้างจ่าย ค่าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ประปา และอินเทอร์เน็ต ตลอดจนค่าซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบ และบ้านพักครู
– ด้านคุณภาพ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการลดภาระครู ทั้งในส่วนของงานธุรการ การเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งการจัดจ้างนักการภารโรง
การแก้ปัญหาธุรการโรงเรียนแบบครบวงจร : เตรียมจ้างเหมา จนท.ธุรการครั้งใหญ่ทั่วประเทศ
อีกเรื่องสำคัญที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้นโยบายคือ “การแก้ปัญหาธุรการโรงเรียนแบบครบวงจร” เพื่อให้ครูได้กลับไปสอนหนังสือจริง ๆ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายครั้งใหญ่ จะเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป
โดย สพฐ.จะเร่งสำรวจจำนวนเจ้าหน้าที่ธุรการที่มีอยู่ พร้อมคำนวณจำนวนเจ้าหน้าที่ธุรการและนักการภารโรงที่เหมาะสมกับขนาดของแต่ละโรงเรียน เพื่อจ้างเหมาเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดทั้งหมด ในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท จากนั้นเมื่อเริ่มงบประมาณปี 2562 สพฐ.จะต้องบริหารจัดการงบประมาณในส่วนนี้โดยไม่มีการของบประมาณใหม่
ย้ำแก้ปัญหาการสำรวจข้อมูล ต้องลดความซ้ำซ้อน และไม่เป็นภาระกับครู
ในส่วนของการขอข้อมูลโครงการหรือกิจกรรมที่หน่วยงานภายในของ สพฐ. ขอจากโรงเรียนโดยตรง หรือแม้กระทั่งหน่วยงานภายนอกที่มีความร่วมมือกับ สพฐ. พบว่ายังมีความซ้ำซ้อนและกลายเป็นภาระของครู จึงขอให้ สพฐ. ขอข้อมูลภายในผ่านสำนักนโยบายและแผน สพฐ. เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อน ส่วนการขอข้อมูลจากหน่วยงานภายนอก ให้ขอข้อมูลโรงเรียนผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งให้เจ้าของโครงการเป็นผู้ประเมินโครงการเองด้วย
ความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม
ในการประชุมทางไกลครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียนหลายรายได้แสดงความคิดเห็น เช่น ขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่มีนโยบายนำงบประมาณเหลือจ่ายมาใช้ตามความจำเป็นและตามความต้องการของโรงเรียนอย่างแท้จริง, เห็นด้วยที่จะใช้งบประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาทำงานแทนครู ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีเจ้าหน้าที่ธุรการบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ นโยบายนี้จะช่วยลดภาระครูผู้สอน ให้ครูเหลือเพียงงานธุรการที่ผูกพันกับการสอนเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ครูกลับไปสอนหนังสือได้อย่างเต็มที่จริง ๆ รวมทั้งการจ้างนักการภารโรงซึ่งมีความขาดแคลนในโรงเรียนหลายแห่งมาอย่างยาวนาน
รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้เพิ่มเติมด้วยว่า ส่วนตัวคงไม่สามารถคิดหรือทำเองเพียงลำพังได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกคน งานก็คงไม่ประสบความสำเร็จจนได้รับคำชื่นชมจากนายกรัฐมนตรีเช่นนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและพูดถึงงานการศึกษาบ่อยครั้ง รวมทั้งมีความเข้าใจดีว่างานการศึกษามีความเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จึงต้องพยายามทำความเข้าใจและช่วยขับเคลื่อนงานหลายส่วนไปพร้อมกัน อีกทั้งเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลากว่าจะเห็นผล ดังเช่นความสำเร็จของหลาย ๆ โครงการที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะชาวกระทรวงศึกษาธิการทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน
Photo Credit
Editor











