บอร์ด กยศ. ลดเบี้ยปรับ 100% จูงใจลูกหนี้ปิดบัญชีค้างจ่าย

          บอร์ดกยศ.เห็นชอบลดเบี้ยปรับ 100% ให้ ลูกหนี้ที่ประสงค์ปิดบัญชี เปิดให้เข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนก.ย. ยันไม่มีนโยบายงดต่อบัตรประชาชน เพียงแค่อยากให้บันทึกข้อมูลผู้กู้เพื่อง่ายต่อการติดตาม “ดาว์พงษ์” ย้ำม.54 เพิ่มโอกาสคนจนได้เรียนหนังสือ
          นางฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยวานนี้ (21 เม.ย.) ว่าจากการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ตามที่กยศ. เสนอ โดยจะลดเบี้ยปรับ100% ให้กับลูกหนี้ที่มีความประสงค์จะปิดบัญชี โดยผู้มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สามารถยื่นความจำนงจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึงเดือนก.ย.2559
          อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว เกิดขึ้น หลังจากที่กยศ.จัดโครงการรณรงค์ชำระหนี้ แต่ยังมีผู้สอบถามเข้ามาจำนวนมากว่า หากไม่ได้ทำงานอยู่กับองค์กรนายจ้าง หรือ องค์กรนายจ้าง ไม่ได้เข้าร่วมโครงการหักบัญชีเงินเดือนกับกยศ. ทำอย่างไรจะได้รับการลดเบี้ยปรับเช่นเดียวกัน จึงเสนอมาตรการนี้ให้คณะกรรมการกยศ. พิจารณา เพื่อจูงใจคนกลุ่มดังกล่าวให้มาชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น โดยมีส่วนลดเบี้ยปรับให้เฉพาะผู้ที่มีความประสงค์จะปิดบัญชีเท่านั้น ไม่มีส่วนลดเบี้ยปรับให้กับผู้ที่ชำระหนี้ตามปกติ เนื่องจากกยศ.อยากเน้นรณรงค์ให้องค์กรนายจ้าง เข้าร่วมโครงการและหักบัญชีเงินเดือนอย่างต่อเนื่อง
          ทั้งนี้ กรณีมีการระบุออกมาตรการไม่ต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่กู้ยืมกยศ. แต่ไม่ชำระเงินคืนเงินให้กับกองทุน โดยประสานกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืม นั้น ยืนยันว่ากยศ. ไม่มีนโยบายในเรื่องดังกล่าวเพียงแต่อยากให้มีการบันทึกข้อมูลของผู้กู้กยศ. ลงในบัตรประชาชน เพื่อ ให้ง่ายต่อการติดตาม และไม่มีปัญหาเช่นที่ผ่านมา
          ทั้งนี้สำหรับข้อมูลล่าสุด กยศ. มีผู้กู้ยืมเงินรวมทั้งสิ้น 4,612,978 ราย จำแนกเป็น ผู้ที่กำลังศึกษา หรือ อยู่ระหว่างปลอดหนี้2ปี จำนวน 1,079,170 ราย ผู้กู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้น จำนวน 420,240 ราย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ จำนวน 3,073,535 ราย ผู้กู้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ 40,033 ราย โดยมีกลุ่มผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ แต่ยังค้างชำระอยู่ จำนวน 1,931,565 ราย
          ด้านพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวถึงการคัดค้าน มาตรา 54 ในการขยับเวลาการศึกษาภาคบังคับโดยระบุว่าขัดต่อหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ26 ว่าครั้งแรกที่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญก็คิดเช่นเดียวกับผู้ปกครองว่า ถ้ากำหนดให้รัฐจัดการศึกษา 12 ปี ตั้งแต่อนุบาล – ม.ต้นแล้วเด็ก ม.ปลาย กับอาชีวศึกษาจะทำอย่างไร
          แต่เมื่ออ่านโดยละเอียดก็จะพบว่าในวรรคสุดท้ายได้กำหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือดูแลผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน หรือใช้มาตรการ หรือกลไกทางภาษี
          “ตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เสนอร่างรัฐธรรมนูญมาให้ศธ.ตรวจ ศธ.ได้ทำข้อเสนอกลับไปยัง กรธ. ว่า แม้จะให้มีการจัดตั้ง กองทุนการศึกษา แต่ก็กังวลว่าการบริหารจัดการอาจจะทำได้ลำบากหรืออาจจะเกิดปัญหาหรือไม่ แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมา ซึ่งคาดว่า กรธ.คงพิจารณาดีแล้ว”
          ส่วนการจัดตั้งกองทุนโดยใช้เงินภาษีก็คงเพื่อให้มีเงินไหลเข้าสู่กองทุนอย่างเป็นระบบไม่ใช่รอการบริจาค และการที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐจัดการศึกษา12ปีตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้นก็ไม่ได้หมายความว่า ห้ามรัฐสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.ปลาย หรือ อาชีวศึกษาแต่จะเน้นดูแลเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจน ด้อยโอกาส และขาดโอกาสทางการศึกษาให้มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษา
          “ขอให้สบายใจได้ว่า ไม่มีรัฐบาลไหนทอดทิ้ง เด็กยากจนแน่นอน แต่สำหรับครอบครัวที่มีฐานะต่อไปก็ต้องจ่ายเองแต่ในระบบปัจจุบันที่เป็นอยู่คือ รัฐจัดสรรให้เด็กทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน แทนที่รัฐจะนำเงินมาดูแลคนยากจนให้เข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น ส่วนเส้นความยากจนจะวัดจากอะไรนั้น ตรงนี้ก็ต้องดำเนินการให้ชัดเจน”
          พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่าไม่อยากให้มองว่า จะเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการเรียกเก็บเงินที่สูงขึ้นเพราะขนาดทุกวันนี้มีโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ก็ยังพบว่ามีการหาช่องทางเรียกเก็บเงินอยู่
          อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องการลงทุนเพื่อพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียนมากขึ้นเพราะในหลักวิชาการทั่วโลกให้ความสำคัญกับช่วงวัยนี้ซึ่งเป็นช่วงวัยของการเรียนรู้ที่สำคัญอย่างไรก็ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะไม่ถูกใจทุกคนทั้ง 100% แต่ก็ขอให้ดูภาพรวมก่อนหากดูเฉพาะเรื่องแล้วปฏิเสธ ตนก็ไม่เห็นด้วย–จบ–

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ