นิทานแห่งความดี ชุดลูกเสือ กฎของลูกเสือ ข้อที่ 2 “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ” เรื่องที่ 2.3 “พินัยกรรมของหัวหน้าเผ่า”

              กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของแทนซาเนียในทวีปแอฟริกาตะวันออก   ซึ่งปกครองโดยหัวหน้าเผ่ามาไซ ผู้ทรงปัญญาและเป็นที่เคารพรักของทุกคน มีนามว่า “มวาลิมู” (Mwalimu) ซึ่งหมายถึง “ครูผู้สอน” ในภาษาถิ่น

                   หัวหน้า มวาลิมู ปกครองชนเผ่าของเขาด้วยความยุติธรรมมาหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่ง สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดโทรมลง ท่านรู้ดีว่าวาระสุดท้ายใกล้จะมาถึง ท่านมีลูกชายสามคน ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนมีความสามารถและเป็นที่รักของประชาชน แต่ละคนล้วนปรารถนาที่จะสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่า

                  ก่อนสิ้นลมหายใจ มวาลิมูได้เรียกลูกทั้งสามคนเข้าพบ ท่านกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยปัญญาว่า “ลูกเอ๋ย… บัดนี้พ่อรู้ว่าพ่อคงอยู่กับพวกเจ้าได้ไม่นาน พ่อมีพินัยกรรมสำคัญที่อยากให้พวกเจ้าปฏิบัติ เพื่อรักษาความสงบสุขและความเป็นปึกแผ่นของเผ่าเรา”

                   ลูกทั้งสามก้มลงกราบพร้อมกล่าวรับคำอย่างพร้อมเพรียง “พ่อขอให้พวกเจ้า… ไปตามหา ‘เมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรม’ และ ‘น้ำทิพย์แห่งความสามัคคี’ หากใครนำสิ่งเหล่านี้กลับมาให้พ่อได้ ผู้นั้นจะได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อไป”

                      เมื่อมวาลิมูสิ้นลม ลูกทั้งสามก็ออกเดินทางตามหาเมล็ดพันธุ์และน้ำทิพย์ตามคำสั่งเสียของบิดา

  • ลูกชายคนโต ผู้แข็งแกร่งและเป็นนักรบผู้ห้าวหาญ เขาเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล รวบรวมกำลังพล และใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนที่เชื่อว่าเป็นแหล่งของเมล็ดพันธุ์และน้ำทิพย์ เขาคิดว่าการได้มาซึ่งอำนาจคือสัจธรรมและการรวมคนภายใต้อำนาจคือสามัคคี แต่เขากลับพบแต่ความขัดแย้งและการต่อต้าน
  • ลูกชายคนกลาง ผู้รอบรู้และฉลาดปราดเปรื่อง เขาเดินทางไปศึกษาจากนักปราชญ์และนักบวชในดินแดนต่างๆ รวบรวมตำราและคาถามากมาย เขาคิดว่าความรู้คือสัจธรรมและการอธิบายให้ทุกคนเข้าใจคือสามัคคี แต่เขากลับพบว่าผู้คนสับสนและไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสอน
  • ลูกชายคนเล็ก ผู้สุภาพและมีจิตใจเมตตา เขาไม่ได้เดินทางไปไกลเหมือนพี่ๆ แต่เขาเริ่มสำรวจในหมู่บ้านของตนเอง   พูดคุยกับชาวบ้านที่กำลังขัดแย้งกันอย่างอดทน ช่วยชาวบ้านแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันด้วยความจริงใจ และเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความบาดหมาง

                       วันเวลาผ่านไป ลูกคนเล็กสังเกตเห็นว่าเมื่อเขาแสดงความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญา     ช่วยเหลือผู้คนอย่างจริงใจ และพูดจาด้วยความสัตย์จริงเสมอ ไม่นานนักความไว้วางใจก็บังเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เมื่อมีเรื่องบาดหมาง ผู้คนก็เข้ามาปรึกษาเขาให้ไกล่เกลี่ยอย่างสมัครใจ และเมื่อคนสามัคคีกัน งานส่วนรวมก็สำเร็จอย่างง่ายดาย

               ลูกคนเล็กตระหนักได้ว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรม” นั้นคือ “ความจริงใจ” และ “ความซื่อตรง” ในการกระทำ ส่วน “น้ำทิพย์แห่งความสามัคคี” นั้นคือ “ความเข้าใจ” และ “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” ที่เกิดขึ้นเมื่อทุกคนไว้วางใจกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความซื่อสัตย์

                   เมื่อเวลาครบกำหนด ลูกทั้งสามกลับมายังหมู่บ้าน ลูกคนโตนำทหารและทรัพย์สมบัติมาเสนอ  ลูกคนกลางนำตำราและความรู้มาแสดง แต่ลูกคนเล็กไม่ได้นำสิ่งใดมาเลย นอกจากเรื่องราวของความสงบสุขที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของเขา

                   “ลูกพ่อ”  พ่อกล่าวกับลูกคนเล็ก “ลูกได้พบเมล็ดพันธุ์แห่งสัจธรรมและน้ำทิพย์แห่งความสามัคคีแล้ว ลูกได้ปลูกความซื่อตรงในใจของผู้คน และเมื่อผู้คนมีความจริงใจต่อกัน ความสามัคคีก็บังเกิดขึ้น และนั่นนำมาซึ่งความสงบสุขที่พ่อต้องการ”

                      ลูกคนเล็กจึงได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อจากบิดา เพราะเขาได้แสดงให้เห็นถึง “ความจงรักภักดีอย่างแท้จริง” ต่อคำสั่งเสียของพ่อและต่อความผาสุกของเผ่าพันธุ์ ด้วย “ความซื่อตรง” ในการกระทำและสร้างความสามัคคีในชาติของตน

                     นิทานเรื่องนี้ สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อ 2: “จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ”หลายประการ:

  • จงรักภักดีต่อ “พระมหากษัตริย์/ผู้มีพระคุณ”: ลูกคนเล็กแสดงความจงรักภักดีต่อพ่อ (หัวหน้าเผ่า) และคำสั่งเสียตามเจตนารมณ์ของพ่ออย่างเคร่งครัด เขาไม่ได้ตีความคำสั่งเพียงผิวเผิน แต่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงเบื้องหลังคำพูดนั้น คือการรักษาความสงบสุขของเผ่า
  • ซื่อตรงต่อ “ผู้มีพระคุณ”: เขาซื่อสัตย์ต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และซื่อตรงต่อคุณธรรมของตนเองในการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ใช้กำลังหรือปัญญาที่บิดเบี้ยวเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  • จงรักภักดีต่อ “ชาติ”: การสร้างความสงบสุขและความสามัคคีในหมู่ชาวบ้าน ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อ “ชาติ” (ในกรณีนี้คือเผ่าพันธุ์) อย่างแท้จริง เพราะความผาสุกของส่วนรวมคือรากฐานของชาติที่เข้มแข็ง

            นิทานเรื่องนี้ย้ำเตือนว่า ความจงรักภักดีที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การยอมทำตามคำสั่ง แต่คือการเข้าใจเจตนารมณ์อันดีงามเบื้องหลังคำสั่งนั้น และปฏิบัติตามด้วยความซื่อสัตย์อย่างสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม

            เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกันเผ่ามาไซ    เรื่อง พินัยกรรมของหัวหน้าเผ่า (The Chief’s Will)

                                                                                     อาทร  จันทวิมล

 

 

 

 

บทการแสดงรอบกองไฟ เรื่อง “พินัยกรรมของหัวหน้าเผ่า”

ตัวละคร:

  1. มวาลิมู (หัวหน้าชนเผ่ามาไซในแอฟริกา): แก่ชรา เสียงสั่นๆ
  2. พี่ใหญ่ (สายบวก): บ้าพลัง ถือกะละมังเป็นโล่ มีท่าโพสต์เยอะ
  3. พี่รอง (สายวิชาการ): ใส่แว่นหนาเตอะ ถือสมุดเล่มยักษ์
  4. น้องเล็ก (สายสนุกสนาน): ใจดี ยิ้มเก่ง สะพายย่ามเล็กๆ
  5. ชาวบ้าน 1 & 2: ตัวฮาประจำหมู่บ้าน

(ฉากหน้ากองไฟ: หัวหน้าเผ่ามาไซ  ชื่อมวาลิมู   นอนป่วยพะงาบๆ อยู่บนเก้าอี้สนาม ลูกทั้งสามนั่งล้อมรอบ)

มวาลิมู: (ไอโขลกๆ) ลูกเอ๋ย… พ่อไม่ไหวแล้ว พ่อจะไปเกิดใหม่ แล้วนะ

พี่ใหญ่: พ่อ! อย่าเพิ่งไป! พ่อยังไม่ได้บอกรหัสของบัญชีฝากเงินในธนาคารเลย!

มวาลิมู: ฟังให้ดี… ใครอยากเป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป ต้องไปตามหา “เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง” และ “น้ำทิพย์แห่งความสามัคคี” มาให้ได้…

พี่รอง: พ่อ! เมล็ดพันธุ์หาที่ไหน? สั่ง ซื้อออนไลน์ทางชอปปี้ ได้ไหมพ่อ!?

มวาลิมู: (เด้งตัวขึ้นมา) หาเอาเองสิโว้ย! (แล้วก็ลงไปนอนต่อ)

พี่ใหญ่: (ลุกขึ้นยืนเท้าสะเอว) สบายมาก! ข้าคือสายรบ ข้าจะยกทำลังทหารไปตีทุกหมู่บ้านเพื่อแย่งเมล็ดพันธุ์มาให้ดู!  (วิ่งออกไปชนต้นไม้ก่อนอ้อมไปหลังกองไฟ)

พี่รอง: (ขยับแว่น) ข้าคือสายเรียน ข้าจะไปสืบค้นจาก กูเกิลและ เอไอ เช่น Chat GPT ทั่วโลก ความรู้คือพลัง! (เดินถึอหนังสือเล่มใหญ่ออกไป)

น้องเล็ก: (เกาหัว) เอ… เมล็ดพันธุ์แห่งความจริงกับน้ำทิพย์แห่งสามัคคี เหรอ? ไปหาในหมู่บ้านเราก่อนดีกว่า

(ฉากตัดมาที่กลางหมู่บ้าน: ชาวบ้าน 1 และ 2 กำลังทะเลาะกันเรื่องไก่)

ชาวบ้าน 1: นี่มันไก่ของข้า!   ไก่ตัวนี้เดินเข้าไปในเขตบ้านข้า มันต้องเป็นของข้า!

ชาวบ้าน 2: ไม่จริง! ไก่ตัวนี้คือไก่ของข้า!  ข้าเลี้ยงมาตั้งแต่ออกจากไข่    (ทั้งคู่ทำท่าจะวางมวยกัน)

น้องเล็ก: (เดินเข้ามาแทรกตรงกลาง) ใจเย็นๆ ครับพี่ๆ ไก่มันพูดไม่ได้ แต่มันไข่ได้นะ! เอาแบบนี้ไหม? แบ่งไข่คนละครึ่ง แล้วเรามาช่วยกันทำเล้าไก่กลางดีกว่า ใครหิวก็มาเก็บไปกินด้วยกัน ดีกว่าทะเลาะกันจนไก่ตกใจจนไม่ยอมไข่นะครับ

ชาวบ้าน 1: (หยุดคิด) เออ… จริงของเจ้า น้องเล็กนี่ซื่อตรงดีแท้ ไม่เข้าข้างใครเลย

ชาวบ้าน 2: ได้เลยน้องเล็ก! ข้าเชื่อใจเจ้า เพราะเจ้าไม่เคยโกหกพวกเราเลย (ทั้งคู่จับมือกันเต้นท่าประหลาด)

(ฉากตัดกลับมาที่หน้ากองไฟ: หัวหน้า มวาลิมูรออยู่ ลูกทั้งสามกลับมา)

พี่ใหญ่: (สภาพสะบักสะบอม) พ่อ! ข้าไปรบมาทั่วทิศ ได้มาแต่ “รอยเท้า” ของศัตรู เมล็ดพันธุ์อะไรนั่นหาไม่เจอเลย มีแต่คนด่าข้า!

พี่รอง: (แบกกองกระดาษมาทับตัวเอง) พ่อ! ข้าอ่านตำราจนตาเหล่ ข้าอธิบายให้ชาวบ้านฟังเรื่องความรักชาติ 3 ชั่วโมง แบบที่นักการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง.. แต่ชาวบ้านนั่งหลับหมดเลยพ่อ!

น้องเล็ก: (เดินตัวเปล่าเข้ามา) พ่อครับ… ผมไม่มีอะไรมาฝากเลย นอกจากความรักและความเข้าใจของคนในหมู่บ้าน ตอนนี้ทุกคนเลิกทะเลาะกันแล้ว และสัญญากันว่าจะช่วยกันดูแลชนเผ่าของเราครับ

มวาลิมู: (ลุกขึ้นยืนปรบมือ) เยี่ยมมากเจ้าลูกชายคนเล็ก! นี่แหละคือสิ่งที่พ่อต้องการ!

พี่ใหญ่/พี่รอง: (งง) อ้าว? แล้วเมล็ดพันธุ์กับน้ำทิพย์ล่ะพ่อ?

มวาลิมู: “เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง” ก็คือ “ความซื่อตรง” ของน้องเล็กไง ส่วน “น้ำทิพย์” ก็คือความเอื้อเฟื้อแห่งความสามัคคีที่เขาสร้างขึ้นมา!

พี่ใหญ่: (ทำท่าร้องไห้) โถ่… ข้าก็นึกว่าต้องไปหาเมล็ดถั่วเขียวมาต้มน้ำตาลซะอีก!

มวาลิมู: เจ้าลูกคนเล็ก… เจ้ามีความจงรักภักดีต่อคำสอนของพ่อ และซื่อตรงต่อหน้าที่เพื่อส่วนรวม       เจ้าจงรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าไป!

ชาวบ้านทุกคน: (วิ่งออกมา) เฮ! หัวหน้าใหม่หล่อจังเลย!

น้องเล็ก: ขอบคุณ ผมสัญญาจะเป็นหัวหน้าเผ่าที่ซื่อสัตย์ และรักชาติยิ่งชีพครับ!

(ทุกคนยืนล้อมกองไฟ ร้องเพลงอย่าเกียจคร้าน” หรือรำวงร่วมกันก่อนจบ)

ข้อคิดสอนใจ: ความจงรักภักดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการซื่อตรงต่อหน้าที่และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในส่วนรวม เหมือนกฎลูกเสือข้อที่ 2 นั่นเอง!

                                                                                   อาทร จันทวิมล