นิทานแห่งความดี ชุดลูกเสือ กฎของลูกเสือ ข้อที่ 2 “ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ” เรื่องที่ 2.2 “47 นักรบซามูไรญี่ปุ่น”

                         เรื่องราวของ 47 นักรบซามูไรญี่ปุ่น  หรือ 47 โรนิน  (The 47 Ronins) ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “ชูชิงกุระ” (Chushingura) เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ช่วงต้นปีค.ศ. 1701-1703 (สมัยอยุธยาตอนปลาย)  แสดงให้เห็นถึงขีดสุดยอดของความจงรักภักดี

                     เรื่องเริ่มขึ้นด้วยข้อขัดแย้งในเมืองหลวง เมื่อ อาซาโนะ นากาโนริ   เจ้าเมือง (ไดเมียว)  ผู้ครองแคว้นอาโกะ ถูกเรียกตัวไปยังเมืองเอโดะ (โตเกียว) เพื่อเตรียมการรับรองผู้แทนจากโชกุนโทกุงาวะ โดยมี คิระ โยชินากะ ขุนนางอาวุโสผู้กุมอำนาจในวังเป็นผู้สอนพิธีการ

                       ขุนนางคิระเป็นคนโลภและเย่อหยิ่ง เขาดูหมิ่นอาซาโนะเพราะอาซาโนะไม่ได้มอบสินบนหรือของกำนัลราคาแพงให้ตามที่เขาต้องการ     คิระจึงกลั่นแกล้งและด่าทออาซาโนะต่อหน้าสาธารณชน จนอาซาโนะหมดความอดทน ชักดาบสั้นออกมาฟันคิระบาดเจ็บ

                     การชักอาวุธและทำร้ายผู้อื่นในวัง  ถือเป็นความผิดร้ายแรงมีโทษถึงประหารชีวิต    อาซาโนะถูกสั่งให้กระทำ “เซปปุกุ” (คว้านท้อง) ในวันนั้นทันที โดยไม่มีการสอบสวน   แคว้นอาโกะถูกริบ ครอบครัวถูกเนรเทศ และเหล่านักรบซามูไรในสังกัดกว่า 300 คน ต้องกลายเป็น “โรนิน” (ซามูไรเร่ร่อนไร้เจ้านาย)

                     โออิชิ คุราโนสุเกะ หัวหน้าทหารซามูไรของอาซาโนะ ไม่ยอมรับความ อยุติธรรมนี้ เขาและเหล่านักรบลูกน้อง รวม 47 คน ร่วมกันสาบานอย่างลับๆ ว่าจะล้างแค้นให้เจ้านายให้ได้  แต่คิระเป็นคนระแวง จึงส่งสายสืบไปเฝ้าดูเหล่าโรนินไว้ตลอด

                     เพื่อตบตา คุราโนสุเกะจึงแกล้งทำตัวเหลวแหลก เขาละทิ้งลูกเมีย ไปเที่ยวกินเหล้า   นอนเมามายตามถนน จนสายสืบของคิระเชื่อสนิทใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้หมดศักดิ์ศรีและไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป

                      หลังจากรอคอยมาเกือบ 2 ปี ในคืนที่หิมะตกหนักของเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1702 เหล่าโรนินทั้ง 47 คนได้บุกเข้าในบ้านของขุนนางคิระในเมืองเอโดะ พวกเขาวางแผนอย่างเป็นระบบ     แบ่งเป็นสองกลุ่มบุกเข้าทั้งทางประตูหน้าและประตูหลัง

                       หลังจากเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด พวกเขาพบตัวคิระซ่อนอยู่ในห้องเก็บถ่าน คุราโนสุเกะเสนอให้คิระกระทำเซปปุกุ (คว้านท้อง) อย่างมีเกียรติ แต่คิระขวัญเสียและไม่กล้า คุราโนสุเกะจึงใช้ดาบเล่มเดียวกับที่เจ้านายใช้คว้านท้อง ตัดศีรษะของคิระมาได้สำเร็จ

                     เหล่าโรนินนำศีรษะของคิระไปวางไว้หน้าหลุมศพของเจ้านายอาซาโนะ เพื่อรายงานว่าความแค้นได้ชำระแล้ว จากนั้นพวกเขาก็เข้ามอบตัวต่อทางการ

                     แม้ว่าประชาชนจะยกย่องความจงรักภักดีของพวก 47 โรนิน  แต่ตามกฎหมายแล้วพวกเขาคืออาชญากร โชกุนจึงตัดสินให้พวกเขาได้รับเกียรติสูงสุดในวาระสุดท้าย นั่นคือการ “กระทำการคว้านท้องเซปปุกุ” แทนการถูกประหารแบบอาชญากรทั่วไปทั้ง 47 คน (ยกเว้นหนึ่งคนที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวที่เมืองอาโกะ) โดยเสียชีวิตพร้อมกันอย่างสมเกียรติ  เพราะได้แสดงความจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างสมบูรณ์แล้ว    ร่างของพวกเขาถูกฝังเคียงข้างเจ้านายที่วัดเซ็นงาคุจิ ในกรุงโตเกียว  ซึ่งยังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนไปเคารพในความสัตย์ซื่อจนถึงปัจจุบัน

                  นิทานเรื่องนี้ เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและมีการนำไปทำละครคาบูกิ   นิยมเล่าในวงการลูกเสือ เพื่ออธิบายกฎลูกเสือข้อ 2  ลูกเสือจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ

                   เรียยเรียงจากเรื่อง  เหล่านักรบซามูไรไร้สังกัดแห่งเมืองอาโกะ  赤穂浪士 Akō Rōshi (อาโกะ โรชิ)

                                                                                    อาทร  จันทวิมล

 

 

บทละครรอบกองไฟ: 47 นักรบซามูไร (47 Ronin)

ตัวละครหลัก:

  1. อาซาโนะ: เจ้าเมืองอาโกะผู้ซื่อสัตย์ (ไดเมียว)
  2. คิระ: ขุนนางขี้โกง  โลภมาก
  3. โออิชิ (คุราโนสุเกะ): หัวหน้านักรบซามูไร 47 คน (พระเอก)
  4. โชกุน: ผู้ตัดสินคดี
  5. นักรบซามูไร/โรนิน: (ประมาณ 10-20 คนเป็นตัวแทน)
  6. ผู้บรรยาย: (เสียงดังฟังชัด)

 

ฉากที่ 1: ความอัปยศในวังหลวง

(อาซาโนะ เจ้าเมืองอาโกะ เดินเข้ามาคำนับขุนนางคิระ พร้อมมองพานของขวัญ)

  • คิระ: (หัวเราะเยาะ) “นี่หรือของกำนัลจากแคว้นอาโกะ? ช่างต่ำต้อยเหมือนเจ้าของมันเสียจริง! เจ้ามันซามูไรบ้านนอก ไม่รู้พิธีรีตองอะไรเลย”
  • อาซาโนะ: “ข้าทำตามประเพณีทุกประการ ท่านคิระ โปรดอย่าดูหมิ่นเกียรติของข้า”
  • คิระ: (ถ่มน้ำลายหรือขว้างพานทิ้ง) “เกียรติของเจ้ากินได้รึ? ถ้าไม่มีทองคำแท่งมาให้ข้า ก็จงออกไปซะ เจ้าคนไร้ค่า!”
  • อาซาโนะ: (ฟิวส์ขาด ชักดาบจำลองออกมา) “เจ้าขุนนางขี้โกง! เจ้าหยามเกียรติข้าเกินไปแล้ว!” (ฟันไปที่ไหล่คิระ คิระล้มลงร้องโวยวาย)
  • คิระ: “ช่วยด้วย! มันจะฆ่าข้า! มันชักดาบในวัง!”

(ทหารกรูเข้ามาจับอาซาโนะ)

ฉากที่ 2: โศกนาฏกรรมและการรอคอย

(โชกุนเดินออกมานั่งบนแท่นสูง อาซาโนะคุกเข่าอยู่ด้านล่าง)

  • โชกุน: “อาซาโนะ เจ้าทำความผิดร้ายแรง ชักอาวุธในพระราชวัง     โทษของเจ้าคือ… ต้องกระทำเซปปุกุ (คว้านท้อง) และริบแคว้นอาโกะทั้งหมด!”
  • อาซาโนะ: “ข้าน้อมรับคำตัดสิน… แต่ขอฝากความแค้นนี้ไว้”

(ทำท่าคว้านท้องและล้มลงตาย)

           (ตัดฉากมาที่กลุ่มซามูไร นำโดยโออิชิ รวมตัวกันหน้ากองไฟ)

  • โออิชิ: “พี่น้องทั้งหลาย! เจ้านายเราถูกกลั่นแกล้ง แคว้นเราถูกยึด บัดนี้เราคือ ‘โรนิน’ ไร้เจ้านาย      ใครจะร่วมทางไปล้างแค้นกับข้าบ้าง?”
  • ทุกคน: “พวกเราขอสู้จนตัวตาย!”
  • โออิชิ: “ช้าก่อน! ขุนนางคิระฉลาด ส่งสายสืบตามดูเรา เราต้องแยกย้ายกันไป และทำให้มันตายใจว่าเราหมดไฟแล้ว”

ฉากที่ 3: แผนลวงตบตา

(โออิชิ แกล้งถือขวดเหล้า เดินโซซัดโซเซ หัวเราะบ้าคลั่ง)

  • โออิชิ: “เหล้าอร่อยจริงโว้ย! ซามูไรคืออะไร? ข้าลืมไปหมดแล้ว ฮ่าๆๆ”

 (ลงไปนอนกลิ้งกับพื้น)

  • สายสืบของคิระ: (เดินมาดูแล้วส่ายหน้า) “ดูสภาพหัวหน้าซามูไรผู้องอาจสิ บัดนี้กลายเป็นคนขี้เมาข้างถนนไปแล้ว ท่านคิระปลอดภัยแล้วล่ะ รายงานไปว่าไม่ต้องระวังพวกมันอีก”

ฉากที่ 4: การชำระแค้น

(เสียงกลองรัว – บรรยากาศหิมะตก เหล่านักรบ 47 คนสวมชุดดำ บุกเข้าหาคิระ)

  • โออิชิ: “พวกเราบุก!! เพื่อท่านอาซาโนะ!”

(มีการต่อสู้ฟันดาบกันอย่างดุเดือดระหว่างซามูไรกับทหารของคิระ จนกระทั่งเจอคิระซ่อนตัวอยู่หลังถังขยะหรือฉาก)

  • คิระ: (ตัวสั่น) “อย่าฆ่าข้าเลย! ข้าให้เงินเจ้าก็ได้!”
  • โออิชิ: “เงินของท่านซื้อเกียรติยศคืนไม่ได้! นี่คือดาบของท่านอาซาโนะ จงรับโทษเสีย!” (โออิชิทำท่าฟัน คิระล้มลงตาย – เหล่านักรบชูมือร้อง “บันไซ!”)

ฉากที่ 5: บทสรุปแห่งเกียรติยศ

(เหล่านักรบคุกเข่าหน้ากองไฟหรือหลุมศพจำลอง)

  • ผู้บรรยาย: “หลังล้างแค้นสำเร็จ 47 โรนินเข้ามอบตัว แม้กฎหมายจะบอกว่าพวกเขาผิด แต่หัวใจของชาวญี่ปุ่นกลับยกย่องพวกเขาอย่างที่สุด โชกุนจึงอนุญาตให้พวกเขาจบชีวิตอย่างซามูไรผู้กล้า”
  • โออิชิ: “หน้าที่ของเราสมบูรณ์แล้ว ความซื่อสัตย์สำคัญกว่าชีวิต พี่น้องเอ๋ย… เจอกันที่โลกหน้า!”

(ทุกคนทำท่าคว้านท้อง เซปปุกุพร้อมกันอย่างสง่างามและนิ่งไป – เพลงเศร้าประกอบ)

 

ข้อคิดท้ายเรื่อง (ผู้นำลูกเสือสรุป)

“ลูกเสือทั้งหลาย… เรื่อง 47 โรนิน สอนให้เรารู้จักคำว่า ‘ความจงรักภักดี’ และ ‘ความกตัญญู’ ต่อผู้มีพระคุณอย่างสูงสุด แม้ชีวิตจะหาไม่ แต่ชื่อเสียงและความดีจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ดังกฎลูกเสือที่ว่า ลูกเสือจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ”

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับรอบกองไฟ:

  • อุปกรณ์: ดาบไม้หรือกระดาษ, ขวดเหล้าจำลอง  
  • เสียงประกอบ: ใช้เสียงกลองรัวตอนฉากต่อสู้ และเสียงขลุ่ยพริ้วๆ ตอนจบ

                                                                                  อาทร  จันทวิมล