ในหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็ก Scouting for Boys ของ ลอร์ด เบเดน-โพเอลล์ (บีพี) มีเรื่องเล่าหนึ่งที่กินใจและให้บทเรียนล้ำค่าแก่ผู้ลูกเสือมาทุกยุคสมัย คือเรื่อง “มดช่วยชีวิตคน” ของคณะศาสตราจารย์ที่หลงทางในทะเลทรายออสเตรเลีย แม้จะมีความรู้ท่วมตัวจากมหาวิทยาลัย แต่พวกเขากลับเกือบต้องสังเวยชีวิตเพราะความกระหายน้ำ
ผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ไม่ใช่ตำราเล่มหนา แต่เป็น เด็กหญิงพื้นเมืองออสเตรเลีย ที่ชี้ให้ดู “แถวมด” เดินขึ้นต้นเบาบับ ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นเมือง มีลำต้นใหญ่ แต่ข้างในกลวงเก็บน้ำฝนไว้ได้ เธอใช้ฟางข้าวเส้นเดียวจุ่มลงไปในโพรงไม้ตามรอยแตกของลำต้น แล้วให้ศาสตราจารย์ดูดน้ำขึ้นมาดื่มประทังชีวิต บทเรียนนี้สอนเราว่า “ความรู้บางอย่างไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่มีสอนในห้องเรียนของธรรมชาติ”
การมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ A scout is a friend to animal. ตามกฎลูกเสือข้อที่ 6 ไม่ใช่เพียงแค่การไม่รังแกสัตว์เท่านั้น แต่ หมายถึงการ “เฝ้าสังเกตและเรียนรู้” เพื่อให้เข้าใจถึงคุณค่าของทุกชีวิต แม้แต่แมลงตัวเล็กๆ ก็มีบทบาทสำคัญและมี “วิชา” ที่พร้อมจะสอนเรา เช่น
- ตัวไหม (Silk Worm) – ครูผู้สอนเรื่องความอดทนและเสียสละ ตัวไหมสอนให้ลูกเสือเห็นถึงวงจรชีวิตที่ทุ่มเท หนอนไหมจะกินใบหม่อนอย่างขะมักเขม้นเพื่อสร้างใยรังไหมที่ละเอียดอ่อนและแข็งแรง สำหรับนำไปทอผ้าไหมอันงดงาม ความมุมานะของตัวไหมเปรียบได้กับการเตรียมตัวของลูกเสือที่ต้องสั่งสมทักษะอย่างเงียบเชียบ เพื่อสร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับสังคมในภายหลัง
- เต่าทอง (Ladybird) – อัศวินตัวจิ๋วของผู้ช่วยเกษตรกร …..หากเราสังเกตด้วยความเมตตา เราจะพบว่าเต่าทองคือ “ผู้ช่วยตัวฉกาจ” ที่คอยกำจัดศัตรูพืช การไม่ทำร้ายเต่าทองและคุ้มครองมัน คือการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ลูกเสือเรียนรู้ที่จะแยกแยะและคุ้มครองมิตรที่คอยดูแลโลกใบสีเขียวของเรา
- ยุง และ แมลงวัน – บทเรียนเรื่องความสะอาดและวินัย….แม้เราจะมองว่ายุงและแมลงวันเป็นสัตว์น่ารำคาญหรือพาหะนำโรค แต่ในสายตาของนักสังเกต พวกมันคือเครื่องเตือนใจชั้นยอด:
- ยุง: สอนให้เราไม่ประมาทและรู้จักการป้องกันยุงกัด
- แมลงวัน: เป็นดัชนีชี้วัดความสะอาด หากที่ใดมีขยะ ที่นั่นมีแมลงวัน ดังนั้น แมลงวัน จึงเป็นครูที่สอนให้ลูกเสือต้องรักษาความสะอาดของค่ายพักแรม
- ผึ้ง เป็นครูสอนเรื่องความขยันหมั่นเพียร เพราะผึ้งงานต้องบินไปเก็บน้ำ หวานจากดอกไม้มากมายกว่าจะผลิตน้ำผึ้นได้ทีละหยด ผึ้งทหารต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปล่อยเหล็กไนต่อสู้ศัตรู
การสอนกฎข้อที่ 6 ให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การบังคับให้เด็กท่องจำ แต่คือการพาเขาออกไป “สังเกต” เมื่อลูกเสือเริ่มมองเห็นว่า มด คือผู้บอกแหล่งน้ำ, ตัวไหม คือผู้สร้าง, หรือแม้แต่ แมลงวัน คือสัญญาณเตือนภัย เขาจะเริ่มมีความเคารพในชีวิต (Reverence for Life) และมีความเมตตาเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
โลกใบนี้คือมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด และมี “อาจารย์” ตัวเล็กๆ คอยให้ความรู้อยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแค่เราสอนให้เด็กๆ รู้จักหยุดดู สังเกต และพิจารณาด้วยความเมตตา ตามรอยเท้าที่บีพี ได้วางรากฐานไว้
เรียบเรียงจากหนังสือ การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys ของลอร์ด เบเดน โพเอลล์ แปลเป็นภาษาไทยโดย นายอภัย จันทวิมล เมื่อ พ.ศ. 2506
อาทร จันทวิมล
บทละครรอบกองไฟ ชุด: นิทานแห่งความดี
เรื่อง: “อาจารย์มด และมหาวิทยาลัยธรรมชาติ”
ตัวละคร:
- ผู้นำกิจกรรม (หรือผู้เล่าเรื่อง): ถือไม้พลอง แต่งชุดลูกเสือเต็มยศ
- กลุ่มศาสตราจารย์ (3-4 คน): ท่าทางฉลาด ถือหนังสือหนา ใส่แว่น ดูเหนื่อยล้า
- เด็กหญิงพื้นเมือง (ออสเตรเลีย): ท่าทางคล่องแคล่ว ช่างสังเกต
- กลุ่มเหล่านักแสดงสมทบ (มด, ตัวไหม, เต่าทอง, ผึ้ง): ใช้การทำท่าทางประกอบ
ฉากที่ 1: ปัญญาที่ขาดหยดน้ำ
(กลุ่มศาสตราจารย์ออสเตรเลีย เดินวนไปมาท่ามกลางแสงไฟกองไฟ ทำท่าหิวน้ำอย่างรุนแรง ลิ้นห้อย ปาดเหงื่อ)
ศาสตราจารย์ 1: “ไม่ไหวแล้ว! ตำราภูมิศาสตร์บอกว่าแถวนี้เป็นทะเลทราย แต่ไม่ได้บอกเลยว่าเราจะหาน้ำดื่มได้ที่ไหน!”
ศาสตราจารย์ 2: “ฉันอ่านหนังสือมาเป็นพันเล่ม เรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดัง… แต่ตอนนี้ฉันกำลังจะตายเพราะขาดน้ำ!”
ศาสตราจารย์ 3: (ทรุดลง) “ความรู้ในกระดาษ ช่วยอะไรเราไม่ได้เลยในตอนนี้…”
(เด็กหญิงพื้นเมืองออสเตรเลียเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้มองที่พื้น แต่เธอมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ — ต้นเบาบับจำลอง)
เด็กหญิง: “ดูนั่นสิคะพวกท่าน! ดู ‘อาจารย์มด’ สิ”
ศาสตราจารย์ 1: “มดเหรอ? มดจะช่วยอะไรได้ เราต้องการน้ำ ไม่ใช่แมลง!”
ฉากที่ 2: บทเรียนจากฟางเส้นเดียว
(เด็กหญิงชี้ไปที่ลำต้นไม้ แสดงท่าทางดูแถวมดที่ไต่ขึ้นไป)
เด็กหญิง: “มดพวกนี้กำลังบอกทางไปแหล่งน้ำค่ะ ในโพรงไม้เบาบับมีน้ำฝนซ่อนอยู่” (เด็กหญิงหยิบฟางข้าวจำลอง จุ่มลงไปในช่องว่างของต้นไม้แล้วทำท่าดูดน้ำ จากนั้นส่งให้เหล่าศาสตราจารย์)
ศาสตราจารย์ 1: (ดูดน้ำ) “โอ้! รอดตายแล้ว! น้ำจริงๆ ด้วย!”
ผู้นำกิจกรรม: (ก้าวออกมากลางวง) “ลูกเสือทั้งหลาย… เห็นไหมว่า ความรู้บางอย่างไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่มีสอนในห้องเรียนของธรรมชาติ หากเรามีความเมตตาและ ‘เฝ้าสังเกต’ สัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นครูของเราทันที”
ฉากที่ 3: ขบวนพาเหรด “อาจารย์ตัวจิ๋ว”
(นักแสดงกลุ่มสัตว์เดินออกมาตามจังหวะเพลง หรือเสียงปรบมือ)
- ตัวไหม: (ทำท่าทอใยอย่างอดทน) “ฉันคือตัวไหม สอนให้เจ้ารู้จักความอดทนและเสียสละ สั่งสมทักษะเงียบๆ เพื่อสร้างประโยชน์ยิ่งใหญ่”
- เต่าทอง: (ทำท่าบินและจับศัตรูพืช) “ฉันคืออัศวินเต่าทอง มิตรของเกษตรกร คุ้มครองฉันไว้ แล้วฉันจะดูแลโลกสีเขียวให้เจ้า”
- ผึ้ง: (ทำท่าบินขยันขันแข็ง) “ฉันคือครูแห่งความเพียร หยดน้ำหวานแต่ละหยด แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและชีวิต”
- ยุงและแมลงวัน: (บินว่อน) “อย่าเพิ่งรำคาญพวกเรา! ถ้าเห็นแมลงวัน ที่นั่นมีขยะ เราคือครูผู้สอนเรื่องความสะอาดและวินัย!”
ฉากจบ: คำปฏิญาณต่อชีวิต
(ตัวละครทั้งหมดล้อมวงรอบกองไฟ)
ผู้นำกิจกรรม: “กฎลูกเสือข้อที่ 6 ‘ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์’ ไม่ใช่แค่การไม่รังแก แต่คือการ ‘เคารพในชีวิต’ เพราะทุกชีวิตคือครู”
ทุกคนพร้อมกัน: (ทำวันทยหัตถ์) “โลกคือมหาวิทยาลัย… ธรรมชาติคือห้องเรียน… และมดคืออาจารย์ของเรา!”
(ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “มดตัวน้อยตัวนิด” หรือเพลงประจำหมู่ลูกเสือ แล้วเดินแถวออกจากวงกลม) https://www.youtube.com/watch?v=Qs4VDaV8nrE
หมายเหตุสำหรับผู้แสดง:
- การแสดงรอบกองไฟควรใช้การเคลื่อนไหวร่างกายที่ชัดเจน (Exaggeration) เพราะแสงไฟมีจำกัด
- เน้นความตลกขบขันในช่วงที่ศาสตราจารย์บ่นเรื่องความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด เพื่อเรียกเสียงฮาจากเพื่อนลูกเสือ

