นิทานแห่งความดี กฎลูกเสือข้อ 5 เรื่องที่ 5.5 “นกยูงกตัญญู”

                       กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่ง ระหว่างเดินไปที่นาเขาเห็นกับ นกยูงรำแพน ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา         แต่วันหนึ่ง  นกยูงแสนสวย ติดบ่วงตาข่ายดักนก  ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด       ชาวนาเกิดความสงสารจึงรีบเข้าไปปลดตาข่าย และปล่อยให้นกยูงตัวนั้นบินกลับเข้าป่าไปอย่างเป็นอิสระ

                  การกระทำของชาวนาในช่วงนี้ สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อที่ 5 ลูกเสือมีความสุภาพเรียบร้อย  มีน้ำใจไมตรี ช่วยเหลือคนและสัตว์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก  และเป็นการทำความดี ตามหลัก การขวนขวายทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย) ในบุญกิริยาวัตถุ

                        ไม่กี่วันต่อมา มีหญิงสาวรูปงามมาเคาะประตูหน้าบ้านของชาวนา เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ไพเราะว่า:

           ” ฉันคือนกยูงที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้น ฉันขอมาอาศัยอยู่รับใช้ในบ้านเพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านช่วยชีวิตฉันไว้”

              ชาวนาประหลาดใจแต่ก็ต้อนรับเธอด้วยความยินดี หญิงสาวได้มอบ กระเป๋าจักสาน ใบหนึ่งให้แก่ชาวนา โดยบอกว่ามันทำมาจากขนหางของนกยูง

             เมื่อชาวนานำกระเป๋าใบนั้นไปขายในเมือง ปรากฏว่ากลายเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก เพราะความประณีตและความเงางามนั้น สวยกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมใบละกว่าแสนบาท เสียอีก! ชาวนาได้เงินทองมากมายกลับมา และด้วยความโลภที่เริ่มบังตา เขาจึงสั่งให้หญิงสาวเร่งสานกระเป๋าออกมาอีกหลายๆ ใบ

                 หญิงสาวรับปากแต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่า: “ยามที่ฉันสานกระเป๋าอยู่ในห้อง ห้ามท่านแอบดูเป็นอันขาด”

                  แต่ด้วยความอยากรู้และอยากเร่งให้เธอทำไวๆ ชาวนาจึงแอบไปที่ข้างห้องและมองลอดช่องประตูเข้าไป สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่หญิงสาว แต่เป็น นกยูงตัวเดิม ที่กำลังใช้ปากจิกดึงขนหางของตัวเองออกมาทีละเส้นอย่างเจ็บปวด เพื่อนำมาจักสานอย่างประณีตเหมือนการสาน กระเป๋าย่านลิเภา ชั้นสูง

                 เมื่อนกยูงรับรู้ได้ว่าความลับถูกเปิดเผย และชาวนาไม่ได้มีความเมตตาเหมือนเก่า แต่กลับแอบดูด้วยความโลภ เธอจึงคืนร่างเป็นนกยูงและกล่าวด้วยความเสียใจว่า:

            “ความกตัญญูของฉันมีให้ท่านเต็มเปี่ยม แต่ความโลภและการไม่รักษาคำพูดของท่านได้ทำลายทุกอย่างลงแล้ว”

               สิ้นคำพูด นกยูงตัวนั้นก็กระพือปีกบินหนีหายเข้าไปในป่าลึก และไม่เคยกลับมาหาชาวนาผู้นั้นอีกเลย ทิ้งให้ชาวนาอยู่กับทรัพย์สินที่ค่อยๆ หมดไป และความเสียดายที่เขาได้สูญเสียมิตรแท้ไปเพียงเพราะความอยากรู้และอยากมี

คติสอนใจ: * “ความโลภมักทำให้คนเราลืมความเมตตา และสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป”

“การรักษาคำพูดเป็นพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ”

           เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น  นกกระเรียนตอบแทนคุณ   鶴の恩返し

(Tsuru no Ongaeshi)

                                                                                          อาทร  จันทวิมล

 

 

 

บทละครสั้น รอบกองไฟ  : นกยูงกตัญญู

ตัวละคร:

  1. ลูกเสือเล่าเรื่อง: ผู้ดำเนินเรื่อง
  2. ชาวนา: ผู้มีจิตใจดี (ตอนแรก) แต่โลภ (ตอนหลัง)
  3. นกยูง/หญิงสาว: ผู้กตัญญู
  4. ผู้บรรยาย: (อาจเป็นลูกเสือเล่าเรื่องคนเดิม หรืออีกคน)

อุปกรณ์ประกอบฉาก:

  • ผ้าคลุมสีฟ้า/เขียวสำหรับนกยูง
  • ตาข่ายดักนก (จำลอง)
  • พลั่ว/จอบ (จำลอง) สำหรับชาวนา
  • กระเป๋าจักสาน 1-2 ใบ (ของจริงหรือจำลอง)
  • ขนหางนกยูง (อาจเป็นกระดาษตัด)
  • แสงไฟ (ใช้ไฟฉายส่องให้เหมือนแสงจันทร์/แสงรำไร)

ฉาก: ป่า (รอบกองไฟ), บ้านชาวนา

 

(เริ่มต้นการแสดง)

ลูกเสือเล่าเรื่อง: สวัสดีครับเพื่อนๆ ลูกเสือทุกคน คืนนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ที่จะมาเล่าและแสดงให้ชมกันครับ เรื่องราวของความเมตตา ความกตัญญู และบทเรียนสำคัญที่ได้จาก “นกยูงกตัญญู” ขอเชิญรับชมได้เลยครับ!

(ฉากที่ 1: ในป่า)

ผู้บรรยาย: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าอันอุดมสมบูรณ์ ชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่งกำลังเดินสำรวจป่าใกล้ไร่นาของเขา

(ชาวนาเดินถือพลั่ว/จอบ เดินมาในฉาก)

ชาวนา: (บ่นพึมพำกับตัวเอง) วันนี้อากาศดีจริงๆ  หวังว่าผลผลิตในนาจะงอกงามดีนะ

(ชาวนาเดินไปพบนกยูงติดตาข่าย นกยูงส่งเสียงร้องเหมือนเจ็บปวด พยายามดิ้นรน)

นกยูง: (ร้องด้วยความเจ็บปวด) กรี๊ด! ช่วยด้วย! ฉันติดตาข่าย!

ชาวนา: (ตกใจ) อ้าว! นั่นนกยูงนี่นา! ติดตาข่ายอยู่ โอ๊ย… น่าสงสารจริงๆ เลย!

(ชาวนารีบเดินเข้าไปช่วย ปลดตาข่ายออกอย่างระมัดระวัง)

ชาวนา: ไม่เป็นไรนะเจ้านกยูงผู้น่าสงสาร ข้าจะช่วยเจ้าเอง! (ค่อยๆ ปลดตาข่าย) ออกมาได้แล้วนะ!

นกยูง: (เมื่อเป็นอิสระ พยักหน้าให้ชาวนาแล้วบิน/วิ่งออกไป) ขอบคุณนะท่าน! ขอบคุณมาก!

ชาวนา: (ยิ้มอย่างมีความสุข) โชคดีนะเจ้า! ไปเถอะ ไปบินอย่างอิสระเถิด

ผู้บรรยาย: ชาวนาเดินกลับบ้านด้วยความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

(ชาวนาเดินออกไป)

(ฉากที่ 2: ที่บ้านชาวนา)

ผู้บรรยาย: ไม่กี่วันต่อมา มีหญิงสาวรูปงามมาเคาะประตูบ้านของชาวนา

(ชาวนาอยู่ในบ้าน หญิงสาว (นกยูง) เดินมาเคาะประตู)

หญิงสาว: (เคาะประตูเบาๆ) ก๊อกๆๆ… มีใครอยู่ไหมคะ?

ชาวนา: (เปิดประตู) เอ๊ะ! ใครกันนี่? แม่นางเป็นใครมาจากไหนกัน?

หญิงสาว: (ก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม) ท่านผู้เจริญ… ฉันคือ นกยูงที่ท่านเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้นค่ะ ฉันขอมาอาศัยรับใช้ในบ้าน เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่ฉันค่ะ

ชาวนา: (ประหลาดใจแต่ก็ยินดี) โอ้! จริงหรือนี่! ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมาตอบแทนคุณถึงเพียงนี้! เข้ามาก่อนเถิดแม่นาง!

(หญิงสาวเดินเข้ามาในบ้าน แล้วยื่นกระเป๋าจักสานให้ชาวนา)

หญิงสาว: นี่ค่ะ กระเป๋าใบนี้สานจากขนหางของฉัน หวังว่าจะมีประโยชน์นะคะ

ชาวนา: (รับกระเป๋ามาดูอย่างตื่นเต้น) โอ้โห! สวยงามอะไรเช่นนี้! ประณีตจริงๆ ขอบใจเจ้ามากนะแม่นาง!

ผู้บรรยาย: ชาวนานำกระเป๋าใบนั้นไปขายในเมือง มันสวยงามและประณีตมากจนเป็นที่ต้องการ ผู้คนต่างแย่งกันซื้อ ชาวนาได้เงินทองมากมายกลับมา

(ชาวนาเดินกลับมาบ้านด้วยสีหน้าดีใจ)

ชาวนา: (ตื่นเต้น) แม่นาง! แม่นางสานกระเป๋าได้ยอดเยี่ยมมาก!  สวยกว่ากระเป๋า      แบรนด์เนมใบละแสนบาทเสียอีก       ข้าได้เงินมามากมายเลย! เจ้าช่วยสานกระเป๋าแบบนี้ให้ข้าอีกหลายๆ ใบได้ไหม?

หญิงสาว: ได้ค่ะท่าน! ฉันยินดีทำให้ แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งนะคะ ยามที่ฉันสานกระเป๋าอยู่ในห้อง ห้ามท่านแอบดูเป็นอันขาดค่ะ

ชาวนา: (พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก) ได้สิๆ ข้าสัญญา!

(หญิงสาวเข้าไปในห้อง (อาจเป็นมุมหนึ่งของเวที หรือใช้ผ้ากั้น) ชาวนาอยู่นอกห้อง)

(ฉากที่ 3: ความลับที่ถูกเปิดเผย)

ผู้บรรยาย: ชาวนาดีใจที่มีเงินทองมากมาย แต่แล้วความโลภก็เริ่มครอบงำจิตใจ เขาอยากได้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสงสัยว่าหญิงสาวสานกระเป๋าได้อย่างไร

ชาวนา: (เดินวนไปวนมารอบๆ ห้องที่หญิงสาวอยู่) เอ๊ะ… ทำไมต้องห้ามดูด้วยนะ? เธอจะทำอะไรกันแน่? หรือเธอจะแอบเอาสมบัติไปซ่อน? ข้าชักสงสัยแล้วสิ… ข้าจะแอบดูสักหน่อยก็แล้วกัน!

(ชาวนาค่อยๆ ย่องไปแอบดูทางช่องประตู (อาจทำท่าชะโงก หรือใช้มือบังเป็นช่องว่าง))

ชาวนา: (ตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน) โอ้! นี่มัน…!

(ฉากในห้อง: นกยูงกำลังใช้ปากจิกดึงขนหางของตัวเองออกมาทีละเส้นอย่างเจ็บปวด เพื่อนำมาจักสานเป็นกระเป๋า)

(นกยูง/หญิงสาว อาจเปลี่ยนเป็นใส่ผ้าคลุมนกยูงและทำท่าจิกขนหางตัวเอง)

นกยูง: (หันมาเห็นชาวนากำลังแอบดู ด้วยสีหน้าผิดหวังและเสียใจ) ท่าน…! ท่านผิดคำพูด! ท่านแอบดูฉัน!

(นกยูงค่อยๆ คืนร่างเป็นนกยูงเต็มตัว (ถอดผ้าคลุมหญิงสาวออก เผยผ้าคลุมนกยูง) แล้วพูดด้วยเสียงที่เจ็บปวด)

นกยูง: (เสียงเศร้า) ความกตัญญูของฉันมีให้ท่านเต็มเปี่ยม แต่ความโลภและการไม่รักษาคำพูดของท่านได้ทำลายทุกสิ่งลงแล้ว! ท่านไม่ได้มีความเมตตาเหมือนเก่า…

(นกยูงสะบัดปีก แล้ววิ่ง/บินออกไปจากฉากอย่างรวดเร็ว)

ชาวนา: (พยายามเรียก) แม่นาง! นกยูง! อย่าไปนะ! (แต่ก็สายไปแล้ว)

ผู้บรรยาย: นกยูงบินหนีหายเข้าไปในป่าลึก และไม่เคยกลับมาหาชาวนาผู้นั้นอีกเลย ทิ้งให้ชาวนาอยู่กับความเสียใจและความโลภที่ทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป

(ชาวนายืนนิ่งด้วยสีหน้าเศร้าและเสียใจ)

ลูกเสือเล่าเรื่อง: เป็นอย่างไรบ้างครับเพื่อนๆ ลูกเสือ? นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเมตตา” นั้นนำมาซึ่งบุญและมิตรภาพที่ดี แต่ “ความโลภ” และ “การไม่รักษาสัจจะ” อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งดีๆ ไปได้ในที่สุดครับ จำไว้นะครับว่า “ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย” และ “เป็นผู้มีสัจจะ” เสมอครับ! ขอบคุณครับ!

(ลูกเสือทั้งหมดร้องเพลง  แสนสุขสมนั่งชมวิหก  อยากเป็นนกเหลือเกิน)

(จบการแสดง)

                                                                                  อาทร  จันทวิมล