ธรรมาภิบาล กับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ*
โดย สุรพล ศรีบุญทรง
เลขาธิการที่ประชุมสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย
ภายใต้แนวคิดการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา+ ได้มีความพยายามจากภาครัฐในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยรัฐมีลักษณะการบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งมุ่งความมีประสิทธิภาพและความคล่องตัวคล้ายๆ กับการบริหารองค์กรเอกชน ทั้งที่ระบบอุดมศึกษาของไทยนั้นแต่เดิมได้อุบัติขึ้นในฐานะของหน่วยงานราชการ มีประสิทธิภาพเพียงพอในการสร้างความเจริญก้าวหน้า และได้มีส่วนสำคัญในการผลิตมันสมองของชาติมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับและศรัทธาในหมู่ประชาชนไทยอย่างกว้างขวางมาตลอดช่วงระยะเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ–
ดังจะเห็นได้จากการที่บรรดาผู้ปกครองยังคงสมัครใจให้บุตรหลานของตนเข้ารับการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐมากกว่ามหาวิทยาลัยเอกชน (บางท่านอาจจะกล่าวแย้งว่าเป็นเพราะค่าเล่าเรียนถูกกว่าเอกชน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากรัฐ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต่อให้เก็บค่าเล่าเรียนเท่ากัน หรือแพงกว่า ก็ยังมีผู้สมัครใจเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐมากกว่า ดังจะเห็นได้จากความนิยมในบรรดา หลักสูตรพิเศษทั้งหลาย ที่เก็บค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่ามหาวิทยาลัยเอกชน) จึงอาจจะมีผู้สงสัยว่าเหตุใดภาครัฐจึงพยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยรัฐเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ผู้เขียนซึ่งผ่านประสบการณ์ความขัดแย้งในเรื่องการออกหรือไม่ออกนอกระบบs ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยของตนเอง (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วงก่อนปี ๒๕๕๐) และในระดับชาติ (การต่อต้านการออกนอกระบบอย่างเด่นชัดของ ปอมท. ในช่วงปี ๒๕๔๕ – ๒๕๔๘) จึงพยายามอธิบายไปตามประสบการณ์และการรับรู้ในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นเหตุผลและความจำเป็นที่รองรับแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีลักษณะอันเป็นสากล (แนวคิดเรื่อง Autonomous Univrersity นี้มิใช่แนวคิดใหม่ ประเทศชั้นนำของโลกอาทิเช่น ญี่ปุ่น ก็ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารอุดมศึกษาของตนไปในแนวทางที่ว่านี้เช่นกัน) แต่ในขณะเดียวกัน ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการที่ดี หรือ “ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย” นั้นยิ่งจะทวีความสำคัญเพิ่มมากเป็นทวีคูณสำหรับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการบริหารและจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนอาจจะกล่าวได้ว่า “ธรรมาภิบาล” คือดัชนีชี้วัดว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้นมีความพร้อมหรือความไม่พร้อมเพียงไรในการเปลี่ยนสถานะไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
* ดัดแปลงจากบทความ “เป้าหมายที่แท้ของมหาวิทยาลัยในกำกับ” ซึ่งเคยลงตีพิมพ์ในเอกสารการประชุมวิชาการประจำปี ของ ปอมท. ปี พ.ศ. ๒๕๕๒
+ อาจมีผู้แย้งว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคที่เปิดรับการศึกษาแบบตะวันตก แต่ผู้เขียนหมายถึงการปฎิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงปัจจุบันซึ่งเริ่มตั้งแต่แผนการ ๑๕ ปี ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓ – ๒๕๔๗) และกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติการศึกษาที่ได้รับการประกาศใช้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงประมาณคร่าวๆ ว่าการปฏิรูปการศึกษาที่รับรู้กันในปัจจุบันนั้นเริ่มาได้สองทศวรรษแล้ว
– อ้างจากการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
s คำว่า “ออกนอกระบบ” เป็นวาทกรรมที่มีการประดิษฐ์ขึ้นในยุคที่มีความขัดแย้งทางความคิดสูงเกี่ยวกับเรื่อง Autonomous University ทั้งยังเป็นคำที่เป็นประเด็นปัญหาในตัวมันเองอีกด้วย เพราะถูกตั้งขึ้นด้วยโจทย์ว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คือมหาวิทยาลัยของรัฐ (Public University) และถือเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในระบบ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เปลี่ยนสถานะไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (Autonomous University) จึงเรียกว่าออกนอกระบบ แต่หากปรากฏการณ์นั้นกลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม คือ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่สมัครใจที่จะเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ คำถามที่ย้อนกลับมาก็คือว่า ใครกันแน่ที่อยู่นอกระบบเพราะด้อยประสิทธิภาพจึงต้องออกนอกระบบ?
ข้ออ้างสำคัญที่ใช้ในการผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐ (Public University) ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ คือความไร้ประสิทธิภาพ ในการบริหารของมหาวิทยาลัยรัฐ อันเนื่องจากการติดอยู่กับระเบียบราชการอันล่าช้า และข้อจำกัดเรื่องบัญชีเงินเดือนที่ไม่จูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ส่งผลให้ประเทศชาติขาดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้มีความพยายามรื้อปรับระบบและปฏิรูประบบ การบริหารมหาวิทยาลัยรัฐมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ , ๒๕๐๙ , ๒๕๑๑, ๒๕๑๓ , ๒๕๑๗ และ แนวคิดหนึ่งที่ถูกนำเสนอ ก็คือการเพิ่มความอิสระในการบริหารหรือที่รับรู้กันโดยทั่วไปในบรรดาอารย ประเทศ ว่า Autonomous University ซึ่งในระยะแรกๆ นั้นรู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า “มหาวิทยาลัยอิสระ”
แต่เนื่องจากคงจะเกรงการเข้าใจผิดว่า “มหาวิทยาลัยอิสระ” หมายถึงการปล่อยให้มหาวิทยาลัยแยกตัวไปเป็นอิสระเป็น Indepependent University ซึ่งไร้การกำกับใดๆ จากรัฐ ทำนองว่า เป็นการแปรรูป (Privatization) หรือยกมหาวิทยาลัยให้เป็นสิทธิเด็ดขาดของทีมผู้บริหาร เพื่อเอาไป ใช้ทำมาหากินกันเอง ก็เลย ปรับเปลี่ยนมาใช้คำว่า “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” แทน ในระยะเวลาต่อมา ทำนองว่า ถึงจะเป็นอิสระ ในการบริหาร แต่ก็ยังมีรัฐกำกับดูแลอยู่
โดยมีการกำหนดคำจำกัดความของ “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ว่าหมายถึง มหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การตัดสินใจส่วนใหญ่ ในกระบวนการบริหารสิ้นสุดที่ระดับสภามหาวิทยาลัย แยกการตัดสินใจและวินิจฉัยด้านการบริหารและวิชาการระดับสูงออกจากกัน เน้นการบริหารในรูปคณะบุคคลในแต่ละระดับ ใช้ระบบรวมบริการแต่แยกภารกิจ มีระบบการเงินที่คล่องตัว ตรวจสอบได้ภายหลัง (Post Auditing) จากงบประมาณรูปเงินก้อน (Block Grant) และมีอำนาจปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยได้อย่างอิสระ
ตลอดจนได้มีการจัดทำแผนอุดมศึกษาระยะยาว ๑๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๓๓ – ๒๕๔๗) โดยทบวงมหาวิทยาลัย ในปี ๒๕๓๐ มีการกำหนดนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยของรัฐในลักษณะที่ไม่เป็นราชการ มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ และมีความพยายามผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐภายใต้สังกัดของทบวงมหาวิทยาลัย อีก ๒๐ แห่ง ให้ปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยเริ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
หลังจากนั้น ปรากฏว่ามีการต่อต้านคัดค้านในประชาคมมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ทำให้รัฐบาล ไม่สามารถผลักดันนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐให้เป็นไปตามแผนได้ จนแม้กระทั่ง ในยามที่ประเทศ ประสบวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ต้องกู้เงินจากธนาคารแห่งเอเชีย เพื่อพัฒนาการศึกษา (ADB) โดยมีเงื่อนไขหนึ่งคือการให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐภายในปี ๒๕๔๕ การผลักดัน นโยบายดังกล่าว ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
การผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มาสำเร็จรวดเดียวถึง ๗ มหาวิทยาลัย ในปี ๒๕๕๐ หลังจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ ศ.ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ผู้มีบทบาทสำคัญในแนวคิดเรื่องมหาวิทยาลัยอิสระมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จนอาจกล่าวได้ว่าหากไม่ใช่สภานิติบัญญัติภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ก็คงยากที่จะผลักดันพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐออกมารวดเดียวได้ถึง ๗ ฉบับ (ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง)ความเห็นแย้งเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ?
สิ่งหนึ่งที่สังคมนอกรั้วมหาวิทยาลัยอาจจะสงสัยมาโดยตลอดก็คือ หากแนวคิดเรื่อง Autonomous University นั้นดีจริง เหตุใดจึงมีการต่อต้านกันอย่างมากมายมาโดยตลอดนับเป็นสิบๆ ปี โดยผู้ต่อต้านนั้นมักจะอ้างเหตุผลว่าจะทำให้ค่าเล่าเรียนแพงขึ้น อันเป็นประเด็นที่ฝ่ายต่อต้านจะเรียกร้องการสนับสนุนจากนักศึกษาผู้ปกครอง และประชาชนได้ดีที่สุด ซึ่งก็ได้รับคำตอบยืนยันจากบรรดาผู้บริหารในทันควันว่าจะไม่ขึ้นค่าเล่าเรียนอย่างแน่นอน พร้อมกับชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าการขึ้นค่าเล่าเรียนนั้นสามารถทำได้อยู่แล้วแม้จะไม่ออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ข้อแย้งถัดมาคือเรื่องการขึ้นเงินเดือนตัวเองของผู้บริหาร ข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงที่จะติดตามมาของผู้บริหาร ตลอดไปจนถึงการพยายามสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้บริหาร แต่ก็เป็นประเด็นที่คลุมเครือและยากต่อการพิสูจน์ ในขณะที่ผู้บริหารที่ต้องการผลักดัน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในกำกับฯ ของตน ก็อาจจะประกาศให้ชัดเจนต่อสาธารณะได้เลยว่าจะไม่มีการนับวาระต่อเนื่องของผู้บริหาร (ในสภาพที่เป็นจริง หากผู้บริหารสามารถยึดครองมหาวิทยาลัยได้เบ็ดเสร็จจริง ก็สามารถส่งให้พรรคพวกมาเป็นผู้บริหารในระยะเวลาสั้นๆ ๖ – ๘ เดือน เพื่อคั่นวาระได้)
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการขึ้นเงินเดือนตนเอง ผู้บริหารทุกมหาวิทยาลัยล้วนพร้อมประกาศว่าจะไม่มีการขึ้นเงินเดือนผู้บริหารมากไปกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเด็ดขาด และค่าตอบแทนที่แสดงให้เห็นก็ออกจะต่ำไปเสียด้วยซ้ำหากเป็นการบริหารที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริง อีกทั้งในความเป็นจริงนั้น ค่าตอบแทนของบุคคลากรในมหาวิทยาลัยก็ต่ำต้อยน้อยกว่าข้าราชการแทบทุกกระทรวงอยู่แล้วไม่เว้นแม้กระทั่งกระทรวงเดียวกัน (ข้าราชการครูชำนาญการในระดับประถมและมัธยม) จนน่าจะเป็นเหตุให้บรรดาบุคลากรในมหาวิทยาลัยออกมาช่วยกันเรียกร้องให้ออกนอกระบบเสียด้วยซ้ำ แต่ผู้แย้งก็บอกว่าสามารถขึ้นเงินเดือนได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากราชการโดยตัวอย่างข้าราชการอัยการและตุลาการ
มีข้อสังเกตุว่า ในขณะที่รัฐเลือกเพิ่มประสิทธิภาพ สวัสดิการและแรงจูงใจให้กับข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมด้วยการจัดทำบัญชีเงินเดือนใหม่ที่มีตัวเลขสูงกว่าข้าราชการสายอื่นมาก แต่กลับเลือกเพิ่มประสิทธิภาพของอุดมศึกษาด้วยการผลักให้ออกจากระบบราชการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็โดยการใช้ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทางอ้อมก็ด้วยการยุติการบรรจุอาจารย์ใหม่ในตำแหน่งข้าราชการ และยุบเลิกตำแหน่งเกษียณ จนกระทั่งหลายๆ มหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอยู่กลายๆ แม้จะไม่มี พ.ร.บ. รองรับ จนไม่เห็นเหตุว่าจะทนฝืนเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ต่อไปทำไม
ส่วนเรื่องผลตอบแทนที่จะจูงใจให้คนเก่งเข้ามาเป็นอาจารย์นั้นก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่ เพราะมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบางแห่งก็เลือกที่จะจ่ายค่าตอบแทนให้กับสายอาจารย์และสายสนับสนุนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเท่ากัน จนเป็นที่น่าสังเกตุว่ามหาวิทยาลัยลักษณะที่ว่านี้อาจจะสนใจเรื่องคะแนนเสียงสนับสนุนในการเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร มากกว่าที่จะใส่ใจเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนและงานวิจัยอย่างจริงจัง เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าบุคลากรสายสนับสนุนมักมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าสายอาจารย์ อีกทั้งยังมักมีลักษณะการใช้สิทธิที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนมากกว่า ในขณะที่พวกอาจารย์นั้นแม้จะมีบทบาทสำคัญในการสอน การวิจัย แต่มักไม่ค่อยมาใช้สิทธิเลือกตั้งสรรหาเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกการบริหารก็เป็นเรื่องที่น่าคลางแคลงใจอีกเช่นกันว่าจะใช่เหตุผลที่แท้จริงของการออกนอกระบบ เพราะในระหว่างที่ประชาคมในมหาวิทยาลัยยังถกเถียงกันเรื่องประสิทธิภาพอันเนื่องจากการออกนอกระบบอยู่นั้น ผู้บริหารระดับนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนก็ได้ร่วมกันปรับปรุงประสิทธิภาพระบบราชการกันขนานใหญ่ มีการเร่งรัดประสิทธิภาพด้วยมาตรการทั้งเชิงบวกและเชิงลบ มี กพร. มีการให้โบนัสแก่หน่วยงานซึ่งมีผลงานดีเด่น มีดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ มีการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ จนแม้กระทั่งมีการปรับระบบแท่งเงินเดือนใหม่มาใช้แทนระบบซี ฯลฯ ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่อวดอ้างว่ามีประสิทธิภาพมากเป็นแหล่งของปัญญายังมะงุมมะงาหราจนกระทั่งข้าราชการในมหาวิทยาลัยต้องเสียสิทธิต่ำต้อยน้อยหน้าข้าราชการในทุกกระทรวง (มีการปรับเข้าสู่แท่งเงินเดือนใหม่ล่าช้ากว่าข้าราชการในสายอื่นถึง ๒ ปี)
พูดง่ายๆ คือ การออกนอกระบบนั้นจะเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของข้าราชการสายอาจารย์ที่ไม่คิดจะเปลี่ยนสถานภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยจะต้องกลายเป็นประชากรชั้นสามในองค์กรที่ตนเองมีส่วนก่อร่างขึ้นมาด้วยการเสียสละไม่ยอมรับเงินเดือน ๒ – ๓ เท่าจากบริษัทเอกชนมาตั้งสิบกว่าปี ได้เห็นเพื่อนร่วมงานที่ทำงานคล้ายๆ กัน แต่รับเงินเดือนมากกว่า ๔๐% – ๕๐ % ต้องถูกรอนสิทธิสารพัด ด้วยการไม่ให้สิทธิในการเป็นผู้บริหาร ในการเป็นตัวแทน หรือแม้กระทั่งไม่ให้สิทธิในการมีตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงให้กับตนเอง
ในทางตรงกันข้าม การออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐได้เปิดช่องทางเกษียณก่อนกำหนดชั้นเลิศให้กับผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้น หรือผู้ที่เหลืออายุราชการน้อยกว่าห้าปี เพราะมีบำนาญสูง มีเงินเดือนใหม่ที่เพิ่มขึ้น ๔๐% มีโอกาสรับเงินบริหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย และได้เปิดโอกาสให้เกิดภาวะสมองไหลขึ้นในกลุ่มอาจารย์รุ่นหลังที่แม้จะมีอายุราชการน้อยแต่ที่มีความต้องการสูงในภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่นสายการแพทย์ ที่อาจจะถือโอกาสเปลี่ยนสถานภาพเพื่อรับบำเหน็จ/บำนาญสักก้อน แล้วไปตั้งต้นอนาคตใหม่ในโรงพยาบาลเอกชนที่พร้อมจะจ่ายเงินเดือนใหม่ที่สูงกว่าเงินเดือนรัฐเกือบสิบเท่าตัวฤาจะเป็นมหาวิทยาลัยไร้กำกับ?
ความเห็นแย้งในเรื่องการผลักดันมหาวิทยาลัยรัฐไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเข้าใจที่แตกต่างกันในความหมายของคำว่า Autonomous University ที่ถูกแปลมาเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งดูเป็นการเล่นคำ ดูคลุมเครือ และไม่จริงใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา นับแต่มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในประเทศไทย ก็ไม่เคยมีแม้สักยุคสมัยเดียวที่มหาวิทยาลัยจะไม่อยู่ภายใต้ การกำกับของรัฐ แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเอกชนที่นายทุนต้องใช้งบประมาณของตนเองในการก่อสร้าง เสร็จแล้วหากจะนำอสังหาริมทรัพย์ไปจำนองธนาคารเพื่อกู้เงินก็ยังต้องแจ้งให้หน่วยงานที่กำกับรับทราบทั้งที่เป็นสินทรัพย์ของตนเองแท้ๆ เวลาจะจัดการเรียนการสอนอะไรก็ยังต้องดำเนินการสอนภายใต้หลักสูตรที่ได้รับ การอนุญาตของทบวงหรือ สกอ. (เผลอๆ ยังจะเคร่งครัดกว่าการกำกับควบคุมหลักสูตรของมหาวิทยาลัยรัฐเสียอีก) จนอาจกล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยไทยล้วนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มาแต่ไหน แต่ไรอยู่แล้ว
ตรงกันข้าม ยุคปัจจุบันเสียอีกที่รัฐกำลังจะสูญเสียอำนาจในการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยของตนลงไป เรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการปรับลดขนาดของหน่วยงานกำกับควบคุมลงจากระดับกระทรวง (ทบวงมหา วิทยาลัย) ไปเป็นคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ) และปรับแก้กฏหมายให้อำนาจ ดำเนินการส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดตั้ง/ยุบเลิกหน่วยงาน เปิดหลักสูตรใหม่ จัดตั้งหน่วยงานบริการกึ่งธุรกิจ อนุมัติปริญญา ฯลฯ อยู่ภายใต้การตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัย (หากมหาวิทยาลัยใดมีสภามหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเป็นสภาตรายาง อำนาจการตัดสินใจ ก็จะตกไปอยู่ที่อธิการบดี เป็นการเด็ดขาดในที่สุด)
ดังจะสังเกตุได้จากการที่ทางคณะกรรมการการอุดมศึกษาไม่สามารถเข้าไปจำกัดควบคุมการเปิดหลักสูตรพิเศษเพื่อหารายได้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันของหลายๆ มหาวิทยาลัย ไม่สามารถป้องกันให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรที่ไม่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ หรือการแก้ไขปัญหา ข่าวสารเชิงลบ ในแวดวงมหาวิทยาลัยอย่างเรื่องการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ การลอกเลียนผลงานวิชาการ ก็ทำได้เพียงแค่ขอร้องบรรดามหาวิทยาลัยให้มีการกวดขันมากขึ้น จนแม้กระทั่งเมื่อทางคณะกรรมการการอุดมศึกษาพยายามจัดอันดับมหาวิทยาลัย ในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ เพื่อเร่งกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันพัฒนาในหมู่มหาวิทยาลัย ก็ยังได้รับการต่อต้าน คัดค้านจากมหาวิทยาลัยอย่างเปิดเผย จนกระทั่ง เมื่อมีข้อขัดแย้งในเชิงการบริหาร ภายในบางมหาวิทยาลัย ก็ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างให้หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับมหาวิทยาลัยอย่างคณะกรรมการการอุดมศึกษา สอดแทรกเข้าไปแก้ไขปัญหาได้น้อยมาก
ไปๆ มาๆ หากไม่เตรียมความพร้อมให้ดีนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็อาจจะกลาย เป็นการผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยไร้กำกับ “ แทน เพราะคำว่า Autonomous University นั้น ไม่น่าจะแปลว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ได้ตรงๆ และการกำกับตรวจสอบมหาวิทยาลัย มิควรเป็นหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอย่าง กกอ. แห่งเดียว แต่ต้องเป็นการกำกับควบคุม โดยผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ทุกภาคส่วน ไล่ตั้งแต่รัฐบาล สภามหาวิทยาลัย (องค์คณะบริหารสูงสุดที่มีอำนาจกำกับ/แต่งตั้ง/ถอดถอนอธิการบดี) ทีมบริหารที่นำโดย อธิการบดี คณาจารย์ ที่มีหน้าที่สอน/วิจัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน บัณฑิต ศิษย์เก่า นิสิตนักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ/ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนประชาชน ผู้เสียภาษีอากรมาเพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัย ฯลฯ
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดล้วนต้องมีหน้าที่/กำกับตรวจสอบมหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยยังคงปฏิบัติหน้าที่กัลยาณมิตรหลักของประเทศชาติและสังคม ในการ ๑) ตอบสนองความต้องการด้านการเรียนรู้ของประชาชน ๒)ชี้นำทิศทางที่ถูกต้องในการพัฒนา และ ๓) ตักเตือน เมื่อสังคมไทยมีแนวโน้มจะดำเนินไปในทิศทางที่ผิดพลาด โดยการกำกับดูแลนั้นจะต้องครอบคลุมรวมไปถึงการปกป้องรักษาให้มหาวิทยาลัยดำรงความเป็นเลิศ/ความเป็นอิสระทางวิชาการ ไม่ปล่อยให้ถูกครอบงำโดยกลุ่มก๊วนผลประโยชน์ (Cronyism) ใดๆธรรมาภิบาลคือดัชนีชี้วัดความพร้อม
การเป็น Autonomous University จึงมิใช่แค่การพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับฯ ของผู้บริหาร แต่ต้องผ่านการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ ดังนี้ (๑) การปรับรื้อโครงสร้างการบริหารองค์กร (๒) การบริหารบุคคลอย่างโปร่งใส /ยุติธรรม (๓) การใช้เงิน/ได้เงินมาบริหารมหาวิทยาลัย (๔) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพที่ยุติธรรม (๕) การประชาสัมพันธ์/ดำเนินการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของบุคลากร (๖) ประเด็นหลักใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในกำกับ ฯลฯ เปรียบง่ายๆ เหมือนการจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คงไม่มีใครอยากถูกจูงมือไปจดทะเบียนสมรส เพื่อผูกพันกัน ในเชิงกฏหมาย โดยไม่ได้ศึกษาดูใจ เตรียมความพร้อม เตรียมอนาคตร่วมกันเสียก่อนเป็นแน่
ดัชนีสำคัญที่ชี้ความพร้อมในการเป็น Autonomous University คือ สภาพการบริหารจัดการที่ดี หรือ ธรรมาภิบาล (Good Governance) ภายในมหาวิทยาลัย อันประกอบไปด้วย ๑) หลักนิติธรรม (Judge and Fair) ที่มุ่งเน้นให้มีความเสมอภาคและการปฏิบัติที่ยุติธรรม ในหมู่ประชาคม ๒) หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ (Transparency) ด้วยการทำสังคมให้เป็นที่เปิดเผย ข่าวสารข้อมูลต้องเปิดเผยให้ตรวจสอบได้ ๓) หลักการรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติ (Accountability) โดยผลการปฏิบัตินั้น จะถูกสนองตอบกลับเสมอ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ๔) หลักการมีส่วนร่วมของประชาคม (Participation) ทั้งต้องมีการกระจายอำนาจ (Share of Authority) ทั้งจากภายในและภายนอก เพราะผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย (Stakeholder) ไม่ได้จำกัด อยู่แค่บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และ ๕) หลักเรื่องความคุ้มค่า (Cost effective) อันเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ต้อง มีการปฏิรูป ระบบการบริหารอุดมศึกษา
การที่ กกอ. โยนอำนาจและความอิสระในการบริหารงานมาไว้ที่สภามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและรูปแบบการบริหารขนานใหญ่ ต้องมีการถ่วงดุลระหว่างกลุ่มผู้บริหาร กับ สามองค์กรหลักที่สะท้อนความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย นั่นคือ ๑) สภามหาวิทยาลัยอันเป็นองค์กรสูงสุดของมหาวิทยาลัย และเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากองค์กรที่เหลืออีกสององค์กรในการกำกับการทำงานของผู้บริหาร** สะท้อนถึงความเป็นธรรมภิบาลขององค์กร (Good Governance) ๒) สภาวิชาการ สะท้อนถึงคุณภาพ และความมีมาตรฐานทางวิชาการ (Academic Excellency และ Academic Freedom) และ ๓) สภาคณาจารย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยและความมีส่วนร่วมของบุคลากร (Democracy & Participation)
โดยเฉพาะในส่วนของสภามหาวิทยาลัยที่เป็นองค์กรสูงสุดนั้น จะต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นของตนภายใต้ พรบ. มหาวิทยาลัยในกำกับ ไม่คิดแค่เข้ามานั่งให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล การที่ พ.ร.บ. กำหนดให้สภามหาวิทยาลัยต้องประกอบไปด้วยสัดส่วนของบุคลากรจากภายนอกเป็นจำนวนมาก เพื่อผลในการสร้างความโปร่งใส (Transparency) แต่ก็ส่งผลให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่สามารถจะรับรู้รายละเอียดภายในของมหาวิทยาลัยที่ตนเองกำกับดูแลอยู่ได้อย่างเต็มที่ (อีกทั้งการประชุมสภามหาวิทยาลัยก็มีเพียงประมาณ ๖ ครั้งต่อปี) จึงจำต้องอาศัยการทำงานของ สภาวิชาการ และสภาคณาจารย์ ในการกำกับดูแลการทำงานของผู้บริหาร ดังจะเห็นได้จากการที่ พรบ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีการกำหนดให้จัดตั้ง สำนักงานสภามหาวิทยาลัยไว้เพื่อเป็นมือเป็นไม้ให้กับสภามหาวิทยาลัยด้วย แทนที่จะต้องไปยืมจมูกบุคลากรในสำนักงานอธิการบดีหายใจ
เพราะหากสภามหาวิทยาลัยที่เป็นองค์กรสูงสุดไม่ได้มีมือไม้ให้ใช้งานได้อย่างอิสระ ก็คงกำกับการทำงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ลำบาก หรือหากสภามหาวิทยาลัยไม่ใส่ใจเรื่องการกำกับดูแลอย่างจริงจัง คิดแต่เพียงว่ามาดำรงตำแหน่งเพื่อเป็นเกียรติ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง สภามหาวิทยาลัยนั้นๆ ก็คงมีสถานภาพไม่ต่างไปจาก “สภาตรายาง” และสภาอิสระอีกสองแห่งที่เหลือก็คือไม่สามารถดำเนินบทบาทอะไรได้มากนัก สุดท้าย องค์กรอิสระทั้งสามแห่งก็อาจจะต้องมาชดใช้ความผิดร่วมกัน (Accountability) ในฐานะที่กฏหมายได้กำหนดความรับผิดรับชอบมาไว้แล้วคุณภาพที่ไม่มีธรรมาภิบาลนั้นหลอกลวง
แม้ว่าเจตนาในการผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้นจะมุ่งที่ประเด็นการเพิ่มคุณภาพ และประสิทธิภาพในการแข่งขันเป็นสำคัญ แต่คุณภาพที่ไร้ธรรมาภิบาลกำกับนั้นไม่มีทางจะเป็นคุณภาพที่แท้จริงได้ เพราะภายใต้กระบวนการประกันคุณภาพที่ให้ผู้ได้รับการประเมินเป็นผู้จัดทำเอกสารต่างๆ ขึ้นมา พร้อมด้วยการประเมินตนเอง (SAR, Self Assessment Report) นั้น จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญสองประการ คือ
หนึ่ง ผู้รับประเมินต้องมีคุณธรรม มีหิริ โอตตัปปะ ไม่อวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน พร้อมยอมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ไม่หลอกลวงตนเองและผู้อื่น ควบคู่ไปกับองค์ประกอบสำคัญประการที่สอง คือ ผู้ประเมินที่มีสติปัญญา ซื่อสัตย์ และมีอุเบกขาธรรมชั้นสูง ตั้งใจตรวจสอบคุณภาพอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์แก่ทั้งตัวผู้ถูกประเมิน ประเทศชาติ และสังคม หากขาดซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญสองประการที่ระบุมา คุณภาพที่ปรากฏบนเอกสารก็คงเป็นการอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน (ภาษาพระเรียกว่า การอวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งเป็นความผิดเข้าขั้นปราชิกเลยทีเดียว)
เพื่อให้เข้าใจเรื่องคุณภาพที่ไม่มีธรรมาภิบาลในอุดมศึกษาได้ชัดขึ้น จึงขอยกตัวอย่างที่ออกจะสุดโต่งสักหน่อย สมมติในกรณีที่มีผู้บริหารซึ่งมุ่งที่จะดำเนินการทุกอย่างให้ปรากฏออกมาเป็นเอกสาร ให้ได้ตามเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีคุณภาพอันจะตามมาด้วยชื่อเสียงเกียรติยศและเงินโบนัสจูงใจ แม้ว่าจะต้องโกหกหลอกลวงตนเองและผู้อื่นก็ทำ เช่น เมื่อมีเกณฑ์คะแนนคุณภาพระบุว่าจะต้องมีอาจารย์ในระดับปริญญาเอก ก็อาจจะเปิดหลักสูตรปริญญาเอกขึ้นมาภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง เพื่อปรับวุฒิการศึกษาของบุคลากรภายใน (หากดูรายละเอียดจะพบข้อมูลแปลกๆ ว่า ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยประเภทนี้มักสำเร็จจากหลักสูตรภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง หรือยิ่งกว่านั้นก็คือเป็นพรรคพวก ลูกศิษย์ลูกหา หรือลูกหลานของผู้บริหารระดับสูงโดยตรง)
ผนวกกับการที่หลักสูตรต่อยอดสมัยใหม่มักจะแสวงหาผู้เรียนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคงอยู่แล้ว แต่ต้องการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้นำในองค์กรอื่นๆ หรือเป็นนักการเมืองที่ประสงค์จะได้ปริญญาบัตรไปปรับวุฒิ ปรับตำแหน่ง หรือเพื่อเสริมเกียรติ มากกว่าที่จะศึกษาเล่าเรียนให้เกิดความรู้อันแตกฉานหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ อย่างจริงจัง ก็อาจจะยังผลให้เกิดเป็นเครือข่ายแห่งผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ครอบคลุมกว้างขวางออกมานอกวงการอุดมศึกษา กินกว้างไปถึงระดับนโยบาย ระดับกระทรวง องค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน (เกิดภาพลวงตาว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรเหล่านั้นล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดี โดยไม่พิจารณาลงไปในรายละเอียดว่าผู้เรียนที่มีงานทำก่อนเข้าศึกษาเหล่านี้มีการนำความรู้ไปใช้พัฒนาการทำงานหรือไม่ และที่ว่าหน้าที่การงานดีนั้นเป็นเพราะเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ หรือเป็นเพราะความสามารถในการทำงานกันแน่) หรือบางครั้งพอลงไปดูรายละเอียดของผู้สำเร็จปริญญา กลับกลายเป็นว่าเป็นบุคลากรภายในสถานศึกษา หรือเป็นผู้บริหารภายในสถานศึกษาดังกล่าวเสียเองอีกด้วย (เข้าทำนองชงเอง กินเอง เขียนหลักสูตรเอง เรียนกันเอง สอนกันเอง แล้วก็ประสิทธิประสาทปริญญากันเองเสียอีกด้วย)
อนึ่ง แม้การเกิดขึ้นของหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยจะมิใช่เรื่องง่าย เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตร ๕ คน แต่อุดมศึกษาซึ่งไร้ธรรมาภิบาลก็อาจจะเที่ยวไปเกณฑ์อาจารย์สาขาอื่นๆ ที่แทบจะมิได้เกี่ยวข้องกันเลย เพื่อยืมชื่อมาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร และเมื่อเกณฑ์คุณภาพระบุว่าต้องมีบุคลากรซึ่งตำแหน่งทางวิชาการมากๆ ก็จัดกระบวนการผลักดันให้เกิดผู้ได้รับตำแหน่งทางวิชาการทีละมากๆ และล่อแหลมต่อการประพฤติผิดต่อจรรยาบรรณของอาจารย์และนักวิจัย (อาจใช้ผู้ทรงคุณวุฒิในการอ่านผลงานซ้ำๆ มีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกัน และผู้มีตำแหน่งบริหารมักมีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการได้อย่างผิดปรกติ ทั้งที่ภาระในการบริหารองค์กรก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว)
ที่สำคัญ ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยที่ไร้ธรรมาภิบาลนั้นมีแนวโน้มที่จะมีลักษณะเผด็จการอยูในตัว มักเชื่อในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ ปราศจากความเห็นต่าง หรือความเห็นแย้ง จึงมุ่งจัดวางสมัครพรรคพวกกลุ่มผลประโยชน์ของตนไว้ในตำแหน่งสำคัญๆ ที่มีบทบาทมากในการกุมฐานคะแนนเสียง หรือในการใช้สิทธิสรรหาผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าตนเองจะสามารถบริหารได้อย่างรวดเร็ว (เชื่อว่า)มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน (พร้อมกับการปิดบังซ่อนเร้นความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมิดชิด) ฉนั้นหากจำเป็นต้องเลือกระหว่างผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ความสามารถแต่หัวแข็งยึดหลักการ กับผู้ปฏิบัติงานที่ด้อยความรู้ความสามารถแต่พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่ง ผู้บริหารระดับสูงประเภทเผด็จการก็มีแนวโน้มที่จะเลือกส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานกลุ่มหลังให้เติบโตขึ้นมาเป็นมือไม้ของตน หนักๆ เข้าๆ อาจจะดึงพรรคพวกลูกหลานวงศ์วานว่านเครือเข้ามาร่วมกันบริหาร
ดังลอร์ดแอคตัน (Sir John Dalberg-Acton) ได้เคยกล่าวประโยคอมตะไว้ว่า “Power tends to corrupt; absolute power corrupts absolutely…..” ผู้บริหารแบบเบ็ดเสร็จ และไม่โปร่งใสเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะดำเนินการทุจริตในด้านอื่นๆ ควบคู่ไปกับการปิดหู ปิดตา ปิดปาก ผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง หรือผู้ที่อยากจะออกมาเตือนภัย (Whistle Blower) ให้สังคมได้รับทราบถึงความไม่ชอบมาพากลที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมกับจัดวางบริวารเข้าไปในกลไกที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เช่นกำกับหน่วยงานประกันคุณภาพ หน่วยงานตรวจสอบภายใน แทรกแซง/หรือยึดครองการทำงานของสภาคณาจารย์ ฯลฯ
เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลยในสังคมที่มีความโปร่งใส มีวัฒนธรรมในการตรวจสอบความถูกต้อง ผู้คนรู้จักรักษาสิทธิ และเข้าใจในหน้าที่ที่จะต้องผดุงคุณธรรมให้เป็นหลักยึดแก่สังคม แต่ย่อมจะเกิดขึ้นได้ง่ายในสังคมปากว่าตาขยิบ ที่ผู้คนมีวัฒนธรรมสยบยอมต่ออำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการปกครอง หรือจะเป็นอำนาจเงิน สังคมที่ผู้คนมีความเห็นว่าผู้บริหารจะโกงนิด โกงหน่อย ก็ไม่เป็นไร ขอให้ฉลาด บริหารเก่ง หากจะโกงขอให้ไปโกงข้างนอก ดังมีผู้กล่าวว่าในบางสังคมนั้น การโกงไม่ใช่สิ่งเลว จะเลวต่อเมื่อโกงแล้วไม่แบ่ง หรือแบ่งไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ภาวะการโกงที่(ดูเหมือน)ไม่เลวนั้นไม่น่าจะยอมรับได้หากเป็นการโกงที่เกิดขึ้นในอุดมศึกษาซึ่งควรจะเป็นหลักเป็นแบบอย่าง เป็นผู้ชี้นำความถูกต้องให้กับสังคม
ภาวะไร้ธรรมาภิบาลของอุดมศึกษาเมื่อเกิดขึ้นควบคู่กับความอ่อนแอของวัฒนธรรมการตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ การมีกลไกการตรวจสอบคุณภาพแบบสักแต่ว่าทำไปพอเป็นพิธี เช่นสำนวน “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” หรือ การตรวจสภาพรถยนต์เพื่อต่อทะเบียนประจำปี ได้นำไปสู่ภาวะวิกฤตของระบบอุดมศึกษาที่มีแต่คุณภาพจากการอวดอ้างเกินจริง คุณภาพแบบโฆษณาชวนเชื่อ เป็นคุณภาพบนกระดาษ แสดงออกด้วยปริมาณผู้สำเร็จวุฒิการศึกษาชั้นสูงจำนวนมาก มีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายอยู่ในส่วนหัวของกลไกการบริหารการศึกษา แต่ขาดผู้ที่ทำงานจริง จนส่งผลให้คุณภาพที่แท้นั้นถูกสะท้อนออกมาด้วยผลการประเมินสติปัญญา ความสามารถในการเรียนของเยาวชน ความสามารถในการทำงานของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา และจำนวนผลงานวิจัยคุณภาพ ที่นับวันแต่จะถดถอยด้อยลงไปเรื่อยๆ (สวนทางกับจำนวนงานวิจัยบนหิ้ง) การรื้อปรับระบบคือเป้าหมายที่แท้
สรุปได้ว่า การออกนอกระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น ยังมิใช่เป้าหมายที่แท้จริง เพราะแค่การมีกฏหมายใหม่เพื่อให้ผู้บริหารมีอำนาจมากขึ้น มีรายได้มากขึ้นนั้นคงจะไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ให้กับประเทศชาติและสังคม เผลอๆ จะยิ่งทำให้การศึกษาของชาติต้องต่ำต้อยด้อยประสิทธิภาพลงไปเสียด้วยซ้ำ ในกรณีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้กำกับมหาวิทยาลัยสมคบกันแสวงหาประโยชน์มหาวิทยาลัยที่ตนเองบริหารอยู่ (เช่น กรรมการสภามหาวิทยาลัยอาจจะแจกปริญญาดุษฎีบันฑิตกิติมศักดิ์กันเอง เปิดหลักสูตรประเภทเรียนครบจบแน่ให้กับพรรคพวกลูกหลานพวกตน จัดซื้อจัดจ้าง ปลูกสร้างอาคารด้วยบริการของผู้รับเหมาที่ใกล้ชิดกัน หรือหนักๆ ข้อเข้าอาจจะสมคบกับนักการเมืองเข้าไปต้มยำทำแกงในระดับชาติต่อไปอีก)
เป้าหมายที่แท้จริงของการออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐคือการเพิ่มประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัย ด้วยการใช้โอกาสรื้อปรับเปลี่ยนระบบการบริหาร (Reengineering) เพื่อให้มีความกระทัดรัดและมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ในยุคที่มีสถานอุดมศึกษาเกิดใหม่ขึ้นมามากมายทั้งในและนอกประเทศ ในขณะที่จำนวนประชากรวัยศึกษามีแต่จะลดลง ซึ่งหากมหาวิทยาลัยใดไม่มีการเตรียมตัวรื้อปรับระบบบริหารไว้ให้ดี ก็คงจะตกต่ำลงไปในอันดับของการแข่งขัน (ภายใต้การเปรียบเทียบของ สกอ. สมศ. หรือการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับสากล) และอาจจะต้องล้มหายตายจากไป ในกาลข้างหน้า
โดยเป้าหมายของการรื้อปรับระบบของมหาวิทยาลัยนั้น ควรประกอบไปด้วย
๑
