ได้ข้อสรุปเบื้องต้นรูปแบบการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา
นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการประชุมหารือร่วม 3 ฝ่าย ระหว่าง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยเชิญผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อพิจารณาร่างกฎกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า วิธีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา สามารถกระทำได้ 3 แนวทาง คือ
1. สถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความเข้มแข็ง และสามารถดูแลตนเองได้ให้คงสภาพการเป็นวิทยาลัยไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมความพร้อมที่ยกฐานะเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาได้ด้วยตนเอง
2. จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเฉพาะทางตามความเชี่ยวชาญในสาขานั้น โดยเน้นความพร้อมในการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการในพื้นที่ และคำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด
3. จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาในลักษณะพื้นที่ (area based) โดยกลุ่มวิทยาลัยที่จัดตั้งต้องกำหนดจุดเด่นในการสนับสนุนแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดที่เป็นที่ตั้ง และเน้นการใช้ทรัพยากรร่วมกันของกลุ่มวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไปดำเนินการปรับปรุงร่างกฎ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเสียใหม่ พร้อมทั้งให้จัดทำแผนเป็น Road Map แนบเป็นเอกสารประกอบการนำเสนอร่างด้วยว่า ภายในกำหนด 3 ปี จะจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษากี่แห่ง ปีใดเป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยให้แนวทางว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบ รวดเร็ว และจัดตั้งได้ทันในปีการศึกษา 2553 นี้ ในระยะแรก ควรจัดตั้งจำนวนไม่มาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่านอกจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2554 เพื่อสนับสนุนนโยบายเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ได้ข้อสรุปว่างบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอตั้งจำนวน 5,571,492,800 บาท นั้น ให้นำไปบริหารจัดการเรียนการสอนกลุ่มนักเรียนระดับ ปวช.ในระบบ เป้าหมาย จำนวน 220,000 คน ก่อน ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถรับนักเรียนได้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะ : สายสามัญ 60:40 ภายในปี 2555
สำหรับนักศึกษากลุ่มเทียบโอนประสบการณ์ และสะสมหน่วยกิต ระดับ ปวช.ให้สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา ไปกำหนดเป้าหมายจำนวนรับให้ชัดเจน เพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุนเรียนฟรีเพิ่มเติมอีกยอดหนึ่ง ทั้งนี้ให้พิจารณาความเหมาะสมด้วยว่านักศึกษากลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่มีงานทำอยู่แล้วว่าสมควรจะได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในรายการใดบ้าง ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่าควรตัดค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียนออกไป เหลือรับเพียง 3 รายการ คือค่าหนังสือเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าจัดการเรียนการสอน(ค่าใช้จ่ายรายหัว)
แหล่งที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.
31 มีนาคม 2553
