“ก้อนหินกับหาดทราย”
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายที่เป็นเพื่อนรักกันสองคน ออกเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ในระหว่างการเดินทางที่เหนื่อยล้าและร้อนระอุ ทั้งคู่เกิดมีความเห็นไม่ตรงกันจนกลายเป็นการโต้เถียงอย่างรุนแรง ด้วยความโกรธชั่ววูบ เพื่อนคนหนึ่งจึงยั้งมือไม่อยู่และ ตบหน้า เพื่อนอีกคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
เพื่อนคนที่ถูกตบรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจมาก แต่เขาไม่ได้โต้ตอบหรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแต่ก้มลงไปแล้วใช้นิ้ว เขียนลงบนพื้นทราย ว่า:
“วันนี้ เพื่อนรักของฉันตบหน้าฉัน”
พวกเขาเดินทางต่อไปจนกระทั่งพบกับ แหล่งน้ำกลางทะเลทราย “โอเอซิส”ที่เขียวขจี ทั้งคู่จึงตัดสินใจแวะพักและลงอาบน้ำเพื่อคลายความร้อน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพื่อนคนที่เคยถูกตบหน้าเกิดเป็นตะคริวและเริ่มจมลงไปในบึงน้ำที่ลึกโคลนดูด
เพื่อนอีกคนเห็นดังนั้น ก็รีบกระโดดลงไปช่วย อย่างไม่ลังเล เขาพยายามสุดกำลัง จนสามารถดึงเพื่อนขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย เมื่อเพื่อนที่เกือบจมน้ำฟื้นตัวและหายจากอาการตกใจ เขาก็หยิบค้อนและสิ่วเล่มเล็กออกมาจากย่าม แล้วบรรจง สลักลงบนก้อนหิน ใหญ่ริมน้ำว่า:
“วันนี้ เพื่อนรักของฉันได้ช่วยชีวิตฉันไว้”
เพื่อนคนที่ตบหน้าและช่วยชีวิตเขารู้สึกสงสัยจึงถามว่า “ตอนที่ข้าทำร้ายเจ้า เจ้าบันทึกลงบนพื้นหาดทราย แต่ทำไมตอนนี้ถึงสลักบนหินที่แข็งแกร่งล่ะ?”
เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบด้วยแววตาที่สงบว่า: “เมื่อมีใครบางคนทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ ควรบันทึกลงบน ‘ผืนทราย’ เพื่อให้สายลมแห่งการให้อภัย พัดทำลายร่องรอยความบอบช้ำให้จางหายไปในเวลาสั้น …… แต่เมื่อมีใครทำสิ่งดีๆ ให้แก่เรา ควรสลักคุณความดีนั้นไว้บน ‘ก้อนหิน’ เพื่อเป็นหลักฐานถาวร ที่ยากจะลบล้างได้”
การกระทำของเพื่อนคนที่สลักหิน เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุข้อ 1 ทานมัย โดยให้ทาน คือ บริจาคความขุ่นข้องหมองใจให้หายไปกับผืนทราย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้อภัยคือการปล่อยความทุกข์ให้หายไปกับกาลเวลาเหมือนรอยบนทราย ส่วนการจดจำความดีคือการสร้างความสุขให้คงอยู่อย่างยั่งยืนเหมือนรอยสลักบนหิน”
เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง ทรายกับก้อนหิน The Sand and the Stone ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการให้อภัยและกตัญญู ที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ทราบต้นทาง
อาทร จันทวิมล
