Cyberbullying ทำความรู้จักการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์และผลกระทบที่น่ากลัวกว่าที่คิด
Cyberbullying ทำความรู้จักการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์และผลกระทบที่น่ากลัวกว่าที่คิด
โลกในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นสังคมไร้พรมแดนที่เราเชื่อมต่อถึงกันผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและวัฒนธรรมจากทุกมุมโลกได้อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีนี้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่เปิดช่องให้เกิดปัญหาใหญ่ที่เรียกว่า Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในหลากหลายรูปแบบ และสร้างบาดแผลที่มองไม่เห็นให้กับผู้คนจำนวนมาก
Cyberbullying คืออะไรกันแน่?
Cyberbullying หรือ การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ คือการกระทำที่แสดงออกผ่านคำพูดหรือพฤติกรรมที่ก้าวร้าวบนพื้นที่ออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้อื่นรู้สึกหวาดกลัว, อับอาย, รู้สึกแย่, ไร้ค่า, หรือกลายเป็นตัวตลกของสังคม
ลักษณะสำคัญของการกระทำนี้ คือมักเกิดขึ้นซ้ำๆ จากผู้ที่มีอำนาจมากกว่าไปยังผู้ที่อ่อนแอกว่า และบ่อยครั้งก็อาจเลยเถิดไปจนถึงขั้นที่ผิดต่อกฎหมายและจริยธรรมได้ ในทางจิตวิทยา กลไกนี้ไม่ต่างจากการกลั่นแกล้งในโลกจริง แต่โลกออนไลน์ขยายอำนาจของผู้กระทำผ่านเกราะกำบังของภาวะไร้ตัวตน (anonymity) และการเข้าถึงเหยื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้บาดแผลทางใจรุนแรงและยากจะหลบหนี และนี่คือปัญหาที่ใกล้ตัวเยาวชนไทยมากกว่าที่คิด ดังข้อมูลที่น่ากังวลจากงานวิจัยระดับโลกโดย WEF Global press release ที่เผยว่าเด็กไทยมีโอกาสเสี่ยงภัยจากพื้นที่ออนไลน์ถึง 60% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 56% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่คือปัญหาที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคน
รูปแบบของ Cyberbullying ที่เราอาจเคยพบเห็น
การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์มักปรากฏในรูปแบบที่ซับซ้อนและเจ็บปวด ซึ่งเราอาจเคยพบเห็น หรืออาจเคยเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว
- การทำให้อับอายและเสียหาย เป็นการใช้ถ้อยคำในเชิงลบเพื่อสร้างความเสียหายโดยเจตนา เช่น การโพสต์ด่าทอ, ล้อเลียนปมด้อย, ใส่ร้าย, ขู่ทำร้าย หรือพูดจาเหยียดเพศสภาพและชาติพันธุ์ เพื่อให้ผู้ถูกกระทำได้รับความอับอาย
- การประจาน คือการนำคลิปวิดีโอที่น่าอับอายของผู้อื่น เช่น คลิปที่ถูกทำร้ายหรือถูกแกล้ง ไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่ซ้ำเติมและสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกกระทำ
- การแอบอ้างตัวตน เป็นการสวมรอยใช้บัญชีโซเชียลมีเดียของผู้อื่น (เช่น Facebook, Instagram) เพื่อไปโพสต์ข้อความหยาบคาย, รูปภาพอนาจาร หรือสร้างความเสียหายในรูปแบบต่างๆ โดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว
- การแบล็กเมล์ คือการนำความลับหรือภาพลับของผู้อื่นมาข่มขู่ หรือนำไปเปิดเผยบนโลกออนไลน์เพื่อให้เกิดการแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง บางครั้งอาจรวมถึงการตัดต่อภาพที่ไม่เหมาะสม หรือคุกคามทางเพศด้วยภาพอนาจาร
- การหลอกลวง เป็นการสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้อื่น อาจเป็นการสวมรอยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อหลอกเอาเงิน หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อล่อลวงไปทำมิดีมิร้าย เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ
- การสร้างข่าวปลอม (Fake News) เป็นการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริงเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการโจมตีฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความเสียหาย
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายร่วมกันคือการทำลายความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและคุณค่าในตนเองของผู้ถูกกระทำ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงนั้นรุนแรงและสร้างบาดแผลทางใจได้ลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคาดคิด
ผลกระทบที่มองไม่เห็น บาดแผลลึกจากการถูกทำร้ายบนโลกออนไลน์
“การกระทำที่คึกคะนอง ที่ถูกมองว่าตลก นำไปสู่จุดจบที่ไม่เคยเป็นผลดีต่อใคร”
ความสนุกเพียงชั่วครู่ของผู้กระทำ อาจหมายถึงความเจ็บปวดระยะยาวของผู้ที่ถูกกระทำ ผลกระทบที่เลวร้ายจากการถูก Cyberbullying นั้นมีอยู่จริงและรุนแรงอย่างน่ากลัว
- ผลกระทบทางจิตใจ : การถูกกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะวิตกกังวลและโรคซึมเศร้า
- ความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย : ผู้ถูกกระทำจะรู้สึกเหมือนถูกโจมตีได้ทุกที่ทุกเวลา แม้จะอยู่ในบ้านซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม สภาวะนี้สร้างความเครียดเรื้อรัง (chronic stress) และทำให้ระบบประสาทตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ไม่สามารถพักผ่อนทางใจได้อย่างแท้จริง
- ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด : ในกรณีที่รุนแรง การถูก Cyberbullying อาจเป็นส่วนหนึ่งของสมการที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ ข้อมูลจากศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ (NCHS) ของสหรัฐฯ พบว่าการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองในกลุ่มคนอายุ 10-34 ปี สอดคล้องกับงานวิจัยของสมาคมพยาบาลจิตเวชแห่งประเทศไทยที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ถูกรังแกบนโลกออนไลน์มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในระดับที่รุนแรง
ปัญหา Cyberbullying ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงกับหลักการสากลที่สำคัญอย่าง “สิทธิมนุษยชน” อีกด้วย
Cyberbullying ในมุมมองสิทธิมนุษยชน
ในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน Cyberbullying ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่นานาประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตอย่างเสรี เท่าเทียม และมีศักดิ์ศรี
แม้ว่าเราทุกคนจะมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในข้อ 29 ของปฏิญญาสากลฯ ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้สิทธิและเสรีภาพของเรานั้น ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น ดังนั้น พฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
การตระหนักว่าการกระทำของเราส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมออนไลน์ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
คิดก่อนโพสต์ : สร้างเกราะป้องกันและหยุดวงจรการทำร้าย
คำพูดที่เราพิมพ์ออกไปโดยไม่คิด อาจกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายความรู้สึกของใครบางคนไปตลอดกาล คำพูดที่คนไทยใช้บูลลี่กันมากที่สุดมักเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์ เพศ และทัศนคติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมหาศาล
| คำที่ใช้บูลลี่ (ตัวอย่าง) | ผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ |
| โง่, ปัญญาอ่อน, ต่ำตม | บั่นทอนการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-worth) และสร้างบาดแผลทางความคิดที่ฝังลึกว่าตนเองไม่ดีพอหรือด้อยความสามารถ |
| ไม่สวย, ขี้เหร่, ดำ, อ้วน | นำไปสู่ภาวะเกลียดชังร่างกายตนเอง (Body Dysmorphia) ทำลายความภาคภูมิใจในรูปลักษณ์ และอาจเป็นชนวนของพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ |
| ตุ๊ด, กะเทย, ชะนี | โจมตีแก่นแท้ของตัวตน (Identity) ลดทอนความเป็นมนุษย์ให้เหลือเพียงภาพเหมารวมทางเพศที่บิดเบี้ยว และสร้างความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม |
สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันในสังคม คือ “การคิดถึงใจเขา ใจเรา” ซึ่งเป็นหัวใจของความฉลาดทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Intelligence) และหลักการง่ายๆ ที่จะช่วยหยุดวงจรนี้ได้คือ “คิดก่อนโพสต์” ก่อนจะพิมพ์หรือแชร์อะไรออกไป ลองถามใจตัวเองว่า หากเราเป็นคนคนนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร อย่าตัดสินคนอื่นเพียงเพราะสิ่งที่เราเห็น เพราะความสนุกสนานเพียงครั้งเดียวของเรา อาจสร้างบาดแผลทางใจที่เจ็บปวดให้ใครบางคนได้ตลอดไป
ดังนั้น การร่วมกันรณรงค์ให้ “หยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Stop Cyberbullying)” ไม่ใช่แค่การปกป้องตัวเอง แต่คือการร่วมกันปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในสังคมดิจิทัล
