| เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้จะถึงช่วงเปิดเทอมซะแล้ว ทั้งที่ดูเหมือนจะเพิ่งปิดเทอมได้ไม่นาน อาจเป็นเพราะว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นกระมัง ทำให้ต่อมความสนใจพุ่งประเด็นไปเรื่องข่าวการบ้านการเมือง และไหนยังเรื่องการประกาศผลเอเน็ต โอเน็ต ของกระทรวงศึกษาธิการที่เข้าขั้นโอ..ล่ะพ่อ..ปัญหาเยอะเหลือเกิน ทั้งที่ความเป็นจริงช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาของเด็กมัธยมปลายทั้งหลายที่ควรรู้กันแล้วว่าจะได้เป็นน้องใหม่คณะไหน อยู่มหาวิทยาลัยไหนกันแล้ว | |||
เอาเป็นว่าช่วงนี้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็เตรียมตัวเรื่องคุณลูกเปิดเทอมกันให้พร้อมละกัน ว่าแล้วก็เตือนกันหน่อย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ก็อย่าลืมดูแลเรื่องอุปกรณ์การเรียนของลูกให้พร้อม รวมถึงเครื่องแต่งกายของลูกๆ ว่าครบหรือไม่ หลายๆ ท่านก็อาจจะเหนื่อยในช่วงเดือนนี้เป็นพิเศษ ไหนจะค่าเทอม ไหนจะค่าอุปกรณ์ เครื่องแบบนักเรียน และอีกสารพัดค่าจิปาถะสำหรับคุณลูก จะสังเกตเห็นได้ว่าทุกต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี เรามักจะได้ยินข่าวคราวเรื่องโรงรับจำนำ ที่มีผู้คนเข้าไปใช้บริการสูงที่สุดในรอบปี ในยุคปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น สาเหตุใหญ่ก็มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเปิดเทอมของคุณลูกนี่แหละค่ะ ความจริงเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับลูกๆ ก็มักจะใช้ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว แต่ไหง…ดูเหมือนสภาพปัญหาแบบเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ ยิ่งประจวบเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่ราคาน้ำมันก็ขึ้นเอาขึ้นเอา และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังมีปัญหาอยู่ ฉบับนี้ดิฉันก็เลยอยากจะเขียนเอาใจและให้กำลังใจทั้งเพื่อนผู้อ่านและตัวเองในการสร้างวินัยทางด้านการเงินให้กับตัวเองแบบจริงจังซักที จะได้ไม่ต้องมาบ่นด้วยปัญหาเดิมๆ หรือประสบกับปัญหาเดิมๆ ในช่วงเปิดเทอมกันอีก ประการแรก ช่วงใกล้เปิดเทอมเช่นนี้ สำหรับครอบครัวที่มีลูกคนเดียว ก็อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย เพราะอุปกรณ์และเครื่องแบบนักเรียน รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะของคุณลูกต้องเริ่มใหม่หมด แต่ก็มีวิธีประหยัดได้เหมือนกันค่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ เมื่อเป็นปีแรก นั่นหมายความว่าจะต้องมีปีต่อไปแน่นอน ฉะนั้นก็ควรจะเลือกซื้ออุปกรณ์ เครื่องใช้ หรือเครื่องแบบชุดนักเรียนคุณภาพดีเผื่อไว้เลย เช่น เสื้อกางเกงนักเรียน ,กระเป๋านักเรียน ,อุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ยกเว้นรองเท้านะคะ ที่ซื้อแบบพอใช้ได้ก็พอ เพราะเท้าของลูกมักจะโตเพิ่มขึ้นเร็ว ฉะนั้นต้องดูรูปร่างและการเจริญเติบโตของลูกด้วย สำหรับครอบครัวไหนที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน และเพศเดียวกันก็นับว่าโชคดีหน่อย อาจใช้คอนเซ็ปต์ “เก่าของพี่แต่ใหม่ของน้อง” แต่มีข้อแม้ว่าต้องบอกเล่าให้ลูกเข้าใจด้วยว่าของพี่ยังใช้ได้อยู่เพียงแต่ตัวเล็กไปแล้วทำให้ต้องส่งมาให้หนู และถ้าจะให้ดีคุณอาจจะซื้อตัวใหม่เพิ่มหนึ่งชุดเพื่อให้เขารู้สึกว่ายังมีชุดใหม่บ้าง เชื่อเถอะค่ะถ้าพ่อแม่พูดคุยให้ลูกเข้าใจ เขายอมรับได้อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นการสอนปลูกฝังให้เขารู้จักประหยัดตั้งแต่เด็กได้อีกด้วย ประการที่สอง ต้องสร้างวินัยการออมเงินใหม่ ด้วยการเก็บเงินออมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เก็บเงินออมเมื่อเหลือ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณได้รับเงินเดือน 20,000 บาท คุณควรจะตัดใจเก็บเงินไว้ 2,000 บาท และคิดว่าได้เงินเดือนเพียง 18,000 บาท และเมื่อคุณเก็บเงินออมแบบนี้เป็นประจำทุกเดือน คุณก็จะมีเงินเก็บสำหรับครอบครัว ไม่ต้องมาปวดหัวในช่วงใกล้เปิดเทอมของลูกๆ กันอีก เห็นไหมคะ ไม่ใช่เรื่องยากเลย และถ้าจะให้ดี ก็สอนให้ลูกรู้จักออมตั้งแต่เด็กด้วย โดยอาจจะยกตัวอย่างวิธีการออมของคุณ เมื่อลูกได้เห็นตัวอย่างตั้งแต่เล็ก เขาก็จะมีวินัยในการออมเช่นกันค่ะ ประการต่อมา วางแผนเรื่องการเดินทางใหม่ ในยุคราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดแบบนี้ ถ้าเราวางแผนการเดินทางก่อน ก็จะทำให้ประหยัดได้เยอะเลยค่ะ เมื่อก่อนคุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้รถยนต์คนละกัน เพราะทำงานคนละที่ อาจจะลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลองใช้รถยนต์คันเดียว แต่ปรับเปลี่ยนแผนชีวิตการเดินทางกันหน่อย อาจจะต้องตื่นเช้ามากขึ้น โดยฝ่ายหนึ่งอาจจะขับรถไปส่งอีกฝ่ายหนึ่งที่สถานีรถไฟฟ้า แล้วตอนเย็นก็นัดหมายกัน เพื่อไปรับกลับบ้านพร้อมกัน วิธีนี้นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังช่วยให้เรื่องการสร้างความกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกนะ ขอบอก ประการที่สี่ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต เคยไหมคะ บางทีเราก็ซื้อของที่ไม่จำเป็นตั้งมากมาย เพียงเพราะเห็นว่าราคาถูก คือซื้อไว้ก่อนเพราะเป็นช่วงลดราคา ทั้งที่คุณก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ แล้วสุดท้ายคุณอาจจะทิ้งสิ่งเหล่านั้นไปซะด้วย หรือไม่ก็ลองสำรวจเสื้อผ้าของคุณเองก็ได้ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน คนเราใส่เสื้อผ้าได้ก็วันละชุด แต่บางทีเสื้อผ้าที่ล้นตู้ ก็มีหลายตัวที่เราไม่ได้ใส่ ด้วยเหตุอาจเพราะตอนซื้อมาก็ไม่ได้ชอบมาก เพียงแต่ว่ามันราคาถูกก็เลยซื้อ ถ้าคุณไม่เข้าข้างตัวเอง ลองสังเกตดูสิ่งต่างๆ รอบตัวของคุณไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน หรือในรถยนต์ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ก็ไม่ได้จำเป็น หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ใช่หรือไม่..!! ประการสุดท้าย อย่าหลงเชื่อกับโปรโมชั่นลวงตา ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การซื้อของที่ซื้อครบราคานั้น สามารถแลกของได้ฟรี ปรากฎว่าแทนที่เราจะซื้อของในราคา 3,500 บาท แต่พอพนักงานขายชักจูงให้ซื้อครบ 5,000 บาท จะได้พัดลมฟรี 1 ตัว ด้วยความที่อยากได้ของแถมก็เลยไปหาซื้อของให้ครบ 5,000 บาท เพื่อจะได้ของฟรี แต่หารู้ไม่ว่าราคาพัดลมตัวนั้นอาจซื้อได้ในราคา 700 บาท ในขณะที่เราต้องซื้อของที่ไม่จำเป็นเพิ่มอีก 1,500 บาท หรือแม้แต่กลยุทธ์เรื่องโทรศัพท์มือถือ ที่มีแคมเปญออกมามากมาย ประมาณว่าโทร.กระจายในราคาพิเศษ ประมาณว่าโทร.นาทีแรกราคา 3 บาท แต่ถ้าโทรนาทีที่ 4 โทรฟรีตลอด ถ้าเราหลงไปกับการอยากได้โทร.ฟรี แทนที่เรารีบคุยธุระให้เสร็จภายใน 1-2 นาที เรากลับพยายามคุยให้เกิน 4 นาที เพื่อจะได้โทรฟรี นั่นหมายความว่าเท่ากับเราต้องเสียเงินไปแล้ว 12 บาทต่อครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นภาพลวงตาที่ผู้ประกอบการพยายามสรรหากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายของเขา ไม่มีผู้ประกอบการรายใดหรอกที่จะคิดกลยุทธ์การขายออกมาเพื่อให้ตัวเองขาดทุน ฉะนั้น เราจึงไม่ควรหลงไปกับการโปรโมชั่น หรือเห็นแก่ของฟรีของแถมโดยไม่คิดว่าจริงๆ แล้วจำเป็นหรือเปล่า นี่ยังไม่รวมถึงบรรดาบัตรเครดิตที่เดี๋ยวนี้สามารถทำกันได้ง่ายดายเหลือเกิน หรือแม้แต่สินเชื่อเงินสดที่ดิฉันโดนมากับตัวเอง มีพนักงานเสียงสวยโทรศัพท์มาถามว่า “คุณมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดในขณะนี้ไหมคะ ไม่จำเป็นต้องมีการค้ำประกัน ก็สามารถได้เลยค่ะ” ดิฉันยอมรับว่าตกใจกับโทรศัพท์สายนี้มาก ถึงกับโทรศัพท์ไปเล่าให้คนข้างตัวฟังว่านี่ถึงขนาดนี้แล้วหรือ ถึงขนาดจะเอาเงินมาให้กู้ถึงที่เลยหรือ ฉะนั้น ถ้าเราคนเป็นพ่อแม่ตกเป็นเหยื่อกับสิ่งเหล่านี้แล้วล่ะก็ ทุกเดือนพฤษภาคมของทุกปี ก็จะกลายเป็นเดือนแห่งฝันร้าย ที่เราจะต้องคอยปวดหัวเวลาลูกเปิดเทอมทุกครั้ง อย่าลืมว่าเราอยากให้ลูกของเรามีการศึกษาที่ดี หรือสูงมากเท่าไร เงินก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกการศึกษาที่ดี เราคงต้องเริ่มวางแผนเรื่องการเงินและการศึกษาของลูกในอนาคตตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะค่ะ |
โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน แหล่งที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
