13 ฮีโร่ รร.วัดสุทธิวราราม

นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบชื่นชม 13 นักเรียน รร.วัดสุทธิวราราม ที่ใช้ความสามารถด้านภาษา ช่วยเหลือยับยั้งชีวิตชาวจีนที่ท้อแท้สิ้นหวังคิดจะจบชีวิตลงด้วยการโดดสะพาน ย้ำถึงความสำคัญในการเป็นจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ของในหลวงรัชกาลที่ 10 มุ่งหวังให้ระบบการศึกษาสร้างทั้งคนดีและคนเก่ง พร้อมทั้งให้ความสำคัญของการเรียนภาษาต่างประเทศ ให้ ศธ.ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจริงจัง

เมื่อวันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2561 ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำคณะนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 13 คน ซึ่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวจีนที่พยายามกระโดดสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังโอวาทและเป็นขวัญกำลังใจในการทำความดี

รมว.ศธ. กล่าวว่า ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอารีย์ วีระเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้นำคณะนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม 13 ราย ที่ได้กระทำความดี โดยการใช้ความรู้ความสามารถด้านการใช้ภาษาจีน สื่อสารเจรจากับนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งกำลังจะกระโดดสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำความดี

โดยเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นช่วงค่ำเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ในระหว่างที่นักเรียนทั้ง 13 คน กำลังเล่นดนตรีเปิดหมวก เพื่อหารายได้จัดงานประกวดดนตรีของโรงเรียน “สุทธิ มิวสิคอวอร์ด” ณ บริเวณท่าเรือสาทร ได้พบความผิดปกติของชายชาวจีนคนดังกล่าว จึงเข้าไปพูดคุยเกลี้ยกล่อมด้วยภาษาจีน จนกระทั่งสามารถยับยั้งเหตุได้ในที่สุด ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วยเหลือดูแลต่อไป จนเมื่อมีข่าวและภาพถ่ายเผยแพร่ออกไป ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนและสังคมออนไลน์ ที่ได้ยกย่องการกระทำของเด็กกลุ่มนี้ ที่พยายามช่วยเหลือชายชาวจีนคนดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ

นายสิทธิชาติ มลิวัลย์ (พัน) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้ภาษาจีนสื่อสารกับชายชาวจีน กล่าวว่า ตนเองและเพื่อน ๆ นักเรียนชั้น ม.6/4 จำนวน 9 คน และรุ่นน้องชั้น ม.3 อีก 4 คน ได้ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกที่บริเวณท่าเรือสาทร ซึ่งชายชาวจีนคนนี้ได้นำเงินสดมาให้จำนวน 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) ต่อมาได้ให้เพิ่มอีก 600 หยวน รวมเป็นเงินไทยประมาณ 8,000 บาท จึงเริ่มฉุกคิดถึงความผิดปกติทำไมถึงให้เงินจำนวนมากขนาดนี้ จากนั้นยังนำโทรศัพท์มือถือมาให้ตนและเพื่อนอีก ซึ่งก็ได้ปฏิเสธที่จะรับไว้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พร้อมเดินตามชายชาวจีนเพื่อนำโทรศัพท์ไปคืน และได้ถามไถ่พูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ แต่เขาไม่คุยด้วย จากนั้นจึงใช้ภาษาจีนแทน ซึ่งได้ความว่า พ่อและอากงของเขาเสียชีวิตที่ประเทศไทย ทำให้เหลือตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว และไม่มีญาติ จึงเกิดความท้อแท้สิ้นหวังและคิดที่จะจบชีวิตลง ดังนั้น ตนเองและเพื่อนได้ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ให้กำลังใจเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูแลช่วยเหลือ ซึ่งล่าสุดทราบว่า ชายดังกล่าวได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งอย่างปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการสื่อสารภาษาจีนนั้น นายสิทธิชาติ กล่าวว่า ได้เรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เด็ก จึงสามารถสื่อสารได้ และช่วยให้ชายชาวจีนรอดปลอดภัยในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความชื่นชมถึงความกล้าหาญในการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และนักเรียนทั้ง 13 คน ร่วมมือทำงานกันเป็นทีม แบ่งหน้าที่ในการช่วยเหลือ จนสามารถยับยั้งเหตุได้ทันท่วงที พร้อมได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเป็น “จิตอาสา” โดยน้อมนำโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โครงการในพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งพระองค์ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้เยาวชนทุกคน ใช้วิชาความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อสาธารณประโยชน์ และให้ระบบการศึกษาเร่งสร้างทั้งคนดีและคนเก่ง มีคุณธรรม เผื่อแผ่แบ่งปัน และมีจิตสาธารณะด้วย

สำหรับการใช้ทักษะภาษาจีนนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนภาษาต่างประเทศตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมอบกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาห้องเรียนภาษาจีนทั่วประเทศ โครงการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น

ในช่วงท้าย นายสิทธิชาติ มลิวัลย์ ได้กล่าวฝากคำพูดถึงชายชาวจีนคนดังกล่าวว่า ถ้าหากว่าพี่ฟังอยู่ ผมอยากจะบอกว่า “หนี่หายโหย่ว เผิงโหย่ว เจียโหยว หว่อซื่อนี่เตอเผิงโหย่ว เซี่ยเซี่ย” แปลว่า “อย่างน้อยยังมีผมคนหนึ่งเป็นเพื่อนพี่นะครับ สู้ ๆ ผมเป็นกำลังใจให้ ขอบคุณครับ”

Written by อิทธิพล รุ่งก่อน, นวรัตน์ รามสูต
Photo Credit อิทธิพล รุ่งก่อน
Rewriter นวรัตน์ รามสูต
Editor บัลลังก์ โรหิตเสถียร