ไทยเจ้าภาพโต้วาทีโลก ส่งขุนพล 4 มหา"ลัยร่วมดีเบต

ในรอบสิบปีที่ผ่านมา เยาวชนไทยได้พิสูจน์ความสามารถของตนเองในการแข่งขันต่างๆ บนเวทีระดับโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ การประกวดหุ่นยนต์ หรือ การแข่งขันวางแผนธุรกิจ เป็นต้น

          แต่ถ้ากล่าวถึงการแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลก หรือ  World Universities Debating Championships เชื่อว่านักเรียน นิสิต นักศึกษาส่วนใหญ่คงไม่รู้จักการแข่งขันรายการนี้มากนัก

          การแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกนั้นมีการจัดแข่งขันมานานแล้ว โดยมีสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมโต้วาทีโดยใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นประเด็นร้อนของโลกปัจจุบัน อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเมือง เศรษฐกิจ เป็นต้น

          ในปี 2550 นี้ สภาโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลก (World Universities Debating Council) ประกอบด้วยผู้แทนของ 50 ประเทศทั่วโลก มีมติมอบหมายให้ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในนามประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลก ครั้งที่ 28 ในชื่อ Assamption World 2008 ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2550-5 ม.ค. 2551 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสปีมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา

          ขณะเดียวกันยังถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพและนับเป็นประเทศที่ 4 ในทวีปเอเชียที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับโลกอย่างนี้ โดยการแข่งขันครั้งนี้มีสถาบันอุดมศึกษาชั้นแนวหน้ากว่า 250 สถาบันจาก 50 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม อาทิ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นต้น ส่วนไทยนั้นส่งทีมนิสิต นักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมประชันฝีปากแสดงวาทะในครั้งนี้ด้วย

          การแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกเป็นการโต้วาทีแบบพิเศษ โดยจะเปิดเวทีการโต้วาทีพร้อมกัน 4 ทีม ทีมละ 2 คน นั่นคือเปิดโอกาสให้แต่ละคนโต้วาทีได้ในคราวเดียวกันทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้าน ซึ่งใช้ตามรูปแบบของรัฐสภาอังกฤษ ที่แต่ละคนสามารถโต้แย้งและตั้งคำถามกันและกันได้ตลอดเวลา

          นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน ประธานโครงการจัดการแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกครั้งที่ 28 จากม.อัสสัมชัญ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยสนใจการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษมากขึ้น แต่ยังถือว่าเติบโตน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน เพราะคนไทยยังมีค่านิยมกลัวการพูดภาษาอังกฤษและนักศึกษาไทยไม่กล้าแสดงออกเท่าที่ควร แตกต่างจากระดับนักเรียนมัธยมศึกษาที่สนใจมากขึ้น สังเกตได้จากการที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดแข่งขันโต้วาทีภาคภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา พบว่ามีโรงเรียนทั่วไปผ่านเข้ารอบมากกว่าโรงเรียนนานาชาติเสียอีก

          “ผมอยากให้ภาครัฐ และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หันมาให้ความสนใจและสนับสนุนให้เด็กไทยพัฒนาศักยภาพการโต้วาทีภาษาอังกฤษอย่างจริงจังมากกว่านี้ เพราะจะเห็นได้ว่า นักโต้วาทีจะเป็นนักคิดที่มีเหตุผลและมีความเชี่ยวชาญด้านการใช้วาทศิลป์ อย่างเช่น นักการเมืองชื่อดังของโลกอย่าง บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็เคยเป็นนักโต้วาทีระดับมหาวิทยาลัยมาก่อน ผมเชื่อว่า เด็กและเยาวชนไทยเป็นคนเก่งที่มีความสามรถอยู่แล้ว หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง”

          สำหรับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยของไทยที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้มีอยู่ 4 ทีม เป็นทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น และวิทยาลัยนานาชาติ ม.มหิดล

          และเมื่อวันที่ 18-19 พ.ย.ที่ผ่านมา จุฬาฯก็เพิ่งจัดโต้วาทีเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้กับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทย ได้ซักซ้อมความพร้อมของแต่ละทีม โดยมีเพื่อนจากมหาวิทยาลัยต่างที่มีดีกรีติด 10 อันดับของนักโต้วาทีภาษาอังกฤษของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช่วยตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลก

          “นิค” ธีระนิตย์ พงศ์นพรัตน์ นิสิตจากคณะนิติศาสตร์ ตัวแทนจากทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงการโต้วาทีว่า ที่ผ่านมาผมกับเพื่อนๆ สมัครเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ มาโดยตลอด แต่การแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกในครั้งนี้ยอมรับค่อนข้างกดดัน เพราะประเทศไทยไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพ่อภาษาแม่ เหมือนกับประเทศอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา ขณะที่นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ แตกต่างจากนักศึกษาจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ทั้งสองประเทศนี้มีสถาบันอุดมศึกษาน้อยกว่าไทย

          การโต้วาทีครั้งนี้จะต้องเตรียมตัวติดตามข่าวสารทุกด้าน เพราะการแข่งขันรอบคัดเลือกทั้ง 9 รอบนั้น การแข่งแต่ละรอบจะทราบหัวข้อก่อนแข่งเพียง 30 นาทีและต้องเตรียมตัวให้ทัน ซึ่งประเด็นหัวข้อมีตั้งแต่เรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และบันเทิง

          “ผมคิดว่า การดีเบตกับนักศึกษาจากต่างประเทศทั่วโลกนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่การจับประเด็นหัวข้อการดีเบตในแต่ละครั้ง หากเรามีประสบการณ์การดีเบตและไม่ตื่นเต้นจะพบว่า สามารถจับประเด็นของคู่ดีเบตได้และใช้วาทศิลป์ด้านภาษาอังกฤษสื่อสารความคิดเห็นของเราออกไป เมื่อนักศึกษาฝึกดีเบตเป็นภาษาอังกฤษบ่อยๆ จะมีความชำนาญในการพูดอย่างมีสาระ ฝึกให้เราเป็นนักคิดวิเคราะห์ มีความรู้เท่าทันโลกในยุคปัจจุบัน” น้องนิคกล่าว

          โซเนีย ศรีคุรุวาฬ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ ตัวแทนจากทีมม.ธรรมศาสตร์ อธิบายว่า การโต้วาทีเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่ที่ภาษา แต่ขึ้นอยู่กับแนวคิดที่จะวิเคราะห์และนำเสนอโน้มน้าวจูงใจให้ผู้ฟังคล้อยตามเหตุผลของเรา ดังนั้นพื้นฐานการคิดจะต้องมีข้อมูลมาจากการอ่านมากๆ ทำให้รอบรู้ทุกด้านและโต้วาทีเก่ง ขณะที่การโต้วาทีก็มีประโยชน์มาก เป็นการสร้างประสบการณ์ กระตุ้นให้กล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง และเป็นการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ให้นักศึกษานำทฤษฎีที่ศึกษามาในแต่ละสาขาวิชามาประยุกต์ใช้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำเสนอในการโต้วาทีอย่างเป็นระบบ

          “ทำให้เราเป็นนักคิดมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก พวกเราก็จะไปแข่งขันโต้วาทีในเวทีต่างๆ เพื่อเป็นการฝึกซ้อมด้วยเหมือนกับการเข้าร่วมโต้วาทีของจุฬาฯครั้งนี้”

          “ปอม” พิมพ์ธิป ฟักทองพรรณ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากวิทยาลัยนานาชาติ ม.มหิดล ให้ความเห็นว่า “การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับโลกครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่เราจะนำนักโต้วาทีทั่วโลกมาร่วมแข่งขันดีเบต ซึ่งจะทำให้คนไทยได้เรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกับนานาประเทศ

          “ปอมเองจะพยายามทำให้ดีที่สุด และก่อนจะถึงการแข่งขันก็จะเตรียมตัวพัฒนาศักยภาพของตัวเองรองรับการโต้วาทีในทุกหัวข้อ ดังนั้นเราต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยเลือกพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเนื้อหาสาระในการจูงใจผู้ฟังและคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม ปอมมองว่า ในอนาคตเราสามารถนำประสบการณ์จากการดีเบตไปใช้ในการนำเสนอแนวความอย่างมีเหตุผลในการทำงานจริงในอนาคตได้ด้วย”

          “อ้อ” ปณิธาน รุจิระศักดิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 6 คณะทันตแพทยศาสตร์ ตัวแทนจากทีม ม.ขอนแก่น ซึ่งเป็นน้องใหม่ของรายการนี้ บอกว่า ม.ขอนแก่น เพิ่งเริ่มรวมกลุ่มและจัดการโต้วาทีภาษาอังกฤษได้ไม่นานนัก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่เราก็พยายามฝึกซ้อมให้มากที่สุด ซึ่งเราไม่ได้หวังว่าจะต้องชนะแต่อยากให้เวทีการแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกเป็นการสร้างโอกาสในการฝึกฝนตนเอง เพื่อเป็นบทเรียนให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเรียนรู้การโต้วาทีระดับนานาชาติอย่างนี้ เพราะนักศึกษาของไทยส่วนใหญ่รู้สึกอายที่จะพูดภาษาอังกฤษและพูดได้น้อย

          “ดังนั้นพวกเราหวังว่าการแข่งขันโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกจะเป็นโมเดลและกระตุ้นให้เด็กไทยเห็นว่า เรามีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่แพ้ประเทศต่างๆ ในโลก และยังสามารถถ่ายทอดการคิดวิเคราะห์ นำเสนอความคิดเห็นออกมาในรูปแบบการโต้วาทีอย่างมีเหตุมีผล”

          ด้าน “แนน”นันรินทร์ สิทธินามสุวรรณ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ ม.อัสสัมชัญ ที่มาร่วมโต้วาทีเพื่อเตรียมความพร้อมให้เพื่อนๆ กล่าวว่า แม้ว่า ม.อัสสัมชัญ จะไม่ได้ลงแข่งขันในครั้งนี้ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ แต่ก็หวังว่าการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับโลกอย่างนี้จะเป็นการแสดงศักยภาพของนักศึกษาไทยออกไป

          “และในวันที่ 1-3 ธ.ค.นี้ ม.อัสสัมชัญจะจัดการแข่งขันอุ่นเครื่องโต้วาทีภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัยขึ้น โดยจะเชิญนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศที่สนใจมาร่วมมการแข่งขันด้วย”

          สำหรับผู้ที่สนใจติดตามชมการแข่งขันการโต้วาทีมหาวิทยาลัยโลกได้ที่ ม.อัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่โรงละครไทยอลังการ จ.ชลบุรี

          แม้ว่าคนไทยจะไม่คุ้นหูกับการโต้วาทีภาษาอังกฤษอย่างนี้ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยของไทยจะพัฒนาขีดความสามารถของนิสิต นักศึกษาไปสู่แชมป์การโต้วาทีระดับโลกก็น่าจะป็นสิ่งที่ดี

          ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod